ตอนที่ 8 พลานุภาพน้ำหมึก
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมรอบกายของรุ่ยเอ๋อร์นั้นไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมหาสมุทรของน้ำหมึกที่กำลังเดือดพล่าน นางรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ แล้วหลอมรวมใหม่ด้วยเส้นอักษรนับหมื่นแสนที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเื ทุกบทกวีที่นางเคยท่องจำ ทุกอักขระที่พ่อเคยสอน บัดนี้พวกมันมีชีวิต พวกมันกระซิบกระซาบและกัดกินิญญาของนางเพื่อแลกกับพลังบางอย่างที่เหนือคำบรรยาย
"เ้ายังไม่อาจตายได้ รุ่ยเอ๋อร์ กระดาษแผ่นนี้ยังเขียนไม่จบ"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นของมู่เยว่ดังขึ้นข้างหู ราวกับจะดึงนางขึ้นจากขุมนรกน้ำหมึก รุ่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่นางััได้คือกลิ่นหอมของไม้กฤษณาที่เข้มข้นกว่าเดิม และความรู้สึกเย็นเยียบของเตียงหยกที่นางนอนอยู่ แสงจันทร์รำไรส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆา ตกกระทบลงบนใบหน้าซูบผอมที่บัดนี้ดูผุดผ่องอย่างประหลาด ราวกับผิวพรรณถูกเคลือบไว้ด้วยน้ำมุกที่ใสกระจ่าง
นางพยายามจะลุกขึ้น แต่ความเ็ปที่ท้องทำให้ต้องนิ่วหน้า
"ที่นี่! ที่ไหน?"
"จวนลับของข้า" มู่เยว่นั่งอยู่ข้างเตียง ในมือของเขามีถ้วยยาที่ส่งควันกรุ่น
"เ้าช่างใจกล้าจนน่ากลัว รุ่ยเอ๋อร์ ดื่มหมึกโลหิตัเข้าไปสดๆ เช่นนั้น หากไม่ใช่เพราะสายเืของ ตระกูลจารึกที่หลบซ่อนอยู่ในตัวเ้า ป่านนี้เ้าคงกลายเป็เพียงกองเืสีดำไปแล้ว"
รุ่ยเอ๋อร์ชะงักไป คำว่าตระกูลจารึก กระแทกใจนางอย่างแรง
"ท่านพูดเื่อะไร? ตระกูลจารึกคือสิ่งใด?"
มู่เยว่วางถ้วยยาลง ดวงตาของเขาจ้องมองนางอย่างล้ำลึกดุจมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง "เหยาซูหลิน พ่อของเ้า! เขาไม่ได้เป็แค่บัณฑิตที่ถูกใส่ร้าย แต่เขาคือผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูลที่สามารถจารึกดวงชะตาลงบนแผ่นดินได้ นั่นคือเหตุผลที่ตระกูลเหยาสายหลัก้ากำจัดเขา และนั่นคือเหตุผลที่หมึกโลหิตัเลือกเ้า"
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"เืในกายของเ้าบัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็สื่อกลางระหว่างโลกความจริงและโลกอักษร ทุกหยดที่ไหลเวียนคือพลังอำนาจที่คนทั้งแผ่นดินถวิลหา แต่มันก็นำมาซึ่งความพินาศหากเ้าควบคุมมันไม่ได้"
รุ่ยเอ๋อร์มองมือตนเองที่ดูซีดขาวกว่าปกติ แต่นางกลับมองเห็น เส้นพลังสีทองรำไรที่ไหลเวียนอยู่ใต้ิัแทนที่จะเป็เส้นเืสีน้ำเงิน
“ข้าััได้! ทุกอย่างรอบตัวข้า บัดนี้ดูเหมือนจะกลายเป็อักษรไปหมด”
เสียงของนางแ่เบา แต่สั่นสะท้านราวผู้เพิ่งตื่นจากความฝันที่มิอาจย้อนคืน
