คงเป็เพราะไทเฮาซูชิงนวนทรงเป็ผู้หญิงฉะนั้นพระนางจึงทรงเข้าใจว่าผู้หญิงได้เปรียบตรงไหนและรู้ว่าจุดอ่อนของผู้ชายส่วนใหญ่คืออะไรแค่ทรงส่งคนไปอยู่ในหอนางโลมเท่านั้น ก็สามารถครอบคลุมอำนาจทั่วเมืองหลวงได้
ต่อให้จะเป็ชายชาตรีชาวเจียงหูที่ทนต่อเครื่องทรมานก็ตามน้อยคนนักที่จะทนและไม่หลงกลต่อความอ่อนหวานเย้ายวนของสตรีในหอนางโลม หลายปีมานี้ความลับมากมายก็มาจากหอนางโลมในเมืองหลวงทั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะไม่อาจต่อกรกับตระกูลเกา พระนางคงทรงเก็บโรงพนันทั้งหมดเป็ของตัวเองแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ซูไทเฮาก็ไม่ทรงลงมาควบคุมหอนางโลมเองเื่ชั้นต่ำแบบนั้น พระนางต้องไม่ทรงอยากแปดเปื้อนด้วยแน่นอน
ความลับที่มาจากหอนางโลมทั้งหมดจะไปรวมไว้ที่สำนักต้าติงและผู้ที่ดูแลเื่ทั้งหมดนี้ก็คือซูเป่ย เ้าสำนักต้าติง
จะว่าไปตำแหน่งของซูเป่ยก็อยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกฉะนั้นทุกการกระทำหรือคำพูดก็ต้องระมัดระวังเป็พิเศษ เขาติดตามไทเฮาซูชิงนวนมาจากแคว้นจ้าวในตอนนั้นเขาถือได้ว่าเป็คนนอกด้วยซ้ำ เพราะเดิมทีเขาไม่ใช่คนตระกูลซู ตอนนี้อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูเม่าและท่านแม่ทัพซูโจ้งพวกเขาทั้งสองถือว่าอยู่ในตำแหน่งสูงมากแล้ว แต่ในใจของซูเป่ยเขาทั้งสองไม่ได้มีดีอะไรเลย
ความจริงคนที่ติดตามซูไทเฮามาแคว้นเยี่ยนไม่มีใครมีความรู้อะไรมากมาย เป็แค่คนที่ไม่สำคัญในแคว้นจ้าวเท่านั้น เมื่อมองจากภายนอกซูชิงนวนเป็องค์หญิงของแคว้นจ้าวเป็พี่สาวแท้ ๆ ของาาแคว้นจ้าว แต่ผู้หญิงเมื่อแต่งงานก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้วคนแคว้นจ้าวไม่ได้ใส่ใจอะไรกับนางอีก หากไม่ใช่เพราะซูชิงนวนมีอำนาจในมือ แคว้นจ้าวก็คงไม่สนิทสนมกับนางเช่นนี้
อย่างเช่นซูเม่าถึงแม้จะบอกว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องของซูชิงนวน แต่ในความเป็จริง ความสัมพันธ์ทางสายเืของทั้งสองก็ยังห่างไกลมากแต่ทว่าความสัมพันธ์กับซูโจ้งห่างไกลยิ่งกว่า แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเรียกได้ว่าเป็ราชวงศ์เดียวกัน
ถึงแม้ว่าคนข้างกายของซูชิงนวนจะไม่ค่อยมีใครได้เื่แต่นางก็ต้องเลื่อนตำแหน่งให้คนในราชวงศ์เดียวกันก่อนอยู่ดีซูเป่ยรู้สึกว่าตัวเขาสามารถเทียบได้กับซูเม่าหนึ่งร้อยคนแล้วยังเทียบได้กับซูโจ้งหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ
“เสี่ยวเตี๋ย?”
ซูเป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “มาจากไหนกัน?”
เหยเซินคนสนิทของเขาตอบกลับ“มาจากหงเยว่โหลว”
อ๋อ...ซูเป่ยเปล่งเสียงออกมา“ไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อน ถึงกับกล้ามาขอเงินกับข้า คนดูแลในหงเยว่โหลวคงต้องเปลี่ยนใหม่แล้วล่ะสั่งสอนคนของตัวเองอย่างไรกัน?”
