ตอนที่ 7 การปะทะคารม
คำถามที่เรียบง่ายแต่แหลมคมดุจใบมีดโกนของ เฟิ่งอู่เหิน แขวนลอยอยู่ในอากาศที่ตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง
"เธอเป็ใครกันแน่?"
หลิงเว่ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำคู่หน้าอย่างไม่ลดละ แม้ว่าร่างกายของเธอจะใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที แข้งขาอ่อนแรงจนอยากจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่ศักดิ์ศรีแห่งอดีตราชินีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ยอมให้เธอแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าบุรุษแปลกหน้าผู้นี้
เธอไม่ใช่หลี่เสวี่ยหานเด็กสาวขี้โรคผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตาอีกต่อไป แต่เธอคือหลิงเว่ยเทพพยากรณ์ผู้เคยสั่นะเื์และพิภพด้วยปลายนิ้ว ผู้ซึ่งเคยอยู่บนจุดสูงสุดของโลกบำเพ็ญเพียร แม้บัดนี้จะอยู่ในร่างมนุษย์ที่อ่อนแอ แต่ิญญาของเธอก็ยังคงหยิ่งทะนงดุจพญาหงส์ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ั
ยิ่งไปกว่านั้น าแลึกในจิติญญาจากการถูกทรยศหักหลังได้สร้างกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายขึ้นในใจเธอ ััจากมือแกร่งที่บีบรัดข้อมือเธออย่างถือวิสาสะนี้ ไม่ได้นำมาซึ่งความหวั่นไหว แต่มันกลับไปกระตุ้นความทรงจำอันเลวร้ายให้ตื่นขึ้น
ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มแสนอ่อนโยนของศิษย์รัก คนที่เธอเคยไว้ใจที่สุด แต่กลับเป็ผู้มอบความตายให้เธออย่างเืเย็นที่สุด ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับใบหน้าหล่อเหลาอันตรายตรงหน้า
สำหรับเธอในชาตินี้ 'ผู้ชาย' ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไม่น่าไว้ใจที่สุด ความอ่อนโยนคือยาพิษ ความห่วงใยคือกับดัก เธอสาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่มีวันโง่เขลามอบความไว้วางใจให้บุรุษหน้าไหนเข้ามาควบคุมชีวิตเธอได้อีกเป็ครั้งที่สอง!
"ฉันจะเป็ใคร ไม่สำคัญเท่ากับว่า..."
หลิงเว่ยเค้นเสียงแหบพร่าตอบกลับ น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าพายุน้ำแข็ง ั์ตาคู่งามที่จ้องมองเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกำลังมองแมลงร้ายที่น่าขยะแขยง
"นายเป็ใคร! และ้าอะไรจากการเข้ามายุ่งเื่ของชาวบ้าน!"
สิ้นคำตวาด นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายสะบัดข้อมืออย่างแรง หมายจะให้หลุดจากพันธนาการอันน่าอึดอัดนี้ แต่ทว่า... เปล่าประโยชน์ มือแกร่งของเฟิ่งอู่เหินกลับบีบแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็กกล้าที่ล็อกเป้าหมายไว้แ่า ไม่ะเืแม้แต่น้อย
"ผมบอกแล้วไง ว่าผมคือคนดูที่สนใจจะลงมาเล่นในสนามนี้"
เฟิ่งอู่เหินไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีพยศของนาง เขายิ่งรุกคืบ รักษาระยะประชิดที่แสนอันตราย โน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดผิวแก้มที่ซีดเผือดของนาง
"และสำหรับผมการรู้ว่าของเล่นชิ้นใหม่ในสนามคือใคร เป็เื่สำคัญมาก"
คำว่าของเล่นกระตุกต่อมโทสะของอดีตราชินีจนขาดผึง!
หลิงเว่ยหยุดดิ้นรน ไม่ใช่เพราะยอมจำนน แต่เพราะความโกรธทำให้เืในกายที่เย็นเฉียบกลับมาเดือดพล่านเธอเชิดหน้าขึ้น สบตาคมกริบคู่นั้นอย่างท้าทาย ริมฝีปากบางที่แห้งผากเหยียดยิ้มหยันที่มุมปาก
"หึ... ฟังดูดีนะ 'ผู้เล่น'..."
เธอเว้นจังหวะ จงใจขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะกระแทกเสียงลอดไรฟันด้วยถ้อยคำที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีด
"แต่ในพจนานุกรมของฉัน สำหรับคนที่เสนอหน้าเข้ามาในเกมที่ตัวเองไม่ได้รับเชิญ... ฉันเรียกคนประเภทนั้นสั้นๆ ว่า... 'เสือก'!"