รุ่ยเอ๋อร์มองไปยังแจกันดอกไม้ตรงมุมห้อง เดิมทีเป็เพียงกิ่งเหมยที่กำลังโรยรา กลีบสีซีดเอนไหวตามแรงลม ทว่าภาพในสายตาของนางกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
พื้นผิวของแจกันมิใช่ดินเผาอีกต่อไป หากเป็สายอักษรเล็กละเอียดนับพันนับหมื่นตัว ไหลเคลื่อนไหวลงมาตามแนวโค้งของมันราวสายน้ำหมึกที่ไม่มีวันหยุดยั้ง ตัวอักษรเ่าั้มิได้หยุดนิ่ง หากเรียงร้อย ซ้อนทับ และแตกตัวใหม่อยู่ตลอดเวลา คล้ายม่านฝนแห่งตัวหนังสือที่โปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า
กิ่งเหมยที่เคยเป็เส้นสีน้ำตาล บัดนี้กลับประกอบขึ้นจากคำว่า “ผุพัง” “ผ่านพ้น” และ “โรยรา” ที่เรียงต่อกันเป็โครงร่างของกิ่งไม้ กลีบดอกสีซีดแต่ละกลีบแตกกระจายเป็พยัญชนะสีขาวหม่น ก่อนจะรวมตัวกันใหม่เป็คำว่า “ร่วงโรย” ลอยเด่นอยู่เหนือมัน ราวคำตัดสินของโชคชะตาที่สลักไว้แล้ว
ตัวอักษรทั้งหมดมิได้ลอยกระจัดกระจาย หากเคลื่อนไหวเป็ระเบียบ มีจังหวะ มีทิศทาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ต่อหน้าต่อตา เส้นสายของโต๊ะ เก้าอี้ ผนัง และม่าน ล้วนแตกตัวออกเป็อักขระโปร่งแสง ไหลลงมาจากเบื้องบนไม่สิ้นสุด ดุจสายฝนสีดำที่พรั่งพรูจากท้องฟ้าแห่งความจริงอีกชั้นหนึ่ง
สายตาของรุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้ว
นางมิได้มองเห็นแต่เพียงสิ่งของเพียงอย่างเดียว อีกต่อไป
แต่มองเห็น ความหมาย ที่รองรับอยู่เื้ัรูปทรงเ่าั้
โลกในสายตาของนางจึงมิใช่โลกของรูปและสี หากเป็โลกของถ้อยคำและชะตากรรม ทุกสรรพสิ่งล้วนมีอักษรของตนเองกำกับไว้ คำว่า แตกดับ ซ่อนอยู่ในเปลวเทียน คำว่า เสื่อมสูญ แทรกอยู่ในรอยร้าวผนัง คำว่า ลวง เลื้อยผ่านเงาของตนบนพื้น
และเมื่อกระพริบตาอีกครั้ง นางก็เห็นว่าแม้แต่ลมหายใจของตน
ก็แตกตัวเป็ตัวอักษรเล็กจ้อย ลอยหายไปในอากาศ
ความเปลี่ยนแปลงนั้นมิได้อยู่ภายนอก
หากอยู่ในดวงตาของนางเอง
นับแต่วินาทีนั้น โลกที่รุ่ยเอ๋อร์รู้จักก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"นั่นคือผลข้างเคียง" มู่เยว่ก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมของเขากลบกลิ่นยา
"ตอนนี้เืในกายเ้าคือหมึกชั้นเลิศ และดวงตาของเ้าคือพู่กันที่มองทะลุกลลวงได้ แต่อย่าได้ลำพองไป รุ่ยเอ๋อร์ พลังนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งเ้าใช้มันมากเท่าไหร่ จิติญญาของเ้าจะยิ่งถูกหมึกกัดกินจนกลายเป็เพียงภาพวาดที่ไร้ชีวิต"
"ข้ายอมจ่าย" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาของนางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"ขอเพียงแค่ได้ล้างแค้น และพาน้องชายข้ากลับมา ต่อให้ต้องกลายเป็ปีศาจน้ำหมึกข้าก็ไม่เสียใจ"
