ทางด้านลู่ชิงหลังจากถูกบิดามารดา ตักเตือนด้วยความเป็ห่วง จึงต้องมีก้งเยว่คอยอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา และในคืนวันเดียวกันนั้นเจียวมิ่งกับก้งคุน ออกไปจับตัวคนของแคว้นตงหนาน นำตัวมาขังไว้ในบ้านเช่า
รอจนกว่ากองทัพของชินอ๋องมาถึง พวกเขาจะได้นำตัวไปส่งทันที เพราะซื่อจื่อแจ้งมาแล้วว่า จะออกเดินทางอีกสามวันหลังจากนี้ ที่สำคัญ ยังกำชับพวกเขาให้ดูแลครอบครัวคุณหนูลู่ชิง อย่าให้เกิดปัญหาระหว่างที่เขากำลังออกเดินทางมายังชายแดนเป็อันขาด
ลู่ชิงที่นอนคิดมาสองวันแล้วว่า จะชวนครอบครัวไปทำบุญวันเกิดล่วงหน้า เพราะนางไม่้าไป่ที่ตรงกับวันเกิด เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยหากมีข่าวเื่าระหว่างแคว้น หลุดมาถึงหูชาวบ้านซึ่งจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน ลู่ชิงจึงคิดบอกเื่นี้กับทุกคนหลังจากปิดร้านในเย็นวันนี้
ตอนนี้อาหารยอดนิยมของร้านอาหารตระกูลสวี ต้องยกให้กับคอหมูย่างกับน้ำจิ้มแจ่ว และน้ำตกคอหมูย่างไปเสียแล้ว ลูกค้าลงชื่อในใบสั่งจองอาหารทิ้งไว้ก่อนร้านปิด เพื่อที่ตอนเช้าจะได้มารับกลับไปทานเป็มื้อเช้ากับครอบครัว กลุ่มของพี่เจียวมิ่งก็ไม่ต่างกัน อาสาขอเป็คนย่างทุกวัน ลู่ชิงจึงต้องเพิ่มเนื้อคอหมูย่าง เผื่อเอาไว้เกือบร้อยจินทีเดียว ไม่เช่นนั้นจะไม่พอขายให้ลูกค้า ที่จองไว้และที่มานั่งทานที่ร้านด้วย
“คุณหนูขอรับ ถ้าหากข้าจะขอนำสูตรคอหมูย่างนี้ ไปทำให้ทหารที่มาทำาครั้งนี้ทานจะได้หรือไม่ขอรับ” เจียวมิ่งแอบมากระซิบถามลู่ชิงในตอนที่ลูกค้าบางตาไปบ้างแล้ว
“ย่อมได้อยู่แล้วเ้าค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องถึงจะมีแรงชนะศัตรู หากกองทัพแคว้นฉู่เดินทางมาถึงชายแดนแล้ว พี่เจียวมิ่งมาบอกข้าอีกครั้งก็ได้ เดี๋ยวมาช่วยกันเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำน้ำหมักไว้ และท่านก็นำสูตรกับวัตถุดิบ ไปส่งให้พ่อครัวในกองทัพทำให้ทหารทาน เพราะอีกไม่กี่วันข้าจะไปสอนชาวบ้าน ทำอาชีพเสริมอีกหนึ่งอย่างเ้าค่ะ มันสามารถส่งเป็เสบียงสำรองสำหรับกองทัพได้อีกด้วย” ลู่ชิงคิดเื่อาชีพเสริมอันใหม่ได้เมื่อคืน และจะนำไปสอนคนในหมู่บ้านอันผิงอีกครั้ง
“ขอบคุณคุณหนูแทนเหล่าทหารทุกนายด้วยขอรับ ถ้าพวกเขาได้กินอิ่มท้องย่อมมีแรงต่อสู้กับแคว้นศัตรูอย่างแน่นอน” เจียวมิ่งทั้งตื่นเต้นและขอบคุณลู่ชิงในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเขาเคยัักับรสชาติอาหาร จากฝีมือพ่อครัวของกองทัพมาแล้วนั่นเอง