คำด่าหยาบคายที่หลุดออกมาจากปากคุณหนูตระกูลผู้ดี ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหยุดชะงักไปชั่ววินาที
คิ้วเข้มของเฟิ่งอู่เหินกระตุกเล็กน้อย... ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุม แต่แทนที่ัหนุ่มจะะเิโทสะ เขากลับหลุดหัวเราะหึในลำคออย่างครึกครื่นถูกใจเป็ที่สุด แววตาที่มองเด็กสาวตรงหน้ากลับวาวโรจน์ด้วยความถูกใจและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
"หึหึหึ…ปากเก่ง... ทั้งที่ตัวเองกำลังจะไม่ไหวแล้วนะสายน้อย"
เขาไม่สะทกสะท้านกับคำด่า เปลี่ยนจากการบีบรัด เป็การไล้ปลายนิ้วหัวแม่มือแกร่งไปตามเส้นเืที่ข้อมือบางของนางอย่างถือวิสาสะ ััได้ถึงชีพจรที่เต้นรัวเร็ว แ่เบา และปั่นป่วนดุจพายุคลั่งที่กำลังจะดับสูญ
"ชีพจรของเธอ มันกำลังร้องเตือนว่าเธออยู่ได้อีกไม่ถึงชั่วโมง"
เขาพูดเสียงเรียบราวกับหมอวินิจฉัยโรค ดวงตาคมกริบจ้องลึกลงไปในแววตาดื้อรั้นที่ไม่ยอมจำนนของนาง
"แต่เธอกลับยังยืนหยัด ปากดี และอวดดีอยู่ได้ด้วยพลังใจที่น่าเหลือเชื่อ และวิชาประหลาดที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน... น่าสนใจจริงๆ"
เขาปล่อยข้อมือเธอ แต่ไม่ได้ถอยห่าง กลับเปลี่ยนมาใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางมนของเธอขึ้น บังคับให้เงยหน้าสบตาเขาตรงๆ อีกครั้ง
"วิชาสกัดจุดชีพจรโบราณที่สาบสูญ จิตสังหารที่รุนแรงจนน่าขนลุก... และแววตาที่เหมือนผ่านโลกมานับร้อยนับพันปี..."
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงจนเกือบเป็เสียงกระซิบ
"สิ่งเหล่านี้ ไม่น่าจะมีอยู่ในตัวคุณหนูรองตระกูลหลี่วัยยี่สิบปีที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงพยาบาล และทั้งชีวิตแถบจะไม่เคยเงยหน้าสู้ใคร"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ดังนั้น ผมถึงได้ถาม ว่าคุณ…เป็…ใครกันแน่?"
หลิงเว่ยกัดฟันแน่น เธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม แต่ในขณะเดียวกัน ความหยิ่งในศักดิ์ศรีก็ทำให้เธอไม่อาจยอมจำนน
เธอรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าอันตราย... อันตรายยิ่งกว่าศัตรูคนใดที่เธอเคยพบเจอในโลกนี้ กลิ่นอายของเขาไม่ใช่คนธรรมดา เขามีพลังบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ พลังที่อาจเทียบเคียงได้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงในโลกเดิมของเธอ
'เนตร์' ในห้วงจิตของเธอกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด กลิ่นอายของบุรุษตรงหน้าอันตรายยิ่งกว่าขุนพลมารที่เธอเคยเผชิญหน้าในอดีตเสียอีก
แต่... นางพญาหงส์ย่อมไม่ก้มหัวให้ศัตรู แม้ในยามที่ปีกหักก็ตาม
"นายฉลาดมาก คุณชาย..."
หลิงเว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ขัดกับพายุอารมณ์และความเ็ปที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในกาย เธอขยับใบหน้าซีดเผือดเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว
"แต่ความฉลาดบางครั้ง... ก็นำมาซึ่งหายนะ"
ริมฝีปากบางที่แห้งผากเหยียดยิ้มเ็า แววตาสีดำสนิทของเธอวาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายลึกลับบางอย่างที่ดูเก่าแก่และทรงอำนาจ ราวกับห้วงลึกของจักรวาลที่พร้อมจะกลืนกินผู้ที่จ้องมองมันนานเกินไป
"นายอยากรู้ว่าฉันเป็ใคร แต่เคยได้ยินประโยคนี้ไหม?"