เหยเซินมีร่างกายที่ผอมบางและดูเ็า อายุราวสามสิบปีโดยประมาณเขาเป็ลูกน้องที่ซูเป่ยเชื่อใจมากที่สุด ตำแหน่งที่ซูเป่ยมีในตอนนี้ก็มาจากการสนับสนุนของเขาทั้งนั้น...เขาจะทำตามคำสั่งของซูเป่ยทุกอย่างต่อให้ซูเป่ยจะสั่งให้เขาฆ่าบิดามารดาตัวเองก็ตาม เขาก็จะทำมันอย่างไม่ลังเลในความเป็จริง เขาฆ่าอาและป้าของตัวเองแล้วยึดบ้านเก่า ๆ ของพวกเขามา เหยเซินเป็คนที่มีปัญหามากตอนนี้เขาพักในห้องที่เล็กที่สุด และไม่ยอมเข้าไปในห้องที่อาและป้าตัวเองเคยอยู่ ทำเหมือนเื่การฆาตกรรมนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
และเพราะเกิดจากที่ที่ต่ำต้อยเช่นนี้เขาถึงสามารถอยู่ข้างกายซูเป่ยได้อย่างมั่นคง ซูเป่ยชอบใช้คนแบบนี้เพียงแค่ให้ผลประโยชน์ เพียงแค่ให้ความหวัง พวกเขาก็จะทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถ
เหยเซินรายงานต่อ “แม่เล้าและผู้ดูแลหงเยว่โหลวก็ถูกพามาด้วยตอนนี้ขังไว้ในคุก ใช้เครื่องทรมานเค้นถามแล้ว แต่เหมือนพวกเขาจะไม่รู้อะไรจริง ๆ”
ซูเป่ยพยักหน้า“ในเมื่อไม่รู้อะไรก็ฆ่ามันซะ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ข้าให้ตำแหน่งให้เงินทองกับพวกมัน แต่พวกมันกลับเลี้ยงคนมาต่อต้านข้า น่าผิดหวังจริงๆ”
เขาถามเหยเซิน “หาตัวเสี่ยวเตี๋ยเจอหรือไม่?”
เหยเซินตอบกลับ “กำลังสืบอยู่เสี่ยวเตี๋ยเกิดในเมืองหลวง ไม่มีญาติพี่น้อง เราสืบมาหมดแล้วนางถูกเลือกเข้าหงเยว่โหลวั้แ่อายุสิบสี่ปี หลังจากเข้ามาแล้วในระยะสี่ปีนางก็ไม่เคยออกไปไหนอีกฉะนั้นความสัมพันธ์ของนางจึงสืบง่ายมาก เื่แบบนี้ใช้เวลาไม่นานใต้เท้าให้เวลาข้าหน่อย ไม่นานข้าจะค้นตัวมันออกมาให้ได้”
ซูเป่ยพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น “ซูเฟยหยิงไม่ได้สำคัญอะไรในเมื่อตายไปแล้วก็ช่างเถอะ แต่ที่สำคัญคือเราต้องสืบให้ได้ว่าใครช่างบังอาจขนาดนี้ถึงกับกล้ามาเล่นงานคนของตระกูลซู”
เขาโบกมือ “ไปสืบเถอะในเมืองหลวงนี้ต่างไม่มีใครกลัวตาย บ่อน้ำในเมืองหลวงลึกเกินไปหากมีใครตายก็คงงมหาไม่เจอ”
เหยเซินขานรับ “ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เขาออกมาจากห้องของซูเป่ยเมื่อก้าวออกจากประตูก็รู้สึกได้ถึงความเย็นะเืที่แผ่เข้ามา เพียงชั่วขณะก็รู้สึกเหมือนมีดาบมาจี้ที่คอหอยเขาแล้วหากขยับตัวเพียงเล็กน้อย ดาบนั้นต้องปักเข้าไปที่คอหอยเขาแน่นอน
เหยเซินมั่นใจในพลังของตัวเองมากแต่ในขณะนี้ ราวกับความมั่นใจและความกล้าที่มีสลายไปหมด
“คุณชาย” เขาก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
ซูเฟยหลุนที่สวมชุดขาวมองเหยเซินแวบหนึ่ง“เ้ามาที่นี่เพราะได้ข่าวของซูเฟยหยิงแล้วรึ?”