“พี่เจียวมิ่งยามมีศึกา ทหารที่าเ็มีมากน้อยแค่ไหนเ้าคะ แล้วพี่ชายเซียวจะมาทำศึกครั้งนี้ด้วยหรือไม่” ขึ้นชื่อว่าาหากไม่ตายก็ต้องาเ็ แต่คนาเ็ก็มีความเสี่ยงที่จะตาย จากแผลที่เกิดจากอาวุธที่มีสนิมได้เช่นกัน
“ย่อมต้องมีคนตายและคนที่าเ็ หากให้เปรียบเทียบกันแล้ว ทหารแคว้นฉู่ของเราจะาเ็มากกว่าตายขอรับ แต่อาการาเ็ก็แบ่งออกเป็เจ็บน้อย ถึงสาหัสมากจนพิการแขนขา กว่าจะรักษาจนหายดีย่อมใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว คุณชายคงเดินทางมาพร้อมกับแม่ทัพใหญ่ คุณหนูถามเื่นี้ไปทำไมหรือขอรับ”
“อ้อ แค่คิดว่าถ้ากองทัพของแคว้นเรามาถึงชายแดนแล้ว วันที่พี่เจียวมิ่งจะนำตัวสามคนนั้นไปส่งให้ท่านแม่ทัพ ข้าจะนำพวกยาทำความสะอาดแผล ยารักษาแผลสด ยาแก้ปวดลดไข้และยาแก้อักเสบ ฝากท่านไปให้พี่ชายเซียวเอาไว้ เผื่อจำเป็ต้องใช้หากมีทหาราเ็เ้าค่ะ” อย่างน้อยยาพวกนี้ยังพอช่วยให้พวกเขา ไม่ต้องเ็ปแผลมากเกินไป
“ถ้าคุณชายส่งข่าวมา ข้าจะรีบมาบอกคุณหนูล่วงหน้านะขอรับ ขอบคุณคุณหนูมากสำหรับยา ที่สามารถช่วยทหารของเราไม่ต้องทนทรมานกับาแอีกต่อไปขอรับ” เจียวมิ่งคิดว่าคงต้องเตรียมรถม้าไว้ั้แ่เนิ่น ๆ เสียแล้ว
วันนี้ทุกคนต่างยุ่งกับการค้าขาย ที่มีลูกค้าแวะเวียนมาตลอดทั้งวันไม่ขาดสาย แต่เจียวมิ่งก็ไม่ลืมที่จะแบ่งหน้าที่ให้สหาย อย่างก้งเยว่คอยสอดส่องผู้คนทางด้านหน้าร้านอาหารไปด้วย จนถึงปลายยามเว่ยอาหารที่เตรียมไว้ขายหมดไม่เหลือ หรือจะเรียกว่าไม่พอขายก็ได้เพราะลูกค้ารู้ว่าพรุ่งนี้ร้านจะหยุดหนึ่งวัน
พวกเขาจึงสั่งซื้ออาหารติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนั่นเอง ตอนที่จะปิดร้านนั้นยังมีลูกค้าเดินเข้ามา ด้วยอยากลองอาหารรายการใหม่ ลู่เวินที่เป็คนรับหน้าลูกค้า จึงบอกให้พวกเขาลงชื่อจองโต๊ะอาหารไว้ แต่ได้แจ้งลูกค้าไปแล้วว่าพรุ่งนี้เป็วันหยุดของร้าน จึงรบกวนลูกค้ามาในวันถัดไปแทน
เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลู่ชิงจึงชวนมานั่งรวมกันที่โต๊ะ เพื่อจะบอกถึงจุดประสงค์ของตนเอง ที่้าไปทำบุญในวันพรุ่งนี้
