บทที่ 135 การเปลี่ยนแปลงของเมืองเทียนอวิ๋น
ตอนนี้ลู่อวี่รู้แล้วว่า เพียงการฝึกฝน “เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า” พื้นฐาน ย่อมต้องใช้เวลาเยอะมากเลยทีเดียว แล้วยังมีพลังเวทมนตร์หลายอย่างที่เกิดจากในนั้นด้วย นอกจากนั้นยังรวมถึงเคล็ดวิชากระบี่ เคล็ดวิชาแสงหลบหนี เคล็ดวิชาเต๋า อีกทั้งยังต้องปรุงโอสถอีกด้วย เวลาที่เขามีนั้นช่างน้อยเกินไป เช่นนั้นยังจะมีใจและแรงไปจัดการกับเื่อื่นๆ อีกหรืออย่างไร?
หากในชาติก่อนเขาไม่ใช่คนปรุงโอสถ ตอนนี้ตัวเองก็คงไม่มีทางมีความสามารถปรุงโอสถระดับนี้ได้! จิตใจและร่างกายของคนมีอยู่อย่างจำกัด บนเส้นทางแสวงหาทางธรรมนี้ การทุ่มเทเวลา จิตใจและร่างกายเพื่อนำไปบนเส้นทางเล็กๆ ที่ไม่เป็ประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตัวเอง ถือเป็เื่ที่เกินจำเป็นัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในระหว่างที่ลู่อวี่ฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง เวลาครึ่งปีก็ผ่านไปในพริบตา!
ในเวลานี้ จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่บรรยากาศเปลี่ยนไปแล้ว ยาชิง์น้อยที่ประกาศอยู่บนป้ายสาดแสงหยกจารึกวิเศษของตลาดเซียน ถูกแลกเปลี่ยนไปจนหมด เว้นเสียแต่ว่าลู่อวี่จะเริ่มหลอมยาอายุวัฒนะอีกครั้ง แต่คงเป็ไปไม่ได้ที่ตระกูลลู่จะทำนำยาชิง์น้อยสำรองออกมาวางจำหน่ายอีก
ต่อให้ไม่มียาชิง์น้อย แต่ตระกูลลู่ก็ยังมีลู่หงเซิ่งคนปรุงโอสถขั้นห้าที่หลงใหลในการหลอมโอสถผู้นี้อยู่ ยาอายุวัฒนะที่หลอมออกมาก็ผลิตไม่เพียงพอต่อความ้าเหมือนกัน และเนื่องจากมีผู้ชมจำนวนไม่น้อย สิ่งนั้นจึงทำให้จัตุรัสอวี้เ้ายิ่งเจริญมากขึ้น
นอกจากนี้ผู้ที่มีฉลาดไหวพริบ ยังร่วมมือกับตระกูลลู่สร้างร้านค้ารอบๆ จัตุรัสอวี้เ้าเพื่อขายยาอายุวัฒนะและยาวิเศษต่างๆ เพียงเวลาเพียงไม่กี่เดือนสั้นๆ พื้นที่ว่างโดยรอบจัตุรัสอวี้เ้าก็ถูกจับจองโดยพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศในเทียนตู แม้ว่าเมืองเทียนอวิ๋นจะไม่ใช่ตลาดเซียน แม้แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็เป็เพียงเพียงคนธรรมดา แต่จัตุรัสอวี้เ้ากลับกลายเป็ตลาดเซียนขนาดเล็กที่ขายยาอายุวัฒนะและยาวิเศษเป็หลัก เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ตลาดเซียนอื่นๆ โดยปริมาณยาอายุวัฒนะและยาวิเศษในแต่ละวันไม่เป็สองรองใครในเทียนตู!