เธอกระซิบเสียงพร่า แต่ทุกคำชัดเจนและหนักแน่นดุจหินผา
"แมวที่ชอบสอดรู้เื่ที่ไม่ควรตื่น... มักจะอายุสั้นเสมอ"
คำขู่ที่ฟังดูไร้น้ำหนักจากปากของเด็กสาวที่กำลังจะหมดแรงตาย กลับแฝงพลังอำนาจลึกลับบางอย่างที่ทำให้เฟิ่งอู่เหิน... ผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดในเมืองนี้ ต้องชะงักกึกไปเสี้ยววินาที
เขาััได้... ไม่ใช่จากััทางกาย แต่เป็สัญชาตญาณดิบที่ร้องเตือน
มีแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ ที่บอบบางราวกับแก้วร้าวนั้น มันไม่ใช่จิตสังหารของนักฆ่าทั่วไป แต่มันคือแรงกดดันจาก 'จิติญญา' ที่ยิ่งใหญ่ เหนือล้ำ และเก่าแก่เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะ
ความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูราที่กำลังจำศีลอยู่ในร่างมนุษย์
แทนที่จะหวาดกลัว มุมปากของเฟิ่งอู่เหินกลับยกขึ้นสูงขึ้นไปอีก ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่าง
"น่าสนใจ..."
เขาไม่ได้ถอยหนี แต่กลับโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มที่เย็นเฉียบของเธอ
"เปรียบเทียบได้ดี... แต่เสียใจด้วยที่เธอประเมินผิดไปอย่างหนึ่ง เด็กน้อย"
ดวงตาสีดำสนิทของเขาวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืด ราวกับมีเปลวไฟแห่งนักล่าลุกโชนอยู่ภายใน เขากดเสียงต่ำลงจนเหมือนเสียงคำรามในลำคอที่แสนอันตราย
"ผมไม่ใช่แมวบ้านที่แสนเชื่อง... แต่ผมคือเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่บังอาจมาขู่คำรามใส่หน้าต่างหาก"
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไออย่างจงใจดังขัดจังหวะความตึงเครียด ทำลายบรรยากาศที่กำลังคุกรุ่นลงในพริบตา
อวี๋เฉิงหาว ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ด้วยความกระอักกระอ่วนมาพักใหญ่ ตัดสินใจแทรกเข้ามา เขาไม่อาจทนเห็นเพื่อนรักเล่นบทพระเอกจำเลยรักกลางตรอกสกปรกได้อีกต่อไปแล้ว
"เอ่อ... ขอโทษที่ขัดจังหวะฉากเลิฟซีนสุดเร่าร้อนนะเพื่อน"
เฉิงหาวเดินเข้ามาใกล้ พยายามทำเสียงร่าเริงกลบเกลื่อนความกดดัน
"แต่เรายืนคุยกันตรงนี้ มันจะไม่ดู โรแมนติกไปหน่อยเหรอ?"
เขาผายมือสภาพรอบๆ ที่ทั้งเหม็นและชื้นแฉะ ไม่เห็นจะเป็สถานที่น่าโรแมนติกที่ตรงไหนเลย
เฟิ่งอู่เหินละสายตาจากหลิงเว่ย หันไปมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเรียบเฉยที่อ่านไม่ออก
"จัดการให้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?" เขาถามสั้นๆ
"เรียบร้อยครับท่านคุณชายเจ็ด" เฉิงหาวทำท่าตะเบ๊ะล้อเลียน "พวกมันคลานออกไปนอนสลบกันด้านนอกราวกับเป็เตียงที่บ้านตัวเองเลยทีเดียว และรถโรงพยาบาลกำลังออกมาพอดี ส่วนเื่ตำรวจ ฉันเคลียร์ให้แล้วว่าเป็เหตุทะเลาะวิวาททั่วไป ไม่มีใครอยากยุ่งกับเื่นี้หรอก"
"ดี"
เฟิ่งอู่เหินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาหาหลิงเว่ยอีกครั้ง แต่คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของผู้ล่าที่กำลังไล่ต้อนเหยื่อ แต่เป็แววตาที่ซับซ้อนกว่านั้น
"ไปกันเถอะ" เขาพูดขึ้นลอยๆ
"ไปไหน?" หลิงเว่ยขมวดคิ้ว พยายามฝืนยืนให้ตรงทั้งที่โลกเริ่มเอียงวูบวาบ
"ไปในที่ที่เธอควรจะอยู่... ที่ที่ไม่ใช่ข้างถนนสกปรกๆ แบบนี้"
เขาไม่รอให้เธอตอบรับหรือปฏิเสธ ร่างสูงโน้มตัวลงมาช้อนร่างบางที่กำลังจะหมดแรงขึ้นสู่อ้อมกอดในท่าเ้าสาวอย่างรวดเร็วและง่ายดายราวกับเธอไร้น้ำหนัก
"ว้าย! ปล่อยนะ!"