มู่เยว่กระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็ยิ้มที่ดูทั้งชื่นชมและสมเพชในคราเดียวกัน
"ดี! เช่นนั้นก็เตรียมตัวเสีย คืนนี้การประชันบทกวีต่อหน้าพระพักตร์จะเริ่มขึ้น ข้าจะส่งเ้ากลับเข้าวังในฐานะผู้ที่ฟื้นจากความตาย ไปประทับรอยหมึกที่ไม่มีวันลบเลือนลงบนแผ่นดินนี้"
บรรยากาศ ณ หอตำราหลวงในค่ำคืนนี้ช่างโอ่อ่าและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงเทียนนับพันเล่มส่องสว่างจนตำหนักดูเหมือนสร้างจากทองคำแท้ ควันกำยานกฤษณาอวนรอบเสาัห้าเล็บที่ตั้งตระหง่าน องค์ฮ่องเต้จิ่งตี้ประทับอยู่บนบัลลังก์ัด้วยท่าทางน่าเกรงขาม เบื้องล่างคือเหล่าพระสนมที่แต่งกายประชันโฉมอย่างไม่มีใครยอมใคร และเหล่าถงหนี่ที่ยืนเรียงรายด้วยความประหม่า
เหยาเจินเจินยืนอยู่แถวหน้าสุด นางในชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวดูขวัญเสียและกระวนกระวาย สายตาคอยกวาดมองหาใครบางคนด้วยความหวังอันริบหรี่
"นางมาแล้ว!" เสียงกระซิบจากสาวใช้ข้างกายทำให้เจินเจินสะดุ้งสุดตัว
รุ่ยเอ๋อร์เดินเข้ามาในตำหนักอย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางสายตาแปลกใจของผู้คน นางอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนที่เรียบง่ายที่สุด แต่กลับดูสูงส่งอย่างประหลาด ผิวพรรณของนางผุดผ่องดุจหยกมันแพะ และดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับประกายแสงเร้นลับที่ทำให้ผู้ที่สบตาต้องรู้สึกยำเกรง
"เ้า! เ้ายังไม่ตาย!" เจินเจินกระซิบเสียงสั่นจนฟันกระทบกัน
"บ่าวเพียงไปรับยาต้มจากกรมหมอหลวงมาเ้าค่ะคุณหนู" รุ่ยเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบพลางเข้าประจำที่ด้านหลังเจินเจิน ท่วงท่าของนางนิ่งดุจขุนเขา ไม่ไหวเอนตามกระแสลมแห่งความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง
พระสนมเอกเต๋อเฟยที่ประทับอยู่ข้างฮ่องเต้หรี่ตาลง ความประหลาดใจพาดผ่านใบหน้าเพียงชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอาบยาพิษ
"ฝ่าา วันนี้เหล่าถงหนี่ล้วนเพียบพร้อม โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่สกุลเหยาผู้นี้ ที่มีคำล่ำลือว่าลายมือของนางสามารถเรียกัจากน้ำหมึกได้ ข้าล่ะอยากเห็นนักว่าวันนี้จะสร้างปาฏิหาริย์ใดอีก"
ฮ่องเต้จิ่งตี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"งั้นหรือ? โจทย์ในวันนี้คือ ปณิธานแห่งแผ่นดิน ใครที่เขียนได้จับใจข้าที่สุด ข้าจะมีรางวัลใหญ่มอบให้"
นี่คือโจทย์ที่กว้างและยากที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่เื่การเขียนอักษรให้สวย แต่ต้องแสดงถึงวิสัยทัศน์และการเมืองที่ลึกซึ้ง ผู้เขียนต้องมีความเข้าใจในรากฐานของการปกครองอย่างแท้จริง
