ผมตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังไม่ย้อนกลับยุคเดิม
ดูเหมือนจะไม่ใช่ความฝันจริงๆ ความรู้สึกร่างกายขัดๆ ก็ทุเลาลงเล็กน้อย
เพราะเป็วันจบการศึกษาหรือเปล่านะ อาหารเย็นที่แม่ทำถึงได้หรูหรากว่าปกติ ถึงผมจะเคยมีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เื่เล็กๆ น้อยๆ เมื่อเจ็ดปีก่อนผมจำไม่ได้หรอก
ผมโดนแม่ถามเื่พิธีจบเลยเล่าสิ่งที่พอจำได้เลือนรางให้ฟัง จากนั้นกลับห้องอีกครั้ง
ผมดูกระจกซ้ำอีกหน แต่ภาพที่สะท้อนในนั้นก็ยังเป็ผมในสภาพเด็กเก็บตัวเช่นเดิม เป็ตัวผมก่อนจะขึ้นม.ปลาย
…ต่อให้คิดหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองกลายเป็แบบนี้ไปก็เท่านั้น อย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจอยู่แล้ว
ฉะนั้นมองแค่ผลลัพธ์ก็พอ
ความจริงก็คือตัวผมในตอนนี้ได้ย้อนกลับมายังโลกเมื่อเจ็ดปีก่อน
พูดอีกอย่างก็คือ ผมมีโอกาสที่จะแก้ไขชีวิตนับจากนี้
ได้กลับมา่ม.ปลายที่เคยทำพลาดไปอีกครั้ง
—หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากจะขอโอกาสแก้ไขชีวิตวัยรุ่นสักครั้ง
ผมเคยอธิษฐานกับพระเ้าไว้เช่นนั้น คิดเสียว่าความปรารถนาเป็จริงก็แล้วกัน
ผมไม่อยากเสียใจเื่ชีวิตวัยรุ่นอีกแล้ว
ดังนั้นครั้งนี้ผมจะใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างจริงจัง
จะเป็หนุ่มเนื้อหอมในโรงเรียนม.ปลายและเปลี่ยน่วัยรุ่นอันหมองหม่นให้เป็สีรุ้งเจิดจรัส
ผมสาบานกับตัวเองคนเก่าในกระจกเช่นนั้น
*
เอาละ วันนี้คือวันที่ 10 มีนาคมซึ่งเป็วันที่มีพิธีสำเร็จการศึกษาชั้นม.ต้น ส่วนพิธีปฐมนิเทศชั้นม.ปลายคือวันที่ 8 เมษายน
ผมมีเวลาปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิราวหนึ่งเดือน สั้นไปหน่อยก็จริง แต่จะเปลี่ยนตัวเองใหม่ภายใน่เวลานี้ให้ได้
ครั้งก่อนผมทุ่มเทกับการเปิดตัวเป็หนุ่มม.ปลายเนื้อหอมมาก แต่รูปร่างหน้าตาผมยังดีไม่สุด แค่ผอมลงนิดหน่อยและเปลี่ยนจากแว่นสายตาไปใส่คอนแทกต์เลนส์ ให้ความรู้สึกดาษๆ ไม่ดีไม่แย่
ดังนั้นถ้าผมเริ่มจากปรับรูปลักษณ์ให้ดูดีขึ้นก็อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดี เขาว่ากันว่าหน้าตามีความสำคัญถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
โชคดีมากที่ผมไม่ได้ย้อนเวลามาตอนใกล้จะเปิดภาคเรียน ถ้าแค่ปรับการแต่งเนื้อแต่งตัวนิดหน่อยน่ะสองสามวันก็พอแล้ว แต่ผมอยากได้เวลาอย่างน้อยสักหนึ่งเดือนเพื่อจัดการกับหุ่นอวบๆ นี่
—และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มวิ่งรอบบ้านั้แ่วันนี้
