บทที่ 125 ญาติมิตร
ครั้งนี้เซินหยวนชิงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังแล้ว เขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับตระกูลลู่โดยตรงแล้ว ทั้งยังไม่คิดที่เปิดเผยตัวเองอีก เพียงคำพูดเพียงไม่กี่คำเมื่อครู่นี้ มันยิ่งทำให้ตระกูลลู่เหลือกำลังอย่างแน่นอน
แม้ว่าตอนนี้เขาหนิงชุยเฟิงจะรักษาตำแหน่งของตนให้มั่นคงไว้ได้ แต่เพราะการเติบโตและการผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ของตระกูลลู่ ย่อมทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ แน่นอนว่ารายได้ก็ลดลงถึงมากกว่าห้าขั้นได้ ดังนั้นทุกคนในทุกระดับชั้นของเขาหนิงชุยเฟิงจึงเกลียดตระกูลลู่กันเข้ากระดูกดำ หากมีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะโจมตีตระกูลลู่ได้ ทางเขาหนิงชุยเฟิงย่อมไม่มีทางปล่อยไปแน่
เมื่อทุกคนได้ฟังที่ลู่ไท่ชังพูดมา ต่างก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนขึ้น และกล่าวคำอำลาเพื่อกลับไปวางแผนการจัดซื้อพร้อมทั้งจัดการเื่นำของมาแลกเปลี่ยน หากสามารถคิดหาวิธีที่สามารถซื้อยาอายุวัฒนะมาได้จะเป็การดีที่สุด วิธีการที่รุนแรงกว่านี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อหมดหนทางแล้วจริงๆ เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังต้องระมัดระวังเป็อย่างยิ่งอีกด้วย เพราะหากทิ้งเบาะแสอะไรไว้ สุดท้ายแล้วย่อมถูกคนจับได้ อีกทั้งยังอ้างความยุติธรรมกลับมาโจมตีเป็กลุ่มได้อีกด้วย!
หลังจากที่ลู่ไท่ชังแจกแจงเื่การขายยาอย่างชัดเจนแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันกลับไปทันที บ้างก็กลับไปเตรียมสมบัติเพื่อมาแข่งขันประมูลที่นี่ บ้างก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่มีความหวังเสียแล้ว บ้างก็ไปคิดหาวิธีการอื่น ทำให้เพียงพริบตาเดียว ในห้องโถงก็ว่างเปล่าทันที
แต่เมื่อมีคนเพิ่งไป ทางอีกด้านก็มีคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงเช่นกัน มันเป็เื่ปกติอยู่แล้วที่ลู่ไท่ชังจะไม่ไปต้อนรับพวกเขาทีละคน เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่ยากที่จะรับมือด้วยที่สุดจากไปแล้ว จึงไม่หันมาสนใจพวกคนที่ยังไม่จากไปพวกนี้อีก แต่เลือกที่จะกลับไปที่ห้องสงบจิตของตัวเองทันที โดยฝากเื่ที่เหลือไว้ให้กับลู่เหว่ยจุน และผู้เฒ่าท่านอื่นๆ เป็ผู้จัดการเื่นี้แทน
ผู้ที่ยังเหลืออยู่มีไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็ตระกูลเซี่ย ตระกูลอวิ๋น หนึ่งในตระกูลใหญ่ สำนักเทียนเต๋าของสี่สำนักใหญ่ และอีกสองคนจากตำหนักมหาเทพ รวมกันแล้วก็มีไม่ถึงสิบคน
คนพวกนี้อันที่จริงต่างก็ไม่ได้มีธุระอะไรแล้ว ที่ยังคงอยู่เพียงเพราะ้าสานสัมพันธ์กับตระกูลลู่ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น มีหลายคนที่ให้ความสนใจแต่กับยาชิง์ที่ตระกูลลู่หลอมออกมาที่สามารถยืดอายุขัยได้สามร้อยปีเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ไม่สนใจสิ่งนี้เลย เพราะยาเม็ดชิง์นี้เป็ยาอายุวัฒนะขั้นสี่ หากตามมาตรฐานของคนปรุงโอสถในเทียนตู คนใดที่สามารถสกัดยาอายุวัฒนะขั้นสี่ออกมาได้ ย่อมแสดงว่าต้องเป็คนปรุงโอสถขั้นสี่แล้ว ทว่าตอนนี้ตระกูลลู่มีผู้ที่ไม่เพียงแต่สามารถสกัดยาอายุวัฒนะขั้นสี่ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดึงดูดทัณฑ์โอสถ และคนปรุงโอสถขั้นสี่ที่มีเค้าว่า์จะยอมรับอยู่ด้วย นี่มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ
