ด้วยเสียง “อ๊วกก!” ในที่สุดฮูหยินหยู่และหยู่เซียงกู๋ก็อาเจียนทนไม่ไหว ใบหน้าของพวกนางซีดเผือดราวกับจะเป็ลม
หลังจากปลอบโยนให้ภรรยาไปนั่งพักไม่ต้องมาลำบาก หยู่เจ๋อที่หันกลับไปมองครอบครัวแซ่เฉินซึ่งกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ก็เกิดความไม่เข้าใจว่าทำไมครอบครัวนี้ยังคงอยากทำและไม่มีความกลัว
เขาสามารถเข้าใจได้ว่าที่เก็บร่างทหารเมื่อคืนนั้นก็เพราะเงิน
แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ยอมจากไปง่ายๆหากไม่สามารถฝังศพจนหมด เหมือนเื่เงินและของมีค่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักของครอบครัวแซ่เฉินอีก
สำหรับเฉินถั่วถง นางนั้นเป็พลเรือเอกยานรบ จึงรู้สึกผูกพันกับพลทหาร จึงอยากทำให้ร่างและส่งิญญาให้พวกเขาได้หลับสายไปสู่ภพภูมิที่ดี
ส่วนเฉินอ่าว ที่เขาทำก็เพื่อลูกปัดหิน ของเหล่านี้ถึงจะไม่ใช่หินปราณ แต่มันก็เป็วัตถุเก่าที่บรรจุพลังเต๋าฟ้าดินเอาไว้ ในห้วงที่ไร้สิ้นสุดของภพมากมาย ตราบใดที่โลกยังมีกฏของเต๋าควบคุมอยู่ เขาก็สามารถนำมันมาขัดเกลาทดแทนพลังปราณที่ไม่มีในโลกได้ ถึงจะมีเพียงไม่กี่ชิ้นที่เป็วัตถุเก่าที่มีพลังเต๋าฟ้าดิน แต่เพียงเจอสักชิ้นสองชิ้น มันก็ช่วยให้เขาย่นเวลาฝึกไม่ต้องมานั่งหลับตากลั่นนานๆให้เสียเวลาเป็เดือนๆ
ส่วนเฉินต้า นี่คือสถานที่ฝึกควบคุมอารมณ์ร้ายของตัวเองได้ดีมาก เขาเริ่มรู้การใช้และการควบคุมพลังของตนระดับหนึ่งแล้ว แต่ความทรงจำที่เหลือยังถูกผนึกอยู่ ดังนั้นเขาจึงขยันไม่แพ้ผู้ใหญ่ เพื่อที่จะควบคุมและค่อยๆ ปลดผนึกคลังความรู้และความทรงจำเดิม
ขณะที่เฉินอวี๋ เขายิ่งกระตือรือร้นมากกว่าทุกๆคน เพราะนี่คือแหล่งสมบัติในสายตาของเขา เป็จุดรวมตกหล่นและไม่มีเ้าของ ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่เขาสามารถเอาไปแลกแต้มความเท่าเทียมกับระบบได้ เพราะการไปทำงานเก็บเงินด้วยร่างของเด็กสี่ขวบ มันเป็ไปไม่ได้ในโลกโบราณอยู่แล้ว ไหนต้องแบ่งเวลาเพื่อฝึกฝนพลังยุทธ์ที่ต้องขยันกว่าการฝึกสายพลังปราณไปหลายเท่าตัวอีก
ด้วยความเข้าใจที่รู้ว่าภายในห้องมิตินั้น กาลเวลาไหลช้ากว่าที่ด้านนอก เขาจึงต้องพึ่งของมีค่าเพื่อเข้าไปใช้งาน ฝึกฝนที่ห้องนั้นเพื่อทะลวงด่านบรรลุผู้ฝึกยุทธ์วิถีมนุษย์เร็วๆ
ส่วนกรณีเฉินเหนียนอู่ก็ไม่ต่างกันมาก นางแค่หาวัตถุดิบที่จะเอามาสร้างเป็เครื่องกรองพลังเวทย์และทำรูน มีเครื่องประดับที่ทำมาจากวัตถุดิบหลายชนิด นางจึงอยากรวบรวมเก็บพวกมันไว้ศึกษาในอนาคต ว่าโลหะแบบไหนในโลก ที่สามารถนำไปใช้ทดแทนวัตถุดิบที่นางกำลังมองหาอยู่หรือเปล่า
ถึงจะค่อนข้างหายาก พบเพียงสองสามชิ้นและยัง้าปริมาณมหาศาล แต่โดยผู้ช่วยตามหาที่น่าทึ่งอย่างอิงเอ๋อ จึงเริ่มพบแร่และของตัวอย่างของที่เข้าข่ายอยู่หลายชิ้นพอควร