"เตรียมเครื่องเขียน!" เสียงขันทีประกาศก้อง
บ่าวรับใช้ยกโต๊ะเขียนหนังสือออกมา แต่อารามที่รุ่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะของเจินเจิน นางก็ััได้ถึงกลิ่นเหม็นไหม้จางๆ ที่มาจากแท่นฝนหมึกและกระดาษ ดวงตา พู่กันเทพ ของนางมองเห็นอักษรคำว่าพินาศ และ กับดัก ลอยเด่นออกมาจากพื้นผิวกระดาษที่ดูเหมือนปกติ
กลลวงที่แยบยลนัก รุ่ยเอ๋อร์คิดในใจ พระสนมเอกเต๋อเฟยสั่งให้คนฉาบ น้ำมันกะลา ล่องหนไว้บนกระดาษและผสม ผงสลายหมึกไว้ในน้ำหมึก หากใครเขียนลงไป หมึกจะกระจายตัวเป็วงกว้างเหมือนคราบน้ำมันและกัดกระดาษจนขาดในเวลาไม่กี่อึดใจ เป็การทำลายชื่อเสียงต่อหน้าพระพักตร์ที่โเี้ที่สุด
"เขียนสิเหยาเจินเจิน เ้ามัวรออะไรอยู่?" เต๋อเฟยกระตุ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่บาดหู
เจินเจินหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา แต่นางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าพู่กันในมือนางถูกตัดขนจนแหว่งราวกับถูกหนูกัด
"คุณหนู ส่งพู่กันมาให้บ่าวฝนหมึกเพิ่มเถอะเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบ
นางรับพู่กันมา แล้วแสร้งทำเป็ตรวจสอบน้ำหนัก แต่ในจังหวะนั้นเอง รุ่ยเอ๋อร์กลับใช้เล็บจิกที่ปลายนิ้วกลางของตนเองจนเืสีแดงเข้มขลิบดำไหลซึมออกมา นางใช้เืของตนเองที่เป็หมึกโลหิตั ป้ายลงบนขนพู่กันที่แหว่งอย่างแเี ทันใดนั้น ขนพู่กันที่เคยแหว่งกลับงอกยาวออกมาและรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นด้วยพลังวิเศษ
"เริ่มได้เ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์ส่งพู่กันคืน
เจินเจินเริ่มลงมือเขียนโดยมีรุ่ยเอ๋อร์คอยสะกิดจุดชีพจรบังคับหุ่น ทว่าคราวนี้ต่างออกไป รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้เพียงแค่บังคับทิศทาง แต่นางส่งพลังงานจาก เืในกายตนเองผ่านปลายนิ้วเข้าสู่พู่กันโดยตรง เมื่อปลายพู่กันัักระดาษที่ถูกฉาบด้วยน้ำมันกะลา แทนที่หมึกจะกระจายออก แต่มันกลับกัดกินน้ำมันและผงสลายหมึกเ่าั้จนสิ้นซาก เส้นอักษรที่ปรากฏออกมานั้นเป็สีดำเข้มขลิบแดง ดูราวกับทำจากเหล็กกล้าที่หลอมละลายและมีความหนาแน่นจนดูเหมือนจะนูนขึ้นมาจากกระดาษ
'ฟ้าดินไร้ปรานี ปกครองด้วยธรรม'
ตัวอักษรแต่ละตัวดูเหมือนจะลอยขึ้นมาจากกระดาษจริงๆ ฮ่องเต้จิ่งตี้ถึงกับลุกขึ้นยืนจากพระที่นั่ง ทรงก้าวลงมาดูด้วยพระองค์เองด้วยความตื่นเต้น
"นี่มัน! ลายมือระดับนี้ แม้แต่ปรมาจารย์หวังในตำนานยังเทียบมิได้!" ฮ่องเต้ตรัสด้วยความทึ่ง "และหมึกนี่! ทำไมมันถึงได้ดูทรงพลัง มีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้ ข้ามองเห็นทั้งูเาและสายน้ำอยู่ในตัวอักษรเหล่านี้!"