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลลู่จึงมองเห็นโอกาสทางการค้าขายที่เพิ่มมากขึ้น เริ่มลงทุนทั้งกำลังคนและทรัพยากรวัสดุจำนวนไม่น้อยโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อสร้างพื้นที่รอบๆ จัตุรัสอวี้เ้าขึ้นมาเพื่อดึงดูดพ่อค้าต่างๆ ให้มากขึ้น คิดว่าอีกไม่นานเมืองเทียนอวิ๋นคงจะเกิดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น
แม้ว่าตระกูลลู่จะดำเนินกิจการตลาดเซียนเป็อุตสาหกรรมหลักใน่หลายปีที่ผ่านมา เพื่อมาประคับประคองตระกูลใหญ่ แต่ในความเป็จริงแล้ว มีตลาดเซียนขนาดใหญ่เพียงสองแห่งเท่านั้นที่อยู่ในการควบคุมดูแลของตระกูลจริงๆ สำหรับตลาดเซียนอื่นแล้วเป็เพียงตลาดเซียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ดังนั้นผลกำไรของทรัพยากรที่ได้รับก็ถือว่าพอยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้น แต่หากเมืองเทียนอวิ๋นสามารถพัฒนาเป็ตลาดเซียนได้ ดังนั้นตระกูลลู่ที่อยู่ใกล้มากก็จะมีส่วนร่วมไปด้วย เมืองเทียนอวิ๋นก็จะกลายเป็ตลาดเซียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้อย่างแน่นอน ทว่าในอนาคตอาจจะไม่ได้สวยงามเท่าเมืองจิ่วต้าเซียนในเทียนตู
“ตู้เสวียนเฉิง คิดไม่ถึงว่าเพียงเพียงเวลาสั้นๆ ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เมืองเทียนอวิ๋นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ ที่นี่เดิมทีมีประชากรเพียงเพียงหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจำนวนคนที่มาที่นี่จากทุกสารทิศจะมีเกินหนึ่งล้านคนไปแล้ว!” ลู่อวี่ยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ หนึ่งนอกเมืองเทียนอวิ๋น เขามองดูกองคาราวานที่มาจากนอกพื้นที่ทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย และแสงหลบหนีสีระยิบระยับมากมายที่บินพุ่งกันมาบนท้องฟ้า พูดออกมาด้วยความดีใจและมีความสุขไม่น้อย
“ก็ประมาณนั้น แต่เมืองเทียนอวิ๋นนั้นอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ตลาดเซียนที่แท้จริง สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายยังไม่สมบูรณ์แบบพอ เวลาเผชิญกับผู้คนจำนวนมาก อาจเกิดความโกลาหลขึ้นเป็ครั้งคราว เวลาเช่นนี้ต้องระวัง!” ตู้เสวียนเฉิงพูดอย่างใจเย็น
ครึ่งปีผ่านมาตู้เสวียนเฉิงดูเหมือนจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่พลังในร่างกายของลู่อวี่ถูกควบแน่น พลังยุทธ์ก็ยิ่งลึกล้ำมากขึ้น
ลู่อวี่หัวเราะและพูดขึ้นว่า “ข้าี้เีสนใจเื่ธรรมดาพวกนี้ พวกเราเข้าไปในเมืองแล้วหาสถานที่ดีๆ สักแห่งดื่มกันสักหน่อยจะดีกว่า! ทุกวันนี้จมอยู่แต่กับฝึกซ้อมบนูเา ข้าฝึกฝนจนจะกลายเป็คนโง่ไปแล้ว หากไม่ออกมาหาความสุขทางโลกบ้าง คงได้กลายเป็ะแน่ๆ เช่นนี้มันขัดกับวิถีแห่งเต๋าของนักพรตอย่างเรา!”
ตู้เสวียนเฉิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเหตุผลที่ไม่จริงนี้ของลู่อวี่ จึงพูดได้เพียงเพียงว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเ้า!”
เมืองเทียนอวิ๋นอยู่ห่างจากเทือกเขาเทียนฉยงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ นอกจากทะเลสาบเทียนอวิ๋นทางฝั่งตะวันตกแล้ว เมืองนี้ก็ล้อมรอบด้วยูเาทั้งสามด้าน มีสภาพอากาศที่อบอุ่นและทิวทัศน์ที่งดงาม
ลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิงเข้ามาในเมืองเทียนอวิ๋นจากประตูทางเหนือ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิงที่ปรับตัวเข้ากับบรรยากาศที่เงียบสงบในูเา รู้สึกถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่บอกไม่ถูก
ฟังเสียงะโขายของ เสียงดังอื้ออึง และเสียงรบกวนต่างๆ ดังเข้ามาข้างหู ลู่อวี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “นี่แหละคือโลกมนุษย์ของจริง ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนตอนมาที่เมืองเทียนอวิ๋นห่างจากตอนนี้ไม่นานมากเท่าไร ตอนนั้นก็รู้สึกครึกครื้นมากเช่นกัน แต่หากเทียบกับตอนนี้มันก็ต่างกันนัก เพียงมองดูหน้าตาและบุคลิกภาพของคนพวกนี้ก็ต่างกันมาก คิดว่าน่าจะมีชีวิตที่ดีไม่น้อย!”