เหยเซินตอบกลับ “ยังเลยขอรับแต่ก็กำลังสืบอยู่”
ซูเฟยหลุนพยักหน้าก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องของซูเป่ย
เมื่อซูเฟยหลุนเข้าไปในห้องแล้วความรู้สึกที่คล้ายขาดอากาศจึงหายไป เขาเพิ่งรู้สึกว่าหลังของตัวเองเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ซูเฟยหลุนอายุน้อยกว่าเขามากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของซูเฟยหลุน เขาพลันรู้สึกว่าความน่าเคารพของตัวเองมลายหายไปทันทีซูเฟยหลุนใช้เวลาในการฝึกพลังวัตรสั้นกว่าตัวเขาหนึ่งเท่าตัว แต่กลับมีพลังสูงส่งกว่าเขาหลายเท่าตัวแล้วและที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาอยู่ในตระกูลซู...
เหยเซินถอนหายใจยาว ๆแล้วออกไปจากสำนักต้าติงด้วยความหดหู่
เมื่อเดินออกจากสำนักต้าติง เหยเซินเงยหน้ามองดูแสงจากดวงอาทิตย์เขารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสว่างแบบนี้เขายังคงชอบความมืดมน เป็ความรู้สึกที่ชอบจัดการปัญหาทุกอย่างในที่ลับ ชอบเวลาที่ตัวเองไม่เปิดเผยตัวตนท่ามกลางความสนใจของคนอื่นชอบความอิสระในที่มืด เขาเดินออกจากสำนักต้าติง จากนั้นก็เดินผ่านตรอกซอยหลายเส้นก่อนจะหยุดฝีเท้าลง
เขาเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างราวกับสูดหายใจได้อย่างอิสระกับแสงสว่างเหล่านี้
เขารู้สึกเกลียดคนแบบนี้มาก เด็กหนุ่มคนนั้นเหมาะสำหรับอยู่ท่ามกลางแสงสว่างและนั่นก็ตรงข้ามกับตัวเขา เขารู้สึกว่าแสงที่อยู่ในตัวเด็กหนุ่มคนนั้นอาจจะทำร้ายตัวเขาได้
เขายืนมองเด็กหนุ่มคนนั้น และเด็กนั่นก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน
“เ้าเป็ใคร?” เหยเซินเดินเข้าไป แล้วถามด้วยน้ำเสียงราวกับตัวเองสูงส่ง
เด็กหนุ่มยิ้มแล้วตอบกลับ“ข้าชื่ออันเจิง”
เหยเซินชะงักไปเล็กน้อย “อันเจิง?อันเจิงที่มีเื่โชกโชนและโด่งดังในสำนักวรยุทธ์ชางน่ะหรือ?”
อันเจิงส่ายหน้า “เื่โชกโชนก็อาจไม่ใช่เื่ดีเสมอไป”
เหยเซินถาม “เ้าเป็คนของสำนักวรยุทธ์ชางแล้วมาหาคนของสำนักต้าติงทำไม?”
อันเจิงตอบกลับราวกับมีเื่ทุกข์ใจ“ในเื่โชกโชนที่เกิดขึ้น บางเื่ก็มาโดยที่ข้าไม่ได้ตั้งตัว แต่บางเื่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน ข้ารู้มาว่าคนที่ชื่อติงเซิ้นซาออกจากสำนักต้าติงแล้วเป้าหมายก็คือการมาต่อกรกับข้า ในเมื่อข้าไม่มีทางหนีได้จึงต้องหาวิธีรับมือแต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่ชอบเื่วุ่นวาย ฉะนั้นจึงอยากมาพบคุณชายติงเพื่ออธิบายเื่ทั้งหมดกับเขาด้วยตัวเอง”
เหยเซินอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา“พูดเหมือนจะน่าฟัง ที่แท้เ้าก็แค่จะมายอมแพ้สินะ”
อันเจิงยักไหล่ราวกับไม่ได้ใส่ใจ “อย่างไรการมีชีวิตอยู่ก็เป็เื่ที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ?”