พระสนมเอกเต๋อเฟยหน้าซีดเผือด นางหันไปมองนางกำนัลคนสนิทด้วยสายตาคาดโทษที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
"เป็ไปไม่ได้! กระดาษนั่น! หมึกนั่น!"
"พระสนมเอกทรงมีอะไรจะชี้แนะหรือเ้าคะ?" รุ่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตาเต๋อเฟยตรงๆ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความท้าทายที่ปิดไม่มิด
"ข้า! ข้าเพียงแต่คิดว่าลายมือนี้ช่างโดดเด่นจนน่าเกรงขามนัก" เต๋อเฟยพยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมบทกวี ทันใดนั้นขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง เสนาบดีซุน ซึ่งเป็พี่ชายร่วมสาบานของเต๋อเฟย ก็ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ทูลฝ่าา! กระหม่อมเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติ ลายมือสตรีจะแข็งแกร่งและมีกลิ่นอายกดดันเช่นนี้ได้อย่างไร? อีกทั้งกลิ่นหมึกนี่! ช่างเหมือนกับกลิ่นของ วิชาอาคมต้องห้าม ที่เคยระบาดในอดีต กระหม่อมเกรงว่าสกุลเหยาจะใช้เล่ห์กลมนต์ดำเพื่อหลอกลวงเบื้องสูงและครอบงำพระทัยฝ่าา!"
นี่คือแผนซ้อนแผนที่เต๋อเฟยเตรียมไว้ หากทำลายลายมือไม่ได้ ก็จะใช้ข้อหา มนต์ดำ มากำจัดทั้งตระกูลให้สิ้นซาก!
"มนต์ดำงั้นหรือ?" ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
"เสนาบดีซุน เ้ามีหลักฐานอะไร?"
"กระหม่อมขอให้มีการล้างอักษรพะยะค่ะ หากเป็หมึกบริสุทธิ์ เมื่อโดน น้ำส้มควันไม้ล้าง อักษรจะยังคงอยู่และไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากเป็อาคม อักษรจะกลายเป็ควันพิษและกัดกินกระดาษจนมอดไหม้!" เต๋อเฟยเสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
รุ่ยเอ๋อร์ใจเต้นรัว น้ำส้มควันไม้มีฤทธิ์เป็กรดรุนแรงและเป็ของแสลงต่อวิชาของตระกูลจารึก มันจะทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับหมึกโลหิตัในกายของนางหรือไม่? นางมองไปที่มู่เยว่ที่ยืนอยู่ในเงามืดหลังเสาหิน เขามองนางด้วยสายตาที่เรียบเฉยราวกำลังรอคอยดูการเอาตัวรอดครั้งสุดท้าย
"ได้! ล้างอักษรพิสูจน์ความจริง!" ฮ่องเต้สั่งการด้วยความอยากรู้
น้ำส้มควันไม้ขวดใหญ่ถูกราดลงบนกระดาษที่เจินเจินเพิ่งเขียนเสร็จ กลิ่นฉุนรุนแรงฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เจินเจินตัวสั่นงันงกแทบจะทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้าง!
ตัวอักษรสีดำขลิบแดงไม่เพียงไม่หายไป แต่มันกลับดูดซับน้ำส้มควันไม้เข้าไปจนกระดาษกลับมาแห้งสนิทภายในเวลาไม่กี่วินาที และตัวอักษรเ่าั้กลับเปล่งแสงสีทองสว่างจ้าจนตำหนักทั้งหลังดูสว่างไสวดุจยามกลางวัน
"ปาฏิหาริย์! นี่คือปาฏิหาริย์จาก์ที่แท้จริง!" เหล่าขุนนางและนางกำนัลเริ่มคุกเข่าลงด้วยความตกตะลึง
ฮ่องเต้จิ่งตี้ทรงพระสรวลออกมาเสียงดังด้วยความสำราญพระทัย
"ดี! ดียิ่งนัก! เหยาเจินเจิน เ้าไม่เพียงแต่มีความสามารถ แต่เ้ายังได้รับพรจาก์ ข้ามอบตำแหน่ง เหม่ยเหรินให้เ้าเดี๋ยวนี้ และให้เข้าถวายตัวในคืนนี้เลย!"