ทั้งสองเดินกันไปมาอย่างสบายใจ ไม่รีบร้อนที่จะหาสถานที่ดื่มกัน เมื่อชาติก่อนนี้ลู่อวี่ละทิ้งอะไรไปมากเกินไป ครั้งก่อนมาก็รีบจากไปเพราะเื่ลูกศิษย์ตัวน้อยจีชิงรั่วของเขา เวลานี้เมื่อมาเห็นข้าวของใหม่แต่ละอย่างก็อดที่จะเดินดูเพลินจนลืมกลับบ้านไม่ได้
ตู้เสวียนเฉิงกลับไม่ได้คิดมากนัก ลูกหลานของตระกูลผู้ฝึกฝนเช่นลู่อวี่ไม่มีทางมาโลกมนุษย์เช่นนี้เวลาว่าง เว้นแต่จำพวกที่มีคุณสมบัติและความสามารถต่ำ ถึงจะถูกส่งตัวปล่อยไปตามยถากรรมมาอยู่ที่โลกมนุษย์ แต่ในฐานะนายน้อยของตระกูลลู่ ปกติแล้วก็จะไม่มีโอกาสได้ออกมาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์มากนัก ตอนนี้หากเกิดความอยากรู้อยากเห็นหลังจากเห็นสิ่งของเหล่านี้ ก็ไม่มีอะไรเลย
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ไม่ใช่ว่าลู่อวี่จะไม่เข้าใจของในโลกมนุษย์พวกนี้ แต่ของในโลกมนุษย์พวกนี้ทั้งแปลกและคุ้นเคยสำหรับเขา ทำให้เขานึกถึงความทรงจำมากมายก่อนที่เขาจะกลายมาเป็คนปรุงโอสถ มันทำให้เขารู้สึกคุ้นชินกับฉากที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้นหลายเท่าตัว!
อยู่ๆ ตู้เสวียนเฉิงก็ย่นคิ้วเข้าหากัน ราวกับจับััอะไรบางอย่างได้ แต่ไม่ว่าสีหน้าท่าทีหรือร่างกายกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ในฐานะยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าแล้ว ย่อมผ่านการทดสอบเป็ตายมานับครั้งไม่ถ้วน มันเป็เื่ปกติอยู่แล้วที่จะมีสภาพจิตใจและประสบการณ์ที่คนส่วนใหญ่จะจินตนาการไม่ถึง ก็ยังคงเดินพูดคุยยิ้มแย้มเดินไปตามท้องถนนกับลู่อวี่อยู่
ในมุมหนึ่งของซอยซึ่งอยู่ห่างไปจากพวกเขาทั้งสองคนกว่าสิบฉื่อ มีคนสองคนกำลังจ้องเขม็งมองมาที่ลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิง ที่กำลังลับหายไปจากสายตา
“ศิษย์พี่รอง ชายหนุ่มผู้นั้นคือนายน้อยตระกูลลู่ใช่หรือไม่?” เฉียวเฟยเอยถามด้วยใบหน้าที่ตื่นใ
จ้าวจือเจี๋ยพยักหน้าโดยไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เพราะเขาก็เจอกับนายน้อยตระกูลลู่ครั้งแรกเช่นกัน ก่อนหน้านี้ที่เคยเห็นก็เพียงผ่านทางช่องทางลับที่ต้องจ่ายเซียนหยกและม้วนตำราหยกที่มีรูปเหมือนของนายน้อยตระกูลลู่เท่านั้น แม้ว่าราคาจะไม่สูงแต่ก็ไม่ได้แพงนัก โดยเฉพาะหลายคนนี้ที่หมดสิ้นหนทางแล้วของสำนักเป่ยเฉิน และลูกศิษย์ที่วางแผนพร้อมเสี่ยง มันไม่เป็อะไรเลยด้วยซ้ำ