ร่างกายนี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมเลยเหนื่อยหอบอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีเวลาเอ้อระเหยแล้ว ผมจึงทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง วิ่งจนแทบล้มหมดแรงและกลับบ้านทั้งเหงื่อโซมกาย จากนั้นหลับเป็ตายทุกวัน
ผมบอกแม่ตรงๆ ว่า “กำลังไดเอตอยู่” และขอให้แม่ช่วยจัดการเื่มื้ออาหารให้
่เช้าผมจะวิ่งจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว พักผ่อน แล้วก็วิ่งอีก
่บ่ายคือการเล่นกล้าม ผมจะวิดพื้น ซิตอัพ บริหารกล้ามเนื้อหลัง และสควอช สลับกับหยุดพักหรือการยืดคลายกล้ามเนื้อเป็พักๆ จากนั้นทำแบบนี้ซ้ำอีกหลายเซ็ต และเพิ่มจำนวนรอบขึ้นในแต่ละวัน
นอกจากนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรอีก ผมทุ่มเวลาทั้งวันให้กับการไดเอต
*
ผมใช้เวลาแบบนั้นสามสัปดาห์ติด รู้ตัวอีกทีก็ผอมลงถึงสิบห้ากิโล พูดก็พูดเถอะ ครั้งแรกน่ะลดได้ตั้งยี่สิบกิโลแน่ะ แต่พอกล้ามเนื้อเริ่มปรากฏให้เห็น น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมา
ผมยืนหน้ากระจก เห็นแล้วว่าตนบรรลุเป้าหมายอย่างไร้ปัญหา
เมื่อสามสัปดาห์ก่อนผมยังอ้วนตัวใหญ่อยู่เลย แต่ตอนนี้ดูสูงโปร่งขึ้นแล้ว
ความสูงเป็ข้อดีเพียงข้อเดียวของผมมาแต่ไหนแต่ไร
หลังจากนั้นแม่ที่ตื่นเต้นกับความเปลี่ยนแปลงของผมคะยั้นคะยอให้ไปเข้ายิม ผมจึงสมัครสมาชิกไป ผมใช้เครื่องออกกำลังกายรวมถึงสระว่ายน้ำที่นั่น ทำให้ออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าผมไม่ได้ออกกำลังจนถึงขั้นมีกล้ามฟิตเปรี๊ยะ แต่แผงอกหนาขึ้นและเริ่มมีซิกซ์แพ็กให้เห็น นอกจากนี้แขนกับขาก็เริ่มมีมัดกล้าม จะเรียกว่าหุ่นเฟิร์มกระชับก็ได้
…่แรกๆ ผมก็ฝืนใจอยู่หรอก แต่พอทำนานเข้าก็เริ่มสนุกกับการฟิตหุ่น จากที่ตั้งเป้าหมายจะไดเอตก็เบนเข็มไปเป็อย่างอื่น จะว่าอย่างไรดี อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองทะลุเป้าหมายไปแล้ว
เอาเถอะ คงไม่ใช่เื่ไม่ดีอะไร
แต่ถ้าฟิตหุ่นเยอะไปจนมีกล้ามเป็มัดๆ มันก็ดูแปลกๆ อยู่นะ
อย่างไรก็ตาม พอผมฟิตหุ่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พิธีปฐมนิเทศก็กระชั้นเข้ามาจนเหลือแค่สองวัน
เื่รูปร่างสำเร็จด้วยดีแล้ว จะเหลือก็แต่เสื้อผ้าหน้าผมที่ยังไม่ได้ลงมือ
ผมจึงเริ่มเตรียมตัวอย่างฉุกละหุก
ก่อนอื่นผมเอาเงินเก็บที่อยู่ก้นลิ้นชักมาซื้อคอนแทกต์เลนส์
การเปลี่ยนแว่นสายตาเป็คอนแทกต์เลนส์คือเื่พื้นฐานของหนุ่มฮอตม.ปลาย ถ้าอยากให้ภาพลักษณ์ดูฉลาดจะสวมแว่นต่อก็ได้ แต่ผมไม่ใช่คนใส่แว่นแล้วดูดีนี่สิ
พอลองใส่คอนแทกต์เลนส์ที่ซื้อมา ภาพลักษณ์ของผมก็กลายเป็หนุ่มนักกีฬาในพริบตา