“ทุกคนเ้าคะ ข้าคิดทบทวนมาสองวันแล้วว่า พรุ่งนี้อยากจะชวนพวกท่านไปทำบุญวันเกิดล่วงหน้า ที่วัดต้าซือเมี่ยวในตอนเช้าที่อยากไปทำบุญวันเกิดล่วงหน้าเช่นนี้ เพราะกลัวว่าหากใกล้ถึงวันเกิดจริง ๆ จะมีเหตุการณ์วุ่นวาย หากข่าวเื่าระหว่างแคว้น มาถึงหูชาวบ้านเ้าค่ะ จึงอยากชวนพวกท่านไปทำบุญด้วยกันเสียก่อน พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไรเ้าคะ” อีกแค่หนึ่งเดือนนางก็จะมีอายุครบสิบสามหนาวแล้ว แต่คนเราไม่อาจรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า ถึงเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“ท่านพี่ข้าเห็นด้วยกับชิงเอ๋อร์ พวกเราไปทำบุญขอพรกันล่วงหน้าย่อมดีกว่า หลังจากนี้พวกเราจะได้เตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่น ๆ ถ้าเหตุการณ์ไม่สู้ดีจะได้หลบหลีกได้ทันนะเ้าคะ” ฟางซินั้แ่รู้เื่าจิตใจจึงไม่ค่อยสงบเท่าใดนัก นางเห็นด้วยกับบุตรสาวที่จะไปทำบุญ
“พวกเราย่อมไม่คัดค้านอยู่แล้วชิงเอ๋อร์ นอกจากอาหารที่เราจะทำแจกแล้ว พ่อว่าเราแบ่งข้าวสารไปแจกด้วยดีหรือไม่ อย่างน้อยให้พวกเขามีข้าวสารติดบ้านไว้ก็ยังดี” ลู่เวินก็คิดเช่นเดียวเช่นกัน
“น้องเล็กพวกพี่สองคนก็คิดเหมือนท่านพ่อนะ เราแบ่งข้าวสารไปแจกคนละชั่งก็ยังดี หากมีาขึ้นมาจริง ๆ ข้าวของทุกอย่างจะแพงกว่าเดิมมาก” ลู่จื้อกับลู่เสียนคิดว่าอย่างน้อยมีข้าวก็ยังทำโจ๊กกินได้
“พวกเราเองก็เห็นด้วยขอรับคุณหนู หาก้าให้ช่วยอะไร ท่านบอกพวกเรามาได้เลยนะขอรับ” เจียวมิ่งก็อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชาวบ้านบ้าง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร
“เมื่อทุกคนเห็นด้วยก็ทำตามนี้แล้วกันเ้าค่ะ หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จพวกเรามาช่วยกัน แบ่งข้าวสารใส่ถุงผ้ากันนะเ้าคะ พรุ่งนี้คงต้องเช่ารถม้าสักคัน เพราะเราจะใช้เกวียนสำหรับขนถุงข้าวสารไปที่วัดแทน” ลู่ชิงกลัวว่าถ้าใช้เกวียนวัวอย่างเดียว จะรับน้ำหนักมากเกินไป
“คุณหนูอย่าได้ห่วงเื่รถม้าเลยขอรับ ตอนเย็นพวกเราจะกลับมาพร้อมรถม้าอย่างแน่นอน” ก้งเจี้ยไม่อยากให้ลู่ชิงกังวลเื่หาเช่ารถม้า เขาจึงรับอาสาเป็คนจัดการเื่นี้เอง
“ต้องขอบคุณพวกเ้าทุกคนมากนะ ไม่ว่าเื่อะไรก็อาสาช่วยพวกเราทำไปเสียหมด” ลู่เวินเองก็ออกจะเกรงใจพวกเจียวมิ่งอยู่บ้าง
“นายท่านสวีอย่าได้คิดมากเลยขอรับ พวกเรายินดีทำด้วยความเต็มใจ ั้แ่พวกเรามาทำงานกับครอบครัวท่าน ก็ได้รับการดูแลเื่อาหารการกินอย่างดี คนที่ควรขอบคุณคือพวกเราถึงจะถูกนะขอรับ” เื่เล็กน้อยแค่นี้จะเทียบกับอาหารอร่อยที่ได้กินทุกวันได้อย่างไร