เจินเจินดีใจจนเกือบลืมกิริยา นางรีบขอบพระทัยด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่นางกลับไม่รู้เลยว่าหายนะที่แท้จริงกำลังรออยู่ เพราะการถวายตัวคืนแรกคือ่เวลาที่นางต้องแสดงความสามารถด้วยตัวเองโดยไม่มีรุ่ยเอ๋อร์คอยบังคับอยู่ข้างหลัง
พระสนมเอกเต๋อเฟยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเืซิบ นางมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เคียดแค้นและหวาดระแวง
"นังเด็กรับใช้! ข้าจะกระชากหน้ากากของเ้าออกมาให้ได้ ไม่ว่าเ้าจะเป็ใครก็ตาม"
หลังเสร็จสิ้นพิธีที่แสนจะตึงเครียด รุ่ยเอ๋อร์เดินกลับไปยังเรือนพักด้วยความอ่อนเพลียที่หนักอึ้ง ร่างกายของนางเริ่มประท้วง ความร้อนจากหมึกโลหิตัที่ทำปฏิกิริยากับน้ำส้มควันไม้เมื่อครู่กำลังแผดเผาเส้นชีพจรจากภายในราวกับไฟประลัยกัลป์
"อั่ก!" นางทรุดลงข้างสระบัวและกระอักเืออกมา คราวนี้เืเป็สีดำสนิทและมีกลิ่นหอมของไม้กฤษณาแรงจนน่ากลัว
"ข้าบอกแล้วว่ามันมีราคาที่ต้องจ่าย" มู่เยว่ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดราวกับิญญา เขาประคองร่างที่อ่อนแรงของนางไว้
"เ้าใช้พลังชีวิตแลกกับการเปลี่ยนน้ำส้มควันไม้ให้เป็พลังอักษร เ้ามันบ้าไปแล้ว รุ่ยเอ๋อร์"
"ข้าไม่ได้ทำเพื่อใคร! ข้าเพียงแต่ทำให้เธอกลายเป็เหยื่อ ที่ดูน่าอร่อยขึ้นสำหรับเต๋อเฟย" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบพลางหอบหายใจ
"ตอนนี้สายตาของคนทั้งวังจะพุ่งเป้าไปที่ความงามและความลับของเหยาเจินเจิน ส่วนข้า! จะได้ใช้เงามืดนี้ตามหาอาอัน"
"เ้าช่างเืเย็นจนข้าขนลุก" มู่เยว่ใช้ผ้าไหมเช็ดเืที่มุมปากให้นางอย่างแ่เบา "แต่อาอันที่เ้าตามหา! บัดนี้เขาไม่ได้ชื่ออาอันอีกต่อไปแล้ว เขาไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงคำสั่งปัจจุบันเท่านั้น"
เขายื่นม้วนกระดาษแผ่นเล็กให้นาง
"คืนนี้เขาจะทำหน้าที่เป็องครักษ์เงาเฝ้าหน้าห้องบรรทมของพี่สาวเ้า หากเ้าอยากเห็นเขา! จงไปที่นั่น แต่จงระวังให้ดี หากเขาสบตาเ้าและพบความผิดปกติ เขาจะฆ่าเ้าได้ทันทีโดยไม่ลังเล แม้ว่าเ้าจะเป็พี่สาวเขาก็ตาม"
รุ่ยเอ๋อร์กำกระดาษแน่นจนยับย่น
"เขา! จำข้าไม่ได้จริงๆ งั้นหรือ หมายความว่ายังไง?"