ไม่เลวเลย ทรงผมยังยาวรุงรัง แต่ก็ได้รูปร่างของผมช่วยกลบจุดด้อยนั้นให้
เอาละ ต่อไปก็ร้านทำผม ผมได้บทเรียนจากประสบการณ์เก่ามาแล้วว่าตัวเองไม่มีฝีมือด้านนี้ ควรปล่อยให้เป็หน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญในร้านหรูสักหน่อยดีกว่า ผมจึงมุ่งหน้าไปยังร้านชื่อดังที่อยู่หน้าสถานีรถไฟ
ผมควักเงินหมื่นเยนซึ่งนับว่าเยอะพอตัวสำหรับนักเรียนม.ปลายออกมาจ่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า
“โอ้…”
กลายเป็หนุ่มนักกีฬาที่ดูสะอาดสะอ้านแล้ว
ถึงขนาดที่… บางคนอาจจะเรียกว่าหนุ่มหล่อได้เลย
พูดตรงๆ แวบแรกผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำ
ใครจะไปคิดว่าโอตากุเก็บตัวร่างอวบคนนั้นจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้สุดขั้วแบบนี้…
วันนี้ผมยินดีน้อมรับคำชมจากช่างตัดผม
แต่ถ้าไม่ใช้แว็กซ์เซ็ตผมทุกวันก็คงรักษาระดับนี้ไว้ไม่ได้ เอาจริงๆ ก็ยุ่งยากพอตัว แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะมานะบากบั่นเพื่อชีวิตวัยรุ่นอันเจิดจรัส
เหลือแค่เสื้อผ้าที่ยังเชยสะบัด แต่เด็กม.ปลายมีชุดนักเรียนอยู่แล้ว เอาไว้จำเป็เมื่อไรค่อยคิดอีกทีแล้วกัน
เมื่อเห็นผมกลับบ้านมาในรูปลักษณ์นี้ นามิกะที่กำลังดูโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นถึงกับใตาค้าง
“พี่จ๋า…ใช่มั้ยน่ะ”
“ใช่สิ ดูเป็ไงบ้าง”
“…ก็ไม่แย่มั้ง ไม่รู้สิ”
พอลองถามตรงๆ ก็หลบตากันซะงั้น… เอาเถอะ นามิกะทำท่าทีแบบนี้ตอนพูดชมนั่นแหละ นามิกะไม่ใช่คนปากตรงกับใจ ผมรู้ดีว่าเธอมักทำเป็ไม่สนใจเวลาชมคนอื่น
“แหม นัตสึกิ! หล่อขึ้นเป็กองเลยนะเนี่ย!”
แม่ซึ่งกลับมาจากที่ทำงานก็ชมเหมือนกัน เลยลำบากต้องตอบปัดไปอีก
ดูจากปฏิกิริยาของทั้งสองคนแล้วผมน่าจะไม่ได้คิดไปเองนะ ดูดีขึ้นจริงๆ ด้วย
ผมรู้สึกมั่นใจขึ้นจึงลองฉีกยิ้มหน้ากระจกดู ทั้งๆ ที่มีรูปลักษณ์แบบนี้ รอยยิ้มน่าจะดูสดใส แต่ผมดูเหมือนแสยะยิ้มให้ความรู้สึกน่าขยะแขยงแทน
…สงสัยต้องฝึกยิ้มเตรียมไว้แล้วละ
*
วันถัดมาผมอ่านเว็บไซต์ ‘เคล็ดลับการเปิดตัวเป็หนุ่มม.ปลายเนื้อหอม’ เตรียมซื้อของใช้ที่จำเป็อย่างเครื่องเขียน แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปจนมาถึงวันพิธีปฐมนิเทศ
คืนก่อนผมตื่นเต้นมากจนแทบนอนไม่หลับ ตอนนี้ก็ยังตาสว่างทั้งที่นอนไม่อิ่ม
ถ้าคิดว่าจากนี้ไปจะเป็การเริ่มต้นใหม่ของจริงก็คงไม่แปลกที่จะเป็แบบนี้
ผมมีเวลาเตรียมตัวหนึ่งเดือนนับั้แ่ย้อนเวลากลับมา
เป้าหมายของผมคือการเปลี่ยน่วัยรุ่นที่จบลงอย่างหมองหม่นให้กลายเป็สีรุ้งเจิดจรัส
