บทที่ 10 รากปราณอัสนี์
ไฉนถึงพากันหิ้วคนกลับมาด้วยล่ะนี่?
ในใจของหลี่ชิงชิวบังเกิดความฉงน ทว่าสีหน้าภายนอกกลับนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก
ก่อนหน้านี้เขารับศิษย์มาเจ็ดคน ทว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครกลั่นปราณิญญาออกมาได้แม้เพียงเสี้ยว ทำให้ความคิดที่จะขยายจำนวนสมาชิกในสำนักของเขาจืดจางลงไปมาก
หนทางแห่งเซียน มิใช่ว่าใครนึกอยากจะบำเพ็ญก็บำเพ็ญได้
หากมิอาจบำเพ็ญเซียนได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็ภาระของสำนักชิงเซียว ดังนั้นการจะรับศิษย์ในภายหน้าจำต้องพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
หลังจากวางคานหาบลง จางยวี่ชุนก็รีบเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่ชิงชิว พลางหอบหายใจกล่าวว่า “ศิษย์พี่ แคว้นกูโจวเกิดฏทหารขึ้นขอรับ ระหว่างทางพวกเราพบผู้อพยพมากมาย เด็กคนนั้นเดินตามพวกเรามานับร้อยลี้ พวกเราอดรนทนไม่ไหวจริงๆ จึงต้องจำใจรับมา ศิษย์พี่สามกล่าวว่า เด็กที่เดินตามมาได้ไกลขนาดนี้ ความมุมานะของนางหากนำไปใช้ในวิถียุทธย่อมต้องกลายเป็ผู้มีฝีมือแน่นอนขอรับ”
ร้อยลี้รึ? นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ อย่าว่าแต่เด็กตัวเล็กๆ เลย ต่อให้เป็ผู้ใหญ่ให้เดินติดต่อกันไกลขนาดนั้นย่อมต้องเหนื่อยจนล้มคว่ำ แต่นี่เด็กนี่ยังอุตส่าห์ปีนเขาตามมาถึงที่นี่ เส้นทางช่างยาวไกลนัก
หลี่ชิงชิวมองไปยังขอทานน้อย เห็นว่านางยังคงยืนหยัดอยู่ได้ นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
เขาเอ่ยถามต่อว่า “เกิดฏทหารขึ้นรึ? พวกเ้าไม่ได้พบอันตรายระหว่างทางใช่ไหม?”
จางยวี่ชุนตอบว่า “ไม่พบอันตรายใดๆ ขอรับ เพราะกองทัพเดินทัพไปทั่ว โจรป่าจึงพากันหลบซ่อนตัวจนแทบไม่เห็น พอเข้าเมืองไปพวกเราถึงได้รู้ว่า หลายปีมานี้ใต้หล้าไม่สงบสุขเลย ทางการไม่เหลียวแลราษฎร เกิดข้าวยากหมากแพงไปทั่วทุกหัวระแหง”
สำหรับเื่ราวใหญ่โตระดับใต้หล้าเช่นนี้ หลี่ชิงชิวรู้สึกเวทนา ทว่าเขาก็ไร้กำลังจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เขาถามด้วยความสงสัย “ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเ้าเอาเงินที่ไหนไปซื้อศัสตราวุธมากมายขนาดนี้มาได้? อย่าบอกนะว่าไปปล้นเขามา?”
จางยวี่ชุนยกนิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางเจียงจ้าวเซี่ยที่อยู่ด้านหลังพลางยิ้มกล่าว “ต้องขอบคุณศิษย์พี่สามขอรับ เพลงกระบี่ของเขาไปเตะตาตระกูลใหญ่ในเมืองเข้า คุณชายของตระกูลนั้นคิดจะชักชวนเขาเข้าจวน ทว่าถูกเขาปฏิเสธไป ทางนั้นจึงมอบเงินถุงใหญ่มาให้เป็รางวัล บอกว่าวันหน้าจะมาเยี่ยมเยียนเขาถึงสำนักชิงเซียวขอรับ”
“รับมาฟรีๆ อย่างนั้นรึ?”