เรียกว่าทุกคนมีจุดประสงค์ที่แตกต่าง ส่วนการรวบรวมฝังศพของทหารที่ตายแล้ว มันเป็เพียงแค่ข้ออ้างในการอยู่ที่นี่ต่อจนกว่าทุกคนจะเก็บเกี่ยวแล้วพอใจ
“…”
“…”
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงล่วงเลยมาถึง่เวลาเที่ยงของวัน เฉินอ่าวซึ่งกำลังนั่งงีบหลับอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ มือถือลูกหินสีเขียวอยู่ใน่การดูดซับ จู่ๆ เขาก็สะดุ้งตื่น ใบหูของเขาขยับเล็กน้อย ได้ยินเสียงกีบม้าที่แ่เบาสะท้อนเข้ามาจากระยะไกล
เขารีบะโบอกทุกคนให้รวมตัว ้าบอกว่ามีคนกลุ่มใหญ่กำลังตรงมายังสนามรบที่พวกเขาอยู่
อย่างไรก็ตาม ทุกคนอยู่ห่างกันมากเกินไป กว่าจะได้ยินเสียงเรียก เฉินอวี๋ก็เห็นเพียงพ่อวิ่งไปหาเฉินต้าด้วยสีหน้ากังวลเท่านั้น หัวใจของเขาเต้นแรง รีบอุ้มอิงเอ๋อและคว้ามือพี่สาวที่อยู่ข้างๆ ไปหลบที่ด้านหลังของแม่ซึ่งกำลังยุ่งกับการฝังศพทหารสักคนอยู่
“ท่านแม่ พ่อกำลังเรียก ดูเหมือนพ่อจะรีบเหมือนมีเื่บางอย่าง”
เฉินถั่วถงเหยียบดินตรงหน้าให้แน่นก่อนจะหันเงยหน้าไปมองสามี เห็นว่าท่าทางอีกฝ่ายโบกมือและร้อนรนจริง
“หืม..งั้นเรากลับไปรวมกลุ่มกันเถอะ!”
ทุกคนรวมตัวกันอย่างลับๆ เตรียมที่จะหนีออกจากสนามรบ แต่การเดินด้วยเท้าแถมยังมีเด็กเป็ภาระ ต่อให้พยายามหนีก็ไม่สามารถรอดพ้นความเร็วของม้าที่วิ่งตรงมาได้ทันการณ์
“พี่อวี๋ กะ..เก็บ ท่านเก็บเร็วๆ”
ระหว่างนั้น อิงเอ่อที่อยู่ในอ้อมแขนของเฉินอวี๋ นางก็กระตุกชายเสื้อของพี่ชาย เขาจึงก้มตัวเงี่ยหูฟัง้ารู้ ว่าน้องสาวคนเล็กต้องจะสื่ออะไร
“เก็บ? เก็บอะไรรึ?”
“…”
ไม่มีเวลาให้เข้าใจมาก เห็นเพียงน้องสาวชี้ไปที่ตะกร้าที่ทุกคนแบกอยู่บนหลัง เสียงฝีเท้าของม้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เห็นฝุ่นคลุ้งตรงมาจากหลังเนินต่ำ กลุ่มทหารจำนวนหลายร้อยชีวิตก็ล้อมพวกเขาไว้ในเวลาไม่นาน
เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงปกป้องเด็กๆ ให้อยู่ตรงกลาง ซ่อนพร้าและเคียวมีคมไว้ด้านหลังเผื่อเหตุฉุกเฉิน ต่อจะมีอาวุธอย่างดาบและมีดกองอยู่พื้นมากมาย แต่การชูอาวุธมีแต่จะกระตุ้นให้อีกฝ่ายลงมือเร็วกว่าเดิม
กองทหารม้าที่ล้อมพวกเขาอยู่ได้แยกตัวออกผยเส้นทางเล็กๆ มีชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนขุนพลขี่ม้าเข้ามาอย่างช้าๆ วนรอบสำรวจพวกเขาจากจุดสูงที่ได้เปรียบ
ม้าส่งเสียงฟ่ออย่างหงุดหงิด และสายตาที่จ้องมองอย่างพิจารณาของขุนพลนั้นคมกริบราวกับมีด ด้วยคำพูดหรือการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว เขาสามารถตัดสินชีวิตหรือความตายของครอบครัวธรรมดาตรงหน้าได้ไม่ยากเลย
สองครอบครัวนั้นรวมตัวกันอย่างประหม่า ราวกับนักโทษที่รอการตัดสินโทษ
แต่หลังจากวนรอบอยู่หลายรอบ ในที่สุดขุนพลก็หยุดนิ่ง มองดูรอบๆ สนามรบแล้วพบเนินดินที่พึ่งขุด เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบผ่านหมวกเหล็กว่า “พวกเ้าฝังศพทหารเ่าั้หรือ?”