เหยเซินหันหลัง “นั่นเป็เื่ของเ้าไม่เกี่ยวกับข้า ในเมื่อตอนนั้นเ้าทำตัวเด่นเองเ้าก็น่าจะรู้ว่าการทำตัวเด่นจะต้องมีจุดจบอย่างไร”
“รบกวนถามหน่อย เ้ารู้จักคุณชายติงหรือไม่?” อันเจิงะโตามหลังเหยเซิน
เหยเซินไม่แม้แต่จะหันกลับ “ไม่รู้จัก”
อันเจิงขานรับก่อนจะถามขึ้นอีก“อย่างนั้น เ้าพอจะช่วยหาคนที่รู้จักคุณชายติงให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่?ข้ามีของอยากมอบให้เขาเพื่อแทนคำขอโทษ”
เหยเซินหยุดฝีเท้าและหันกลับมามองจากนั้นก็ถูกของที่อันเจิงถืออยู่ดึงดูดทันที เขาเบิกตาโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกายแสงของความโลภฉายชัดในแววตา
“นั่นคืออะไร?” เขาถามขึ้น
อันเจิงยิ้มและตอบกลับ“เป็โอสถระดับสีแดง สามารถทำให้คนที่กินข้ามขั้นพลังได้หนึ่งขั้น”
เหยเซินแบมือออก “ให้ข้าเถอะข้าจะเอามันไปให้คุณชายติงแทนเ้าเอง”
อันเจิงส่ายหน้า “เ้าคิดว่าข้าโง่รึ?ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าจะเอาให้เขาจริงหรือไม่ หากเ้าเก็บไว้เองข้าไม่มีแม้แต่หลักฐานเลยด้วยซ้ำ”
เหยเซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“งั้นข้าพาเ้าไปหาเขาเอง”
อันเจิงขานรับ “ได้ ขอบคุณ”
เหยเซินหันหลัง มองไปด้านหน้าแล้วคิดแผนการบางอย่าง
อันเจิงพูดพึมพำกับตัวเองอยู่ด้านหลังเขา“ไม่รู้ว่าโอสถแบบนี้จะเข้าตาคุณชายติงหรือไม่ หากอยู่ในขอบเขตจุติ์ก็สามารถเลื่อนขั้นได้หนึ่งขั้นถึงแม้จะเป็โอสถที่ไม่เลว แต่เขาเป็ถึงคุณชายในตระกูลใหญ่โต ของชิ้นนี้อาจไม่เข้าตาเขาก็ได้”
อันเจิงยิ่งพูด เหยเซินก็ยิ่งเผยความโลภมากขึ้น
ใช่แล้ว โอสถที่อยู่ในระดับสีแดงมีประโยชน์ต่อผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ในขอบเขตจุติ์มาก แต่จะมีผลน้อยต่อผู้ที่มีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติ์สำหรับเหยเซิน การกินโอสถระดับสีแดงนี้แม้ไม่ได้ช่วยให้เขาข้ามขั้นได้แต่มันก็เป็ตัวช่วยสำคัญในการฝึกพลังของเขาอยู่เหมือนกัน
ซูเป่ยไม่ได้ให้อะไรเขามากนักหลายปีมานี้ เขาใช้การฆ่าคนแลกกับของต่าง ๆ เหล่านี้เท่านั้น เมื่อรวมกันแล้วของที่เขาได้รับยังเทียบไม่ได้กับโอสถระดับสีแดงเม็ดเดียวเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเหยเซินก็ไม่ใช่คนที่วู่วามและไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบแต่ทว่าเขาก็อยู่ใน่เวลาที่สำคัญมาก ผู้ฝึกพลังวัตรต่างรู้ดี ช่องว่างของพลังในขอบเขตจุติ์และขอบเขตสุมารุมีความต่างกันมากต่อให้พลังในขอบเขตจุติ์จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงจู่โจมระยะประชิดเมื่อถึงขอบเขตสุมารุเท่านั้น ถึงจะสามารถจู่โจมระยะไกลแล้วฆ่าคนโดยใช้พลังปราณได้