“ย่อมมิใช่ขอรับ พวกเราให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า หากตระกูลของเขามีปัญหาเดือดร้อนร้อนใจ ให้ส่งคนมาส่งข่าวที่สำนักชิงเซียว พวกเราจะทุ่มเทกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถขอรับ”
“เช่นนี้ค่อยยังชั่วหน่อย น้ำมิตรต้องมีไปมีกลับถึงจะยั่งยืน อีกฝ่ายมือหนักถึงเพียงนี้ ก็นับว่าเป็ขุมกำลังที่ควรค่าแก่การผูกมิตรไว้สำหรับพวกเราในยามนี้”
หลี่ชิงชิวพยักหน้าเห็นชอบกับการตัดสินใจของทั้งคู่ การไม่ติดค้างหนี้บุญคุณใครโดยไร้เหตุผลคือสิ่งที่ถูกต้อง และนี่ยังเป็โอกาสดีที่จะทำให้ชื่อเสียงของสำนักชิงเซียวขจรขจายออกไป
หากสำนักชิงเซียวที่หลินสวิ่นเฟิงทิ้งไว้ให้เป็สำนักใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคง พวกเขาก็คงไม่ต้องลำบากลงเขาไปทำเช่นนี้
ทว่าบนเขานี้ทรัพยากรมีจำกัด การรับศิษย์ก็ยากลำบาก การ ‘เข้าสู่โลกหล้า’ จึงกลายเป็ทางเลือกที่มิอาจเลี่ยงได้
หลี่ชิงชิวเองก็จำเป็ต้องอาศัยการพัฒนาของสำนักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ใน่เวลาที่ผ่านมาเขาค้นพบแล้วว่า พร์ในการฝึกตนของเขานั้นมิอาจนำไปเปรียบกับเจียงจ้าวเซี่ยได้เลย เขาไปฝึกที่ทะเลสาบิญญาทุกๆ สองวัน ทว่าบัดนี้ยังไม่อาจทะลวงเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณระดับที่ 2 ได้
ถึงกระนั้น เขายังสามารถคัดลอกลิขิตชะตาได้ในภายหลัง ในใจจึงยังคงเต็มไปด้วยความหวัง มิได้รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด
เหล่าศิษย์ในสำนักต่างพากันมาช่วยจางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยขนย้ายสัมภาระ นอกจากกองศัสตราวุธแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์พืชอีกมากมาย นับว่าได้ของกลับมาไม่น้อยเลยทีเดียว
จางยวี่ชุนพาขอทานน้อยมาหยุดตรงหน้าหลี่ชิงชิวแล้วกล่าวว่า “เ้าอยากเข้าสำนักชิงเซียว จำต้องได้รับอนุญาตจากเ้าสำนักเสียก่อน พวกเราตัดสินใจเองไม่ได้”
ขอทานน้อยดูเหมือนจะอายุเพียงแปดเก้าขวบ ความสูงยังไม่ถึงไหล่ของหลี่ชิงชิวเสียด้วยซ้ำ นางเงยหน้ามองหลี่ชิงชิวด้วยดวงตาอันใสซื่อแล้วกล่าวว่า “ขอท่านเ้าสำนักโปรดเมตตารับข้าไว้ด้วยเถิด”
กล่าวจบ นางก็คุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลี่ชิงชิวทันที
ศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันมองด้วยความสนใจ หลี่ชิงชิวถลึงตาใส่คราหนึ่ง พวกเขาจึงรีบหิ้วสัมภาระกลับเข้าสำนักไป
ยามนี้ที่หน้าประตูสำนักจึงเหลือเพียงหลี่ชิงชิว จางยวี่ชุน และขอทานน้อย แสงตะวันรอนสาดส่องทอดเงาของคนทั้งสามให้ยาวเหยียดออกไป
หลี่ชิงชิวก้มมองขอทานน้อย โดยมิได้สั่งให้นางลุกขึ้น ทว่าเอ่ยถามว่า “เ้าชื่อเรียงเสียงใด และคนในครอบครัวเป็อย่างไรบ้าง?”