"เขาถูกล้างสมองด้วยวิชา หมึกลบเลือนของวังหลวง" มู่เยว่เอ่ยเสียงเรียบ
"ตอนนี้เขามีชีวิตอยู่เพื่อคำสั่งฆ่าเท่านั้น หัวใจของเขาตายไปพร้อมกับความทรงจำแล้ว"
รุ่ยเอ๋อร์หลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นและกลายเป็จุดสีดำที่ซึมลึกลงในหิน
"เต๋อเฟย! สกุลเหยา! พวกเ้าทำลายครอบครัวข้าไม่พอ ยังทำลายจิติญญาของน้องชายข้าอีกหรือ ความแค้นนี้ข้าจะจารึกไว้ด้วยเืของพวกเ้าทุกคน"
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะแทบแตกสลายร้าวรานไปทุกส่วน แต่ดวงตาของนางกลับวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งการทำลายล้างที่ไม่มีวันมอดดับ
"มู่เยว่! ช่วยข้าอีกเื่หนึ่ง!"
"ว่ามาสิ ข้าฟังอยู่"
"ข้า้าเข้าถึงหอจดหมายเหตุลับ ของราชวงศ์ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่เื้ัการใส่ร้ายท่านพ่อข้าที่แท้จริง เพราะข้าเริ่มสงสัยแล้วว่า เื่นี้ไม่ใช่แค่เื่การโกงข้อสอบธรรมดา แต่น้ำหมึกของข้ามันบอกว่ามันเกี่ยวพันถึงอำนาจที่ลึกซึ้งกว่านั้น"
มู่เยว่มองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและห่วงใย
"ทางนั้นอันตรายนัก มีค่ายกลอักษรสังหารนับร้อย แต่ถ้าเ้าอยากไป ข้าจะเปิดทางให้ แต่เ้าต้องสัญญากับข้าอย่างหนึ่ง"
"สัญญาอะไร?"
"หากวันหนึ่งเ้าต้องเลือกระหว่างความแค้นที่ฝังลึก กับชีวิตที่เหลืออยู่ของน้องชาย เ้าต้องเลือกข้า"
รุ่ยเอ๋อร์ชะงักไป
"หมายความว่าอย่างไร? ทำไมต้องเลือกท่าน?"
มู่เยว่มิได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงส่งยิ้มบางเบาที่ไม่อาจอ่านความหมายได้ รอยยิ้มนั้นคล้ายจะอบอุ่น หากกลับเยียบเย็นในคราวเดียวกัน ก่อนร่างสูงจะค่อย ๆ เลือนหายไปในม่านหมอกยามค่ำคืน ประหนึ่งไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
สายลมหนาวพัดผ่านชายแขนเสื้อ รุ่ยเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ ใจหนึ่งยังติดอยู่กับเงาร่างที่เพิ่งจางหาย อีกใจหนึ่งกลับถูกความกังวลบีบรัดแน่น
ตกลงแล้ว! น้องชายของนางถูกผู้ใดจับตัวไปกันแน่?
คำตอบยิ่งคิดยิ่งพร่าเลือน ท่ามกลางความมืดและหมอกหนา ทุกเงาดูคล้ายผู้ต้องสงสัย ทุกเสียงลมพัดฟังคล้ายเสียงฝีเท้า นางเผลอกำมือแน่นจนปลายเล็บจิกฝ่ามือ
เด็กคนนั้น! เวลานี้จะอยู่ที่ใดกันเล่า
อยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บเพียงลำพังหรือไม่
มีผู้ใดให้ที่พักพิง หรือถูกทอดทิ้งไว้ในเงามืดของโลกอันโหดร้าย
หมอกยามราตรีมิได้ปกคลุมเพียงผืนดิน หากยังแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจของนาง ทำให้ทุกสิ่งดูเลือนราง ไร้ทิศทาง
และรอยยิ้มของมู่เยว่! ยิ่งคิด ก็ยิ่งน่าหวั่นเกรง