แต่ก็มีเื่ที่ตรวจสอบได้ง่ายๆ เช่นนี้ ตระกูลลู่ย่อมไม่มีทางคุยโวโอ้อวดแน่นอน และยาชิง์ที่จะนำออกมาวางขายอย่างน้อยหนึ่งเม็ดนั้น ย่อมไม่มีทางเป็ของปลอมแน่ ดังนั้นคนพวกนี้จึงรอจนกระทั่งคนอื่นๆ กลับไปกันแล้ว ถึงได้เริ่มเอ่ยปากพูดคุยกับลู่เหว่ยจุน และผู้เฒ่าทั้งหลายอย่างตรงไปตรงมา
คนพวกนี้มีคนไหนบ้างที่ไม่ฉลาดทันคน ลู่เหว่ยจุน และคนอื่นต่างก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากในการรับหน้ากับพวกเขา แต่พวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็ตัวแทนของกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็พลังยุทธ์หรือสถานะก็ล้วนแล้วแต่ละเลยไม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงพูดคุยกับคนพวกนี้อย่างอดทนเท่านั้น
ลู่เหว่ยจุนเข้าใจจุดประสงค์ของพวกเขาทันทีหลังฟังจากคำพูดเพียงไม่กี่คำ ตอนนั้นเองที่เขาตระหนักได้ว่าลูกชายของเขาเป็คนปรุงโอสถขั้นสี่ไปแล้ว แม้ว่าจะหลอมยาอายุวัฒนะขั้นสี่เพียงเพียงชนิดเดียว ทว่าด้วยคุณสมบัติ และความเข้าใจในนิสัยของลูกชาย เื่อื่นยังจำเป็ที่ต้องเอ่ยถึงอีกหรือ?
ดังนั้นแม้เขาไม่ปริปากพูดอะไรเลย แต่ก็มีความอวดดีและความภาคภูมิใจฉายแวววาวขึ้นบนใบหน้า
แต่หลายคนที่เหลืออยู่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลย เพียงมองสีหน้าของประมุขตระกูลลู่ ก็ทำให้พวกเขาพอที่จะคาดเดาความจริงได้เหมือนกัน ในขณะที่ต่างก็ถอดใจกันไปไม่น้อย หากรู้ก่อนว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจากตระกูลลู่เก่งกาจถึงเพียงนี้ ก็น่าจะสานสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลลู่ไว้ก่อน และควรจะแนะนำลูกสาว หรือหลานสาวให้รู้จักสักคนก็ยังดี หากทำเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้รับผลประโยชน์มากมายเพียงใดในอนาคต!
ในขณะที่หลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆ ก็มีสตรีผู้หนึ่งที่อยู่ข้างนอกมาพร้อมกับเสียงร้องไห้ และไม่มีองครักษ์คนไหนเข้าไปขัดขวางเสียด้วย!
หลายคนที่อยู่ในห้องโถงอดไม่ได้ที่จะหันหน้ากลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงนี้ ลู่หงเซิ่งที่ได้เห็นยิ่งโกรธ และะโเสียงดังต่อว่าทันที “ผู้ใดไร้มารยาทได้เช่นนี้ กล้ามาก่อเื่ที่นี่? เร่งจับตัวคนผู้นั้นมาให้ข้า...”
“ท่านลุง ท่านจะใจร้ายเช่นนี้หรือ? ชีวิตของหนิงเอ๋อร์น่าสังเวชนัก…” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูยังไม่ทันเข้ามาขวางไว้ เสียงนี้ก็ดังเข้ามาแล้ว โชคดีที่คนที่มาดูเหมือนจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อต้อนรับแขก จึงเข้ามาถึงด้านนอกเท่านั้น และเลือกที่จะไม่เข้าไป
ลู่เหว่ยจุนตกตะลึง หนิงเอ๋อร์ นี่ไม่ใช่ หลานสาวของผู้เฒ่ารองหรือ? นางแต่งงานออกเรือนไปกับตระกูลจ้าวไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงกลับมาในเวลานี้? หรือว่าถูกตระกูลจ้าวกลั่นแกล้งอะไรมา?