เมื่อขอทานน้อยเข้าสำนักชิงเซียวแล้ว เขาจะได้ตรวจสอบข้อมูลเพื่อดูว่านางพูดความจริงหรือไม่
ใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง... ต้องระวังไว้ก่อน
หลี่ชิงชิวกังวลเพียงว่านางอาจจะพกเอาความแค้นใหญ่หลวงติดตัวมาด้วย จนทำให้สำนักชิงเซียวต้องถูกลากเข้าไปติดในวังวนแห่งความวุ่นวาย
ขอทานน้อยหน้าผากยังคงแนบชิดกับพื้นดิน นางตอบด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ข้าชื่อ สวี่หนิง ข้าใช้ชีวิตพึ่งพิงอยู่กับท่านพ่อมาั้แ่เล็ก เมื่อหนึ่งปีก่อนท่านพ่อจากไป ข้าจึงจำต้องเร่ร่อนหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง กระเสือกกระสนมาจนถึงวันนี้เ้าค่ะ”
“ยังมีญาติโกโหติกาที่ไหนอีกหรือไม่?” หลี่ชิงชิวถามไล่เลี่ย
“ไม่มีเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ชิงชิวก็วางใจ
“บัดนี้จงกล่าวคำสาบานสามประการ แล้วเ้าจะสามารถเข้าสำนักได้” หลี่ชิงชิวกล่าวต่อ
จางยวี่ชุนรีบรับหน้าที่ทันที ให้นางกล่าวตามเขาไปทีละคำ
เมื่อนางกล่าวจบ หลี่ชิงชิวก็เข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้นด้วยตนเองพลางกล่าวว่า “สำนักชิงเซียวไม่เลี้ยงดูคนเกียจคร้าน ทว่าขอเพียงได้ก้าวเข้าสำนักชิงเซียวแล้ว ย่อมถือเป็คนกันเอง ต่อไปข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าต้องหิวโหย และจะทำให้เ้าได้เป็คนที่มีเกียรติอย่างสง่าผ่าเผย”
สวี่หนิงเงยหน้ามองเขา แววตาดูด้านชา เห็นชัดว่าคำพูดของเขามิได้ขับเคลื่อนความรู้สึกของนางได้เลย ทว่าเขาก็มิได้ใส่ใจ ถือว่าทำตามขั้นตอนไปเท่านั้น
“พานางเข้าไปเถอะ พานางไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่” หลี่ชิงชิวสั่งจางยวี่ชุน
จางยวี่ชุนพยักหน้าเตรียมจะไปจูงมือนาง ทว่าสวี่หนิงกลับเบี่ยงตัวหลบ เขาจึงมิได้ใส่ใจนัก คิดว่านางคงจะอายคนแปลกหน้า
หลี่ชิงชิวเดินตามหลังไปอย่างเนิบนาบ พลางเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา ตรวจสอบรูปของสวี่หนิงในรายละเอียดศิษย์
รูปของสวี่หนิงนั้นดูหมดจดและขาวสะอาดนัก หากมิใช่เพราะเป็รูปเดียวที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขายังยากจะเชื่อว่านี่คือสวี่หนิงคนเดียวกับขอทานน้อยคนเมื่อครู่
เป็เด็กผู้หญิงอย่างนั้นรึ?
หลี่ชิงชิวคิดด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะคลิกดูข้อมูลของนาง
[ชื่อ: สวี่หนิง] [เพศ: หญิง / อายุ: 9 ปี] [ความจงรักภักดี (ต่อเ้าสำนัก / ต่อสำนัก): 70 / 90 (คะแนนเต็ม 100)] [พร์การฝึกตน: โดดเด่นเหนือชั้น] [ความเข้าใจ: ยอดเยี่ยม] [ลิขิตชะตา: รากปราณอัสนี์, ความดื้อรั้น, ใจสู้ไม่ยอมใคร]
[รากปราณอัสนี์: รากปราณธาตุเดี่ยวที่หาได้ยากยิ่ง มีพร์ในการฝึกวิชาธาตุสายฟ้าอย่างโดดเด่น สำหรับรากปราณอัสนี์แล้ว ทัณฑ์สายฟ้ากลับเป็เสมือนแรงผลักดันชั้นยอด] [ความดื้อรั้น : สิ่งใดที่ตัดสินใจไปแล้ว ต่อให้ตัวตายก็จักไม่เปลี่ยนใจ] [ใจสู้ไม่ยอมใคร: เกิดมาทะเยอทะยาน มิปรารถนาจะพ่ายแพ้หรือด้อยกว่าผู้ใด]
ลมหายใจของหลี่ชิงชิวพลันกระชั้นถี่ขึ้นมาทันที
พร์การฝึกตน: โดดเด่นเหนือชั้น! ความเข้าใจ: ยอดเยี่ยม!
นี่มันขั้วตรงข้ามกับเจียงจ้าวเซี่ยเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยก็แสดงว่าไม่ด้อยไปกว่าเจียงจ้าวเซี่ยแน่นอน
จากการทำความเข้าใจของหลี่ชิงชิว ระดับพร์และความเข้าใจเรียงจากต่ำไปสูงคือ: ต่ำมาก, ไร้อันดับ, ปราณกลาง, ค่อนข้างดี, ยอดเยี่ยม, โดดเด่นเหนือชั้น ซึ่งในยามนี้เขายังไม่พบคำอธิบายในระดับที่สูงกว่านี้เลย
อีกทั้งลิขิตชะตา ‘รากปราณอัสนี์’ ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือความจงรักภักดีที่สวี่หนิงมีต่อสำนักชิงเซียวพุ่งสูงถึง 90 ในทันที ผิดกับความภักดีต่อตัวเขาที่ยังค่อนข้างต่ำ
หรือเป็เพราะลิขิตชะตาความดื้อรั้น นางจึงปักใจเชื่อไปแล้วว่าสำนักชิงเซียวคือบ้านของนาง?