“เอาล่ะ ๆ อย่ามัวโยนความดีความชอบให้กันไปมาอยู่เลย ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนจะดีกว่า เดี๋ยวหลังมื้อเย็นพวกเรายังต้องช่วยลงแรงกันอีก” ฟางซินที่เห็นเช่นนั้น จึงได้พูดตัดบทสนทนาพวกเขาเสีย ก่อนที่จะเกรงใจกันไปมาไม่จบเสียที
เมื่อมีคนกลางตัดสินยุติการสนทนา ทุกคนจึงได้แต่ยิ้มและแยกย้ายกันไป ฝั่งเจียวมิ่งออกจากร้านพร้อมสหาย ก็ตรงไปที่ร้านค้าสัตว์ จัดการซื้อรถม้าคันใหญ่มาทันทีหนึ่งคัน ส่วนครอบครัวลู่ชิงนั้นให้ลู่เวินและบุตรชายทั้งสอง ไปซื้อข้าวสารที่ร้านค้าอื่นมาหลายกระสอบ
ที่ต้องซื้อข้าวสารร้านอื่นเช่นนี้ ลู่ชิงแค่ไม่อยากให้คนอื่นสงสัยหากไม่เห็นว่าครอบครัวของนาง ไม่ออกไปซื้ออะไรตามร้านค้าบ้างเลย ระหว่างรอกลุ่มของเจียวมิ่งมาช่วย ลู่ชิงก็เข้าไปในมิติเพื่อเดินหาร้านที่มีถุงผ้าสำเร็จหลากหลายขนาด และก็เจอร้านขายถุงผ้าที่้า จึงนำมาเฉพาะถุงที่ใส่ข้าวได้หนึ่งชั่งออกมา
เจียวมิ่งยกหน้าที่เฝ้าคนของแคว้นตงหนาน ที่ถูกขังอยู่ในบ้านเช่าให้กับก้งคุนและทุกคนจะสลับวนกันไป เื่อาหารการกินของสหายกับเชลยสามคนเจียวมิ่งได้จัดการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขากับสหายอีกสองคน จึงบังคับรถม้าที่ซื้อมาเมื่อตอนบ่าย ตรงไปร้านอาหารตระกูลสวี ทันทีที่มาถึงก็นำรถม้าไปจอดไว้ด้านหลังร้าน ทุกคนช่วยกันตักข้าวสารใส่ถุงอย่างขะมักเขม้น เพียงครึ่งชั่วยามกว่าก็เสร็จเรียบร้อย และจัดเรียงถุงข้าวสารลงในถังไม้
เพื่อที่ตอนเช้าจะได้ยกขึ้นเกวียนได้สะดวก เจียวมิ่งกับสหายที่เห็นว่าทุกอย่างเสร็จแล้ว จึงขอตัวกลับบ้านเช่าจะมีเพียงก้งเยว่ ที่อยู่ดูแลครอบครัวของลู่ชิงในคืนนี้เท่านั้น ในส่วนของอาหารที่จะทำไปแจก และอาหารเจสำหรับถวายไต้ซือที่วัด ลู่ชิงกับครอบครัวเข้าไปช่วยกันทำในมิติ หลังจากทุกคนทำธุระส่วนตัวแล้วนั่นเอง
ยามเหม่าของเช้าวันใหม่มาถึง ทุกคนตื่นมาจัดการตัวเองเรียบร้อย ก็ลงมาพร้อมหน้ากันอยู่ที่หน้าร้าน เจียวมิ่งมากับก้งเจี้ยและก้งคุนส่วนก้งเยว่เขาให้พักอยู่ที่บ้านเช่า เมื่อคนและของพร้อมแล้วพวกเขาจึงออกเดินทางไปยังวัดต้าซื่อเมี่ยวทันที เนื่องจากวัดนี้อยู่บนเขากึ่งกลางระหว่างตำบลหย่งฝูและเมืองหย่งจิน