หลิงเว่ยร้องอุทานด้วยความใ จิติญญาแห่งราชินีผู้หยิ่งทะนงสั่งการให้ต่อต้านทันที! สมองของเธอสั่งการให้เกร็งกำลังภายในที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเพื่อดีดตัวหนี หรือใช้วิชาสกัดจุดเล่นงานเขาที่จุดตายสักแห่ง
สู้สิ! หลิงเว่ย! อย่าให้ใครมาหยามเกียรติได้!
แต่ทว่า... ความเป็จริงช่างโหดร้าย เรี่ยวแรงที่พยายามรวบรวมกลับทรยศเธอ มันไม่ต่างอะไรกับลูกแมวที่ดิ้นอย่างน่าสมเพชอยู่ในอุ้งมือราชสีห์ ยิ่งออกแรงฝืน ร่างกายที่บอบช้ำก็ยิ่งประท้วงด้วยความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วร่างจนเธอต้องนิ่วหน้า โลกทั้งใบหมุนคว้างจนน่าสะอิดสะเอียน
บ้าจริง! ร่างกายนี้มันถึงขีดจำกัดแล้ว!
ความเจ็บใจแล่นพล่านในอกที่ไม่อาจทำตามใจปรารถนา แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้น สติปัญญาของ 'ผู้ที่เคยผ่านความตายเพราะความโง่เขลาและไว้ใจคนผิดมาก่อน' ก็ฉุดรั้งสติของเธอไว้
หยุดเดี๋ยวนี้หลิงเว่ย... เธอเตือนตัวเองในใจอย่างเฉียบขาด ในอดีตเ้าเคยพ่ายแพ้จนตัวตายเพราะความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ชาตินี้เ้าจะซ้ำรอยเดิมไม่ได้! การฝืนสู้ทั้งที่รู้ว่าแพ้คือการกระทำของคนโง่เขลาเบาปัญญา...
คนฉลาดที่แท้จริงต้องรู้จักประเมินสถานการณ์... ต้องรู้จักสงบนิ่ง รักษาชีวิตอันมีค่านี้ไว้เพื่อรอจังหวะเอาคืนในยามที่พร้อม!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างกายที่เกร็งเขม็งเตรียมต่อสู้จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างจำนน ไม่ใช่จำนนต่อบุรุษผู้นี้ แต่จำนนต่อสังขารของตนเอง เพื่อรักษาชีวิตรอด
"อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพิ่ม"
เฟิ่งอู่เหินสั่งเสียงดุเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคนในอ้อมแขนหยุดพยศลงอย่างกะทันหัน อ้อมแขนที่แข็งแกร่งก็กระชับโอบอุ้มร่างของเธอไว้อย่างมั่นคงและทะนุถนอมยิ่งขึ้น ศีรษะเล็กๆ ที่หนักอึ้งจนฝืนยกไม่ไหวของเธอ ค่อยๆ ซบลงบนแผงอกกว้างที่ซ่อนมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงเอาไว้อย่างไม่อาจต้านทาน
กลิ่นกายหอมเย็นอันเป็เอกลักษณ์ของเขาโอบล้อมรอบตัวเธอ กลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด แม้ว่าสติสัมปชัญญะส่วนลึกจะยังคงสั่งให้ระวังตัวจาก 'เสือ' ร้ายตัวนี้ก็ตาม
ความอบอุ่นจากอ้อมกอด และความอ่อนเพลียจากการฝืนใช้พลังจนเกินตัว เริ่มกัดกินสติที่เหลืออยู่น้อยนิดของหลิงเว่ย เปลือกตาของเธอหนักอึ้งลงเรื่อยๆ ราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหินพันชั่ง
พักก่อน... แค่พักชั่วคราวเท่านั้น... ตื่นมาเมื่อไหร่ ค่อยวางแผนรับมือใหม่...
"นาย... จะพาฉันไปไหน..."
เธอถามเสียงแ่เบาเหมือนคนละเมอ สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
เฟิ่งอู่เหินก้มลงมองใบหน้าซีดเผือดที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขน ขนตายาวเป็แพทาบลงบนโหนกแก้ม ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อย ดูเปราะบางและน่าทะนุถนอม แตกต่างจากนางพยัคฆ์ที่อาละวาดเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
"ไปในที่ที่ปลอดภัย สำหรับเธอ"
*****