จากวันนี้ไปถึงเวลาเอาจริงแล้ว ผมจะเริ่มใช้ชีวิต่วัยรุ่นอีกครั้ง
ผมไม่คิดว่าพระเ้าจะช่วยให้ผมสมความปรารถนาเป็ครั้งที่สอง และไม่คาดหวังด้วย ดังนั้นผมต้องพยายามอย่าให้ผิดพลาดอีก
ผะ ผมชักจะมวนท้องแล้วสิ…
…แย่ละ ตื่นเต้นสุดๆ เราก็เตรียมตัวมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้วนี่นา ทำใจร่มๆ เข้าไว้
ตอนนี่เพิ่งจะหกโมงเช้า แต่ดูท่าผมคงหลับต่อไม่ลง ออกไปวิ่งดีไหมนะ
ผมเปลี่ยนเป็ชุดที่เหมาะสำหรับออกกำลังกายแล้วออกจากบ้าน
ท้องฟ้าสีครามสดใสแผ่กว้าง สายลมสงบนิ่งของฤดูใบไม้ผลิพาให้จิตใจปลอดโปร่ง
ผมอบอุ่นร่างกายเบาๆ แล้วเริ่มออกวิ่ง
ทีแรกตั้งใจว่าจะวิ่งรอบบ้านแค่ไม่กี่รอบ แต่ตอนนี้กลับเพิ่มระยะทางมาไกลพอสมควร
วันนี้เป็วันปฐมนิเทศ แน่นอนว่าผมต้องหาทางลดความประหม่า แต่ต่อให้ผมวิ่งออกมาไกลกว่าที่ตั้งใจไว้ตอนแรกเป็สิบเท่าก็น่าจะยังมีเวลาเหลือพออยู่
ผมวิ่งพลางฟังเพลงใหม่ของวงที่กำลังจะเป็ที่นิยมจากหูฟัง
บ้านผมตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยเงียบสงบ ไม่ค่อยมีทั้งรถและคนสัญจรไปมา อาจเพราะยังเช้าเกินไปด้วยละมั้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นับว่าเหมาะแก่การวิ่ง
ผมวิ่งรอบหมู่บ้านครบหนึ่งรอบ แวะที่สวนสาธารณะแถวบ้านสักพัก ส่วนหนึ่งก็เพราะผมอยากพักพอดี แต่ที่สำคัญกว่านั้น— ดอกซากุระที่บานสะพรั่งราวกับโอบล้อมสวนสาธารณะเอาไว้มันงดงามมากไงล่ะ
ที่นี่คือสถานที่ลับ มีแต่คนละแวกนี้เท่านั้นที่รู้จัก
"...นัตสึกิ?"
ขณะที่กำลังชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความงดงามก็มีคนเรียกชื่อผมอยู่ข้างหลัง
ครั้นหันหลังไปก็เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือเด็กหญิงผมดำหน้าตาน่ารัก เป็ใบหน้าที่ผมคุ้นเคยมานานแล้ว
"...มิโอริเหรอ ไม่ได้เจอกันั้แ่พิธีจบเลยนะ"
โมโตมิยะ มิโอริ
ผมเคยเรียนม.ต้นที่เดียวกับเธอ… นอกจากนี้ ไม่ว่าจะประถมหรืออนุบาลก็เรียนที่เดียวกับเธอ
จะเรียกว่าเป็เพื่อนสมัยเด็กของผมก็ได้
แต่ว่าบ้านไม่ได้อยู่ติดกัน หรือครอบครัวคบหาสมาคมอะไรกันหรอก
ถ้าหากผมมีเพื่อนสมัยเด็กเหมือนในอนิเมะละก็ ่วัยรุ่นของผมคงไม่เหี่ยวเฉาแบบนั้น
ผมกับมิโอริสนิทกันั้แ่อนุบาลจนถึงประถม แต่พอขึ้นม.ต้นก็ห่างเหินกันไป และนับั้แ่เข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ไม่รู้อีกเลยว่าเธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ความสัมพันธ์ของเราก็ทำนองนี้แหละ
“เอ๊ะ นายดูเปลี่ยนไป…เยอะเลยนะเนี่ย?”
มิโอริเอามือขยี้ตาแล้วจ้องผมเขม็ง
“ดูๆ ไปแล้วก็ยังเหมือนเดิมแหละน่า”