กว่าจะมาถึงตีนเขาทางขึ้นวัดได้ พวกเขาใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม พอมาถึงจึงไม่รอช้าที่จะนำโต๊ะลงมา จัดวางข้าวของสำหรับแจกผู้คนที่มาทำบุญขอพรที่วัดแห่งนี้ และทางวัดต้าซื่อเมี่ยวได้มีกฎเอาไว้ว่า สามารถมาตั้งโต๊ะทำทานแจกจ่ายอาหารได้
ขอเพียงไม่เกะกะขวางทางผู้อื่นที่มาทำบุญก็พอ ผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีชาวบ้านและผู้คนที่มาทำบุญ ลู่ชิงและพี่ชายจึงช่วยกันประกาศว่ามีของมาแจกจ่าย
“ทุกท่านหากทำบุญแล้ว แวะมารับอาหารทางนี้ได้นะเ้าคะ พวกเราทำอาหารอร่อย ๆ มาแจกจ่ายให้ทุกท่านเ้าค่ะ”
“ครอบครัวของเราตั้งใจทำบุญ โดยการตั้งโต๊ะแจกจ่ายอาหาร และยังมีข้าวสารมอบให้อีกคนละหนึ่งชั่งขอรับ” ลู่จื้อช่วยะโอีกคน
“ไม่ว่าพวกท่านจะร่ำรวยหรือยากจน ก็สามารถมารับอาหารได้ทุกคนขอรับ พวกเราไม่เลือกทำบุญเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างแน่นอนขอรับ จะยากดีมีจนทุกคนล้วนต้องทานข้าวนะขอรับ” ลู่เสียนสำทับเื่ฐานะไม่ว่ายากดีมีจน สามารถต่อแถวรับได้เช่นกัน
ชาวบ้านบางคนที่มีฐานะไม่ค่อยดี เมื่อได้ฟังเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่รอช้า ที่จะเข้าไปต่อแถวเพื่อรับอาหารและข้าวสารทันที เมื่อมีคนกล้าเข้าไปคนแรกคนอื่น ๆ ก็ตามไป คนที่ได้รับอาหารก็นั่งทานแถวนั้นด้วยความหิว ทำให้คนที่เพิ่งมาถึงหรือคนที่เดินลงมาจากวัด พากันมาต่อแถวด้วยเช่นกัน
ขณะที่ครอบครัวของลู่ชิง กำลังช่วยกันแจกอาหารอยู่นั้นกลับมีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง จงใจเดินเข้ามาหาลู่ชิงอย่างโจ่งแจ้ง ดูจากการทำผมแล้วน่าจะเป็ฮูหยินที่มาทำบุญที่นี่ นางเห็นว่าใบหน้าของลู่ชิงมีเค้าความงดงามอยู่บ้าง
จึงลองเอ่ยถามเพื่อจะทาบทามให้กับบุตรชายของตน
“นี่แม่นางน้อยปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ครอบครัวของเ้าได้มองหาคู่หมายไว้ให้หรือยังล่ะ” นางจะทาบทามไปเป็อนุของบุตรชาย เพื่อให้ตั้งครรภ์คลอดเด็กให้สักคนสองคนก่อนจะกำจัดลู่ชิงทิ้ง
“ตอบท่านป้า ปีนี้ข้าอายุสิบสามหนาวเ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ของข้ายังไม่มีเวลาคิดถึงเื่คู่หมายให้หรอกเ้าค่ะ ท่านป้าถามทำไมหรือเ้าคะ” อย่าได้คิดมาเผือกเื่ชีวิตส่วนตัวของข้าเชียวนะ