ตอนที่อันเจิงพูดคำเ่าั้ออกมา ในสมองก็นึกถึงเื่ราวเกี่ยวกับเหยเซินที่โรงจวี้ฉ่างเคยบอกเขาข่าวลับที่ได้มาจากหอนางโลมจะถูกดูแลโดยซูเป่ยเ้าสำนักต้าติง ส่วนเหยเซินเป็ดุจแขนขวาและแขนซ้ายของซูเป่ยเขารับผิดชอบเื่สำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็คนที่รับผิดชอบเื่ของเสี่ยวเตี๋ยด้วย
จนถึงตอนนี้นักสืบของโรงจวี้ฉ่างก็ยังหาตัวเสี่ยวเตี๋ยไม่เจอฉะนั้นอันเจิงจึงเริ่มลงมือกับเหยเซิน
เมืองฟางกู้ใหญ่มากฉะนั้นใต้แสงที่ส่องสว่างก็มักจะเกิดเื่มากมายที่ไม่มีใครรู้
แต่ขณะนี้อันเจิงกลับรู้สึกว่าเมืองฟางกู้เล็กเกินไปหน่อยเพราะที่ที่เหยเซินพาเขามา เป็บ้านหลังเดียวกันกับที่เขาฆ่าซูเฟยหยิงพอดี บ้านเก่าหลังนี้ทั้งใหญ่และโล่งอาจเป็ไปได้ว่าเคยเป็ที่พักของตระกูลใหญ่โต เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเมืองฟางกู้ถึงมีบ้านร้างที่ใหญ่ขนาดนี้เขากะว่าเมื่อกลับไปแล้วค่อยสืบให้ละเอียดอีกที
เพราะที่นี่ราวกับมีวาสนาต่ออันเจิงเช่นกัน
“อยู่ด้านหน้านี้เองคุณชายติงกำลังจัดการเื่ส่วนตัวบางอย่างอยู่”
เหยเซินหันกลับมายิ้มให้อันเจิงรอยยิ้มนี้มีความชั่วร้ายแอบแฝงอยู่
ส่วนอันเจิงเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วก็ไม่จำเป็ต้องเสแสร้งอีกต่อไป เขาจึงะโข้ามกำแพงไปก่อนเหยเซินชะงักไปเล็กน้อย ในใจคิดว่าทำไมแกะตัวนี้รีบร้อนเข้าถ้ำเสือนักนะ
หลังจากที่เหยเซินะโตามเข้ามาเขาก็เห็นอันเจิงนั่งอยู่บนก้อนหินไม่ไกลมาก ด้านข้างมีโอสถระดับสีแดงวางอยู่
“โอสถิญญาวิมานเป็โอสถสูงสุดในระดับสีแดง”
อันเจิงชี้ไปยังโอสถเม็ดนั้น“หากเรียงตามระดับโอสถ โอสถคืนลมปราณ โอสถะเิิญญา และโอสถิญญาพลังถือว่าเป็ของจำพวกเดียวกัน โอสถคืนลมปราณอยู่ในระดับล่างสุด เป็โอสถระดับสีขาวสำหรับผู้ที่มีพลังในขอบเขตจุติ์ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แต่สำหรับโอสถิญญาวิมานหากผู้มีพลังวัตรในขอบเขตจุติ์ขั้นหกลงไปกินยานี้ จะสามารถเลื่อนระดับพลังได้หนึ่งขั้นและผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติ์ขั้นเจ็ด ถึงแม้ยานี้จะไม่ได้มีผลมากแต่อย่างน้อยมันก็สามารถช่วยเวลาที่เราจะข้ามขอบเขตจุติ์ได้”
“โอสถะเิิญญาเป็โอสถระดับสีทอง มันช่วยรักษาสมดุลในร่างกายให้คนที่มีพลังในขอบเขตจุติ์ขั้นเก้าในเวลาที่กำลังจะเข้าขอบเขตสุมารุแต่หากเป็โอสถิญญาพลังที่เป็โอสถระดับสีม่วงแล้วละก็ มันจะช่วยเื่อะไรบ้างต่อให้ข้าไม่พูดเ้าก็น่าจะรู้ดี”
เขาหยิบโอสถิญญาวิมานขึ้นมาแล้วยื่นไปที่เหยเซิน“ตอนนี้เ้า้ามันมากไม่ใช่หรือ เกือบจะข้ามขั้นจุติ์แล้วนี่”
สีหน้าของเหยเซินเปลี่ยนไปทันที แต่ก็หยิบโอสถิญญาวิมานมาอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เขาหยิบโอสถิญญาวิมานมา เขาก็รู้สึกปวดท้องน้อย
ฟองอากาศที่โผล่มาอย่างไร้สุ้มเสียงะเิออกที่ท้องน้อยของเขาทำให้ตัวเขากระเด็นออกไปทันที
โอสถิญญาวิมานกระเด็นหลุดจากมือเขาอันเจิงยื่นมือออกไปรับเอาไว้ “ต้องใช้เหยื่อตัวใหญ่ ถึงจะตกปลาตัวใหญ่ได้”