“หากเช่นนั้นพวกเราจะลงมือกันเมื่อไร? ตอนนี้ในเมืองคนเยอะนัก หากพวกเราลงมือกันที่นี่กลัวว่าการเคลื่อนไหวและเสียงคงจะดังอยู่มากนะ!” เฉียวเฟยค่อนข้างจะเป็กังวล หากอาศัยเพียงความสามารถของศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงไม่กี่คนในสำนัก หากดันทุรังต่อสู้นายน้อยตระกูลลู่เพียงผู้เดียวก็ยังพอได้ หากมีตัวแปรมากกว่านั้นอีก คงจะมีความเป็ได้ที่จะสำเร็จน้อยลงไปมากทันที
“ดังนั้นจะลงมือตอนนี้ไม่ได้ ศิษย์พี่หญิงใหญ่มีวิธีอื่นอยู่ หากจะลงมือให้เป็แผนการในลำดับต่อไป นอกจากไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ เ้าคิดว่านายน้อยตระกูลลู่กินเจหรืออย่างไร? หากพวกเราจะลงมือก็ทำได้เพียงแอบลอบโจมตีเท่านั้น หากจะเผชิญหน้ากันตรงๆ แล้ว ต่อให้พวกเราจะเข้าไปพร้อมกันกลัวว่าก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้!” จ้าวจือเจี๋ยรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับคำพูดของศิษย์น้องสาม นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นถึงแม้จะดูเหมือนไม่มีผู้คุ้มกันอะไร มีเพียงชายแก่ผู้หนึ่งอยู่เป็สหายเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าลับๆแล้วยังจะมียอดฝีมือคุ้มครองอยู่หรือไม่ หากสามารถใช้วิธีการที่ง่ายและสงบที่สุดมาขอยาอายุวัฒนะไปได้ ใครมันอยากจะดันดุรังหาเื่ที่จะตายเมื่อไรไม่รู้ไปเผชิญหน้าหาเื่กับนายน้อยตระกูลลู่กันเล่า?
“โรงเตี๊ยมหลิงเฟิง? ดูเหมือนจะไม่เลวนะ!” ลู่อวี่มองจนพอใจแล้ว ก็ไม่รู้สึกสนใจอะไรอีก จึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ดูดีแต่ไม่เก่ามาก แล้วเดินเข้าไป
“ฮ่าฮ่า สหายน้อย พวกเราอาจจะถูกจับตาเข้าให้แล้ว!” ตู้เสวียนเฉิงพูดออกมาลอยๆ
เท้าที่ก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็เดินเข้าไปอีกอย่างไม่สนใจ
“รู้หรือไม่ว่าเป็ใคร? ที่จับตาข้าอยู่? คนของตระกูลลู่หรือว่าเขาหนิงชุยเฟิง? รนหาที่ตายจริงๆ!” ลู่อวี่ยิ้มเยาะแต่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะด้วยความสามารถอย่างตู้เสวียนเฉิง หากสังเกตเห็นถึงอันตรายจะไม่มีทางพูดออกมาลอยๆ เช่นนี้แน่ เพียงความเกลียดแค้นที่ตระกูลเมิ่งและเขาหนิงชุยเฟิงมีต่อตัวเองนั้น หากมาจัดการกับเขาจริงๆ คงไม่มีทางส่งตัวยอดฝีมือธรรมดาพวกนี้มาตายแน่นอน!
“สหายน้อยไม่ต้องตื่นเต้น ไม่น่าจะใช่สองตระกูลนี้ ทั้งหมดมีด้วยกันสี่คน และมีพลังยุทธ์สูงที่สุดก็เพียงพอๆ กับนายน้อยเท่านั้น!”