“ข้าเห็นว่าเ้าหน้าตาท่าทางใช้ได้ จึงอยากทาบทามหมั้นหมายให้กับบุตรชายของข้าน่ะ ตระกูลของข้าทำการค้าขายพวกผ้าไหม และการค้าอีกสองสามอย่าง ถือว่าร่ำรวยมีเงินทองไม่น้อยเลยนะ ถ้าเ้าแต่งให้บุตรชายข้าย่อมมีชีวิตสุขสบายไม่ต้องลำบาก ครอบครัวของเ้าจะได้สบายไปด้วย ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อยอย่างไรเล่า” ข้าก็แค่จะหาคนมาตั้งครรภ์ทายาทของตระกูลเท่านั้น เมื่อไหร่ที่นางคลอดหลานชายให้นางแล้วค่อยกำจัดทิ้งทีหลัง บุตรชายของนางต้องแต่งฮูหยินที่มีชาติตระกูลที่ดีกว่านี้
ลู่ชิงได้ฟังการโอ้อวดความร่ำรวยของฮูหยินผู้นี้ ก็พอเดาเจตนาของนางได้ไม่ยาก ดูสายตาที่นางใช้มองมานั่นสิ ในนั้นมีความดูถูกดูแคลน เหยียดหยามนางเพียงใด แต่กลับเสแสร้งถามด้วยท่าทีอ่อนโยน
“คงต้องขออภัยท่านป้าด้วยนะเ้าคะ ข้ายังไม่มีความคิดเื่คู่หมายในวัยเพียงเท่านี้ ชีวิตนี้ของข้ายังมีอะไรให้ทำอีกตั้งมากมาย จะให้ออกเรือนทันทีเมื่อถึงวัยปักปิ่นคงไม่ทำเ้าค่ะ สตรีอายุน้อยพอตั้งครรภ์ย่อมมีความเสี่ยง ที่จะคลอดลูกยากบางครั้งอาจจะตายทั้งแม่ทั้งลูก หรือแต่งไปแล้วหลายเดือนยังไม่ตั้งครรภ์ ก็ถูกแม่สามีเรียกไปตำหนิ ข้าก็รับไม่ได้อีกเหมือนกันเ้าค่ะ ข้าได้ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะคิดเื่แต่งงานเมื่ออายุครบสิบแปดปี รบกวนท่านป้าไปหาลูกสะใภ้คนอื่น ที่พร้อมแต่งงานกับบุตรชายของท่านจะดีกว่า” ลู่ชิงให้คำตอบกับฮูหยินท่านนี้ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบและยิ้มบาง ๆ
“คงไม่ต้องรบกวนฮูหยินท่านนี้ มากังวลแทนหรอกเ้าค่ะ พวกเรารู้ว่าควรทำอย่างไร ขอความกรุณาอย่ามายุ่งกับบุตรสาวของข้าอีก” ฟางซินที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินฮูหยินคนนี้ พูดกับลู่ชิงเื่การหมั้นหมาย แทนที่จะมาถามกับนางผู้เป็แม่ก็รู้สึกโกรธไม่น้อย ไม่คิดว่าจะมีคนหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้
“เชอะ ทำเป็เล่นตัวอยากเรียกเงินค่าตัวเพิ่มล่ะสิ ข้าอุตส่าห์หาทางสบายให้แท้ ๆ แต่กลับทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง สภาพครอบครัวพวกเ้าคงไม่พ้นได้แต่งกับพวกชาวบ้านจน ๆ เหมือนกันนั่นแหละ” พอนางพูดจบก็สะบัดหน้าเดินออกไปทันที
เจียวมิ่งที่ได้ยินฮูหยินคนนี้ใช้คำพูดดูถูกลู่ชิง ถึงกับโกรธแทนครอบครัวนางขึ้นมาทันที นางกล้าดีอย่างไรมาใช้คำพูดสกปรก กับว่าที่สะใภ้จวนชินอ๋องไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย ในเมื่อโอ้อวดว่าตนเองค้าขายร่ำรวย พวกเขาจะเป็ตัวแทนซื่อจื่อ จัดการให้ตระกูลของเ้ากลายเป็ยาจกเพียงชั่วข้ามคืนแทน