คนที่เขากำลังมองอยู่คือเฉินอ่าว
ขุนพลไม่สนใจผู้หญิงและเด็กเลยสักนิด คนเดียวที่เขาสนใจคือเฉินอ่าวและหยู่เจ๋อที่เหมือนจะเป็ผู้นำครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เฉินอ่าวไม่กล้าตอบคำถามอย่างส่งเดช
หากตอบคำถามข้อใดข้อหนึ่งจนไม่ถูกใจอีกฝ่าย ผลลัพธ์อาจต้องเผชิญกับความตายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เขาสู้ได้และไม่มีปัญหา แต่หากคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกๆ เขาคงไม่กระทำสิ่งที่ฉลาดน้อยอย่างะโฟันคอขุนพล
กลุ่มนี้ไม่ได้ถือธงใดๆ และทุกคนสวมชุดหนังสีดำคลับโดยมีผ้าคาดศีรษะสัญลักษณ์ดอกเหมยไร้อักษร น่าจะเป็กำลังสำคัญของสังกัดใดสังกัดหนึ่ง
หลังจากครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เฉินอ่าวก็ตอบด้วยท่าทางหวาดกลัวเหมือนชาวบ้านว่า
“เรามาจากมณฑลจ้อเจียง หนีการไล่ลาจากพวกฏผ้าธงแดง บิดาข้าเคยเป็ทหารแคว้นชวีในสมัยหนุ่มๆ ได้ดองกับครอบครัวของสหายที่เป็ขุนนางทหารเก่าแซ่เฉิน “
“เพราะการสู้รบเพื่อแคว้นชวี บิดาข้าจึงเสียชีวิตั้แ่ที่ข้ายังเด็ก และพ่อตาของข้าก็ป่วยได้รับกระทบกระเทือนที่สมองหลังจบา ตอนที่ท่านพ่อจะลาโลก เขาขอให้ข้าสำนึกบุญคุณของทหาร เมื่อเจอหน้าก็ให้ปฏิบัติเหมือนสหายเก่า ”
เฉินอ่าวได้เล่าวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบิดาให้ขุนพลตรงหน้าฟัง แถมยังโบกมือไปทางท่านตาที่ยืนอยู่ ซึ่งบนศีรษะมีขนนกหลากสีปักอยู่เต็มไปหมด ทำให้ภาพลักษณ์ดูเหมือนเฒ่าทารกมากๆ
เมื่อเฉินอ่าวเล่า มองดูพ่อตาของตัวเองที่ป่วยจากา น้ำตาก็เอ่อล้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาเป็ลูกกตัญญูที่จดจำคำสอนของบิดา พยายามดูแลสหายของพ่อในฐานะพ่อตาไว้ในใจไม่เคยลืม
ขุนพลขมวดคิ้วฟังอยู่นานก็ดูสับสน เขาใช้เวลาสักพักจึงได้สติ ว่าชายหนุ่มตรงหน้ายังไม่ได้ตอบคำถามที่เขา้าเลย ั้แ่ต้นจนจบ อีกฝ่ายเอาแต่พล่ามอะไรออกมาก็ไม่รู้ที่เขาไม่ได้อยากมานั่งฟัง
“พอแล้ว!!”
“ผู้ใด้ารู้ประวัติของครอบครัวพวกเ้ากันหาาาาา?!!~~~”
“...”
“...”