เมื่อลู่อวี่ได้ยินเช่นนี้ก็อดแสดงสีหน้าแปลกใจไม่ได้ พวกนี้เป็ใครกัน หรือว่านายน้อยตระกูลลู่เช่นตัวเองมันไม่น่าเกรงขามเลยใช่หรือไม่? ดังนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “ความโลภ นำมนุษย์ไปสู่หายนะ? บางทีเพราะโลภมากจนขาดสติ? ถึงได้เหยียดหยามคนเกินไป!”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ค่อนข้างจะน้อยเนื้อต่ำใจของลู่อวี่ ตู้เสวียนเฉิงก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
เวลานี้เมื่อทั้งสองได้เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมหลิงเฟิงมา เสี่ยวเอ้อร์ที่สายตาเฉียบแหลมของร้านก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที เพียงสังเกตท่าทางที่สง่างามของคนที่มาเท่านั้นก็รู้เลยว่าต้องเป็บุคคลสำคัญแน่นอน จากนั้นจึงรีบเข้าไปต้อนรับด้วยความรวดเร็วทันที โค้งคำนับและยิ้มทักทายว่า “ลูกค้าทั้งสองท่านเรียนเชิญด้านในก่อน ้ามีห้องส่วนตัว ไม่ทราบว่าลูกค้าทั้งสองท่าน้าอะไรหรือไม่?”
ลู่อวี่จึงตอบกลับไปตามนั้น “ไปนำสุราที่เลิศรสที่สุดมาเสิร์ฟแล้วนำผลวิเศษมาทั้งสองสามอย่างด้วย!”
“ขอรับ คุณชายเชิญตามข้ามา!”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ เขาคนนั้นเข้าไปในโรงเตี๊ยมหลิงเฟิงแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี!?” ในโรงน้ำชาที่สวยงามแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมหลิงเฟิงเท่าไร มีศิษย์พี่หญิงและศิษย์น้องสี่คนมารวมตัวกันอีกครั้ง และเจิ้งชวนศิษย์น้องคนที่สี่ที่ผลัดกันเฝ้าดูก็เอ่ยปากถามขึ้นมา
“ใช่ ข้างกายเขาเหมือนจะมีชายแก่คนหนึ่งมาด้วย พวกเราดูไม่ออกว่ามีพลังยุทธ์อะไร คิดว่าน่าจะเป็ยอดมือใหญ่ผู้หนึ่ง อย่างน้อยน่าจะมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน! หากลงมือ คิดว่าคงมีหวังไม่มาก!” เฉียวเฟยศิษย์น้องสามที่กังวลกับเื่นั้นตลอด เวลานี้ยิ่งเป็กังวลมากขึ้น
ศิษย์พี่หญิงใหญ่ฉินเหยียนเจินที่เปลี่ยนมาแต่งตัวเป็บุรุษแล้ว เลิกคิ้วจ้องมองไปที่เฉียวเฟย และตะคอกใส่ “ข้าไม่ได้บอกว่าทำตอนนี้ เ้ากลัวอะไร?”
เฉียวเฟยศิษย์น้องสามรีบก้มหัวลงทันทีที่ถูกศิษย์พี่หญิงใหญ่ถลึงตามองและ ไม่กล้าพูดอีก เห็นได้ชัดว่าอำนาจของศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ธรรมดาเลย
ฉินเหยียนเจินเหลือบมองศิษย์น้องอีกหลายคนแล้วพูดช้าๆ ว่า “มันก็เป็เื่ปกติอยู่แล้วที่ข้างกายนายน้อยของตระกูลลู่จะมีองครักษ์อยู่ พวกเ้าเคยเห็นนายน้อยจากตระกูลใหญ่คนใดที่ไม่มีคนติดตามเป็โขยงเวลาออกจากตระกูล ข้างกายนายน้อยตระกูลลู่มียอดฝีมือเพียงคนเดียวก็ถือว่าน้อยแล้ว! อาจารย์ยังอยู่ได้อีกสองสามปี พวกเรารอกันมาครึ่งปีแล้ว แล้วยังจะสนใจเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ทำไม? จะต้องรอจนกว่าเขาอยู่คนเดียวก่อน!”
จ้าวจือเจี๋ยศิษย์น้องคนที่สอง ถือว่าเป็คนที่วางแผนอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยเปิดเผย และยากต่อการตรวจจับ ยกถ้วยชาในมือขึ้นมาครึ่งหนึ่งแล้วมองออกไปข้างนอกพร้อมกับพูดว่า “ศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดถูก แม้ว่าตอนนี้ได้ยินมาว่านายน้อยของตระกูลลู่กลับตัวกลับใจมาเป็คนดีแล้ว และทำเื่เสเพลน้อยนัก แต่สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก เพียงเราอดทนรอ มันก็ต้องหาโอกาสลงมือได้สักครั้งแหละ!”