ทันใดนั้นผู้เฒ่ารอง ลู่หงชางก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่นานก็กลับมาเรียบเฉยทันที และพูดด้วยความไม่พอใจว่า “ที่นี่มันที่ไหน มันใช่ที่ที่เ้าจะมาร้องไห้หรืออย่างไร มีเื่อะไรกลับไปค่อยพูดกัน!”
แต่สตรีที่อยู่นอกประตูกลับไม่ยอมที่จะออกไป แต่กลับเลือกที่จะะโเสียงดัง “หนิงเอ๋อร์มาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ ชีวิตคนสำคัญที่สุด!”
ใบหน้าลู่หงชางของบึ้งตึง เขาถอดใจและลุกขึ้นเดินออกจากห้องโถงทันที
ลู่เหว่ยจุนพูดกับผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งว่า “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนิงเอ๋อร์ที่ตระกูลจ้าว ถึงได้วิ่งกลับมาขอความช่วยเหลือเช่นนี้ ดูเหมือนว่าตระกูลจ้าวไม่เคยเห็นตระกูลลู่ของเราอยู่ในสายตา ที่เป็ถึงหนึ่งในเจ็ดตระกูลขุนนางใหญ่ในเทียนตูเหมือนกัน ตระกูลจ้าวทำเช่นนี้มันมากเกินไปจริงๆ!”
ที่เดินทางมาขอยาอายุวัฒนะในครั้งนี้ก็มีคนของตระกูลจ้าวด้วยเช่น แต่ตระกูลจ้าวตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเทียนตู ซึ่งอยู่ห่างจากตระกูลลู่ไกลที่สุด ทำให้เขาเตรียมตัวมาไม่พร้อมเท่าที่ควร ดังนั้นเวลานี้จึงได้รีบกลับไปเตรียมตัวแล้ว โชคดีที่ยาชิง์มีมูลค่าที่สูงไม่น้อย จึงใช่ว่าจะขายออกไปได้ใน่เวลาอันสั้นนี้
ลู่หงเซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น “เื่ราวมันไม่ได้เป็อย่างที่เ้าคิด ไม่กลับมาก่อนหรือกลับมาหลังจากนี้ แต่เลือกที่จะกลับมาใน่หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ไม่รู้ว่าหงชางจะจัดการกับแม่หนูผู้นี้ได้หรือไม่!”
ที่เขาพูดเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ลู่เหว่ยจุน แต่หลายคนที่อยู่ด้านล่างที่ยังไม่ได้ออกไป ก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างก็มีแสดงสีหน้าประหลาดใจ โดยเฉพาะตระกูลเซี่ยและตระกูลอวิ๋นที่ยิ่งรู้สึกเสียใจ เพราะหากรู้ว่าทำวิธีเช่นนี้ได้ด้วย พวกเขาจะแบกหน้ากันมาทำไม ให้คนของตระกูลลู่ที่แต่งเข้ามาเดินทางมาแทนเสียดีกว่า หรือระดมคนของตัวเองที่แต่งงานออกเรือนเข้ามาในตระกูลลู่ก็ได้ มันล้วนแล้วแต่เป็วิธีที่ไม่เลวเลยนะ!
หากเปรียบเทียบกันแล้ว สำนักเทียนเต๋า และตำหนักมหาเทพต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน แม้ว่าพวกเขาจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่เหล่านี้ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเืเลย ลูกศิษย์ที่แต่งงานนอกเรือนไป หากมีความสัมพันธ์ที่ดีก็พอมีบทบาทอยู่บ้าง หากความสัมพันธ์จืดชืด หรือจากสำนักไปนานแล้ว ต่อให้จะตกปากรับคำ ก็ใช่ว่าจะเก็บเื่นี้มาใส่ใจได้
ในขณะที่หลายคนกำลังคิดถึงเื่นี้ ด้านนอกก็มีอีกคนเข้ามาอีก ไม่ทันที่จะได้รับแจ้ง ก็มีเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งดังเข้ามา “ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องหงเซิ่ง วันนี้พี่ชายมาโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ทราบว่าเ้าจะต้อนรับหรือไม่?”
ลู่เหว่ยจุน และลู่หงเซิ่งสบตากัน พวกเขาต่างก็สังเกตเห็นเื่ราวไม่สู้ดีในสายตาของกันและกัน นี่มัน ‘คนจนอาศัยอยู่ในย่านใจกลางเมืองและถูกละเลย คนรวยอาศัยอยู่ในูเาและได้รับการยกย่องจากผู้อื่น’ จริงๆ เลย!
“อ่า ในเมื่อตระกูลลู่มีเื่ภายในตระกูลที่ต้องจัดการ พวกเราก็ไม่รบกวนแล้วเช่นกัน ขอตัวลากลับกันก่อน!” ขณะที่พูด ตระกูลใหญ่ และสำนักหลักหลายคนก็ใช้คำพูดหรือของขวัญเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นก่อนที่จะทยอยออกไป แม้แต่สองคนที่มาจากตำหนักมหาเทพก็ดูเหมือนจะกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ก็จากไปพร้อมกันเช่นเดียวกัน
ลู่หงเซิ่งได้ออกมาต้อนรับแล้วในเวลานี้ ผู้ที่มาคือสหายที่รู้จักกันขณะฝึกซ้อมและเดินทางอยู่ข้างนอก อีกทั้งยังได้ช่วยชีวิตของลู่หงเซิ่งมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะเหตุผลนี้เขาจึงจะทำเป็ไม่สนใจไยดีไม่ได้
ลู่เหว่ยจุนถึงกับปวดหัว เขาอดที่จะลูบขมับไม่ได้เลยทีเดียว ทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า อีกเดี๋ยวจะมีคนมาหาเขาหรือไม่ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็รีบดีดตัวลุกขึ้นทันที พร้อมทั้งเรียกองครักษ์ประจำตระกูลมาสั่งการไว้ “ไป ไปสั่งการนะว่าหากมีคนมาหาข้า บอกไปเลยว่าอาการาเ็ขอข้ากำเริบ ข้าเข้าจำศีลภาวนาแล้ว หากมีอะไรก็ว่ากันทีหลัง!”
องครักษ์ผู้นั้นถึงกับมึนงง ท่านประมุขก็ดีๆ อยู่่นี้ก็ไม่ได้ต่อสู้กับใคร แล้วอาการาเ็เดิมจะมากำเริบได้อย่างไร? แต่เขาที่อยู่ในฐานะผู้องครักษ์ผู้หนึ่งเท่านั้นจะมาถามคำถามเหล่านี้ก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงตอบรับและรีบออกคำสั่งไปทันที
ลู่เหว่ยจุนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เช่นนี้มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้คนที่เข้ามาตอนนี้ราวกับคนนอกได้ มันยากมากที่จะจัดการ เมื่อนึกถึงลู่อวี่ที่หลอมยาอายุวัฒนะออกมาให้แล้วก็เข้าจำศีลภาวนาเลย เขาโยนปัญหาที่น่าปวดหัวพวกนี้ให้ผู้อื่นจัดการ มันช่างอกตัญญูจริงๆ เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ลุกขึ้นและคิดตรงไปยังที่พักของลู่อวี่ทันที
ลู่เหว่ยจุนเพียงรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่มีทางโยนเื่เช่นนี้ให้ลูกชายสุดที่รักของเขาอยู่แล้ว เขาเพียงกลัดกลุ้มใจ และไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีเท่านั้น ดังนั้นจึงคิดที่จะไปบ่นให้ลู่อวี่ฟังเพียงเท่านั้น
เมื่อมาถึงที่พักของลู่อวี่ ก็เห็นเขากำลังนั่งสั่งสอนจีชิงรั่ว และลู่หนานอยู่ในศาลาอยู่!
“วันนี้เหตุใดท่านพ่อมีเวลามาถึงที่นี่เล่า?” ลู่อวี่เอ่ยถามอย่างสงสัย แม้เขาจะไม่สนใจสถานการณ์ภายนอกเป็พิเศษ แต่ก็รู้ว่าวันนี้ต้องยุ่งไม่น้อย แต่คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ลู่เหว่ยจุนจะโผล่มาถึงที่นี่ได้
ลู่หนานและจีชิงรั่วรีบลุกขึ้นทำความเคารพลู่เหว่ยจุนทันที หลังจากนั้นลู่อวี่ก็ให้แม่สาวน้อยทั้งสองคนออกไปกันก่อน ถึงได้เอ่ยปากถาม “ท่านพ่อมีเื่ลำบากใจอะไรหรือ?” เมื่อสังเกตเห็นลู่เหว่ยจุนขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่ามีเื่ที่ยากจะแก้ไขเกิดขึ้น
เมื่อถูกลู่อวี่เอ่ยปากถาม ลู่เหว่ยจุนก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี หลังจากนั้นสักพักถึงได้เอ่ยปากพูดออกมา “นี่เป็เพราะพวกเราคิดกันไม่รอบคอบ เ้าก็รู้ว่าตระกูลลู่ของเรากับตระกูลใหญ่ และสำนักหลักต่างก็เชื่อมสัมพันธ์กันด้วยการแต่งงาน แม้ว่านักพรตส่วนใหญ่ไม่เอ่ยถึงเื่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ แต่สำหรับตระกูลนักพรตของพวกเราแล้ว การสืบทอดต่อนั้นมาอันดับหนึ่ง สายเืคือการเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุด ไม่เพียงแต่ตระกูลลู่ของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดในเทียนตูด้วยเพื่อรักษาความยอดเยี่ยมทางสายเื มักจะเชื่อมสัมพันธ์กันด้วยการแต่งงาน”
ลู่อวี่เองก็ตกตะลึง ความหมายของคำพูดนี้ของผู้ให้กำเนิด หรือว่าจะหมั้นหมายให้ตัวเขาเองหรือเปล่า? นี่มันไม่สอดคล้องกับความคิดของลู่อวี่เลย ดังนั้นจึงรีบพูดขัดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ท่านพ่อ ลู่อวี่ยังไม่คิดถึงเื่นี้ในตอนนี้ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้!”
ลู่เหว่ยจุน จ้องหน้าลู่อวี่ด้วยความโกรธและพูดขึ้นว่า “อะไรที่ว่าไม่ให้ข้าเป็กังวล? ฮึ่ม ข้าไม่ได้พูดถึงเื่แต่งงานของเ้า แต่คือเื่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลลู่ของเราหลายปีมานี้กับเจ็ดตระกูลใหญ่ เพราะเื่แต่งงานออกเรือนและแต่งงานเข้าเรือนมา เลยทำให้มีญาติพี่น้องจำนวนไม่น้อย ตอนนี้คนเหล่านี้ได้รับมอบหมายจากตระกูลต่างๆ ให้มาขอยาอายุวัฒนะกับตระกูลลู่ของเรา ไม่ว่าจะปฏิเสธใครก็ตาม มันก็เป็เื่ที่ทำร้ายน้ำใจและไม่ให้เกียรติทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีสหายก่อนหน้านี้ด้วย คนพวกนี้ไม่ส่วนเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลลู่ของเรา มันยิ่งยากที่จะเอ่ยปากปฏิเสธนะสิ! ไม่เช่นนั้นข้าจะกลุ้มใจเช่นนี้หรืออย่างไร?”
ลู่อวี่ถึงกับมองตาค้าง จริงที่ชาติก่อนเขาถูกขนานนามว่าปรมาจารย์โอสถ แต่ไม่เคยมีญาติพี่น้องเลย ลูกศิษย์ไม่กี่คนก็เพียงเคารพยำเกรงเขา แต่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ยิ่งไม่รู้สึกถึงความรักในสายเือะไรเลย ไม่ว่าใครก็ตามที่มาหาเขาเพื่อขอน้ำยาอายุวัฒนะ ก็จะนำสมบัติประเภทต่างๆ มาให้เขาเลือก หรือหากมีปริมาณไม่เพียงพอ หรือมีคนมาขอเยอะ ก็จะยกให้คนที่ให้ราคาสูงสุด จะมีปัญหาให้กลุ้มใจอะไรอีกหรือ?