หลี่ชิงชิวลอบคาดหวังถึงอนาคตของสวี่หนิงอยู่ในใจ
วันหน้า ข้าจะให้เจียงจ้าวเซี่ยและสวี่หนิงเป็ ‘ซ้ายขวาคุ้มกฎ’ ของสำนักชิงเซียว คอยออกหน้าสู้ศึกโดยเฉพาะ
เมื่อเดินมาถึงลานเรือน เขาเห็นจางยวี่ชุนพยายามจะจูงสวี่หนิงเข้าห้อง ทว่าสวี่หนิงกลับดึงดันไม่ยอมเข้าและไม่ยอมปริปากพูด
“ตงเยว่ เ้ามาดูแลสวี่หนิงหน่อย พานางไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย”
หลี่ชิงชิวเอ่ยบอกหลีตงเยว่ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล สิ้นคำกล่าวนี้ ทั้งจางยวี่ชุนและสวี่หนิงต่างพากันหันมามองเขา
“ศิษย์พี่ นี่มัน...” จางยวี่ชุนถามด้วยความสับสน
หลี่ชิงชิวถลึงตาใส่คราหนึ่งพลางดุว่า “นางเป็ผู้หญิง เ้ากำลังทำอะไรอยู่ฮึ?”
ผู้หญิงรึ?
จางยวี่ชุนใจนรีบถอยกรูด มองสวี่หนิงด้วยความตะลึงพรึงเพริด
สวี่หนิงหมุนตัวเดินไปหาหลีตงเยว่ที่กำลังเดินเข้ามาหาตน
จางยวี่ชุนเดินมาข้างกายหลี่ชิงชิวพลางกระซิบถามว่า “ศิษย์พี่ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่านางเป็ผู้หญิง?”
“สายตาของศิษย์พี่น่ะ เ้าเทียบไม่ติดหรอก”
“แล้วไฉนเมื่อครู่ท่านถึงไม่บอกเล่า?”
“ข้านึกว่าเ้ารู้แล้วเสียอีก”
จางยวี่ชุนฟังแล้วหันไปมองหลีตงเยว่พลางลังเลว่า “ข้าควรจะตามไปดูดีไหม เผื่อท่านมองพลาดไป?”
“ศิษย์น้องสี่นางมิได้ไร้ปากเสียหน่อย”
หลี่ชิงชิวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินไปหาเหล่าศิษย์ที่ล้อมวงกันอยู่ หยางเจวี๋ยติ่งเองก็เดินออกจากห้องมา แนะนำศัสตราวุธต่างๆ ให้เหล่าศิษย์ได้รู้จัก
จำต้องยอมรับว่า อาวุธที่จางยวี่ชุนทั้งสองนำกลับมานั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งยังมิใช่ของเกรดต่ำ
หลี่ชิงชิวหยิบกระบี่ยาวเล่มหนึ่งขึ้นมาพิเคราะห์ พลางเอ่ยปากชมเจียงจ้าวเซี่ยที่อยู่ข้างกายว่า “ทำได้ไม่เลว”
“แน่นอนอยู่แล้ว ต่อไปข้าทำอะไรท่านก็วางใจเถอะ ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาเป็เ้าสำนักไปเถิด ข้าจัดการทุกอย่างเองได้” เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวอย่างโอหัง
“โอโฮ เ้าคิดจะยึดอำนาจข้าอย่างนั้นรึ?”
“พูดจาเลอะเทอะ ข้าเป็คนเช่นนั้นรึ? อีกอย่าง ยามปกติท่านก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว ข้ายังอุตส่าห์ช่วยสอนศิษย์น้องห้า ส่วนท่านน่ะวันๆ ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง”
“นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าได้เป็เ้าสำนัก ข้าต้องใช้สมองครุ่นคิดเื่ราวมากมาย เ้าไม่เข้าใจความเหนื่อยล้าของข้าหรอก”
สองศิษย์พี่น้องเริ่มต่อปากต่อคำกันอีกครั้ง ศิษย์คนอื่นๆ ต่างชินชาเสียแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซงละครฉากนี้
ในใจของหลี่ชิงชิวเริ่มตรึกตรองว่า กระบี่พวกนี้ จะนำมาฝึกวิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ยได้หรือไม่นะ?
...
วันปีใหม่มาเยือน การที่จางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยกลับมาทันเวลาทำให้หลี่ชิงชิวอารมณ์ดียิ่งนัก ั้แ่ฟ้าสางทั่วทั้งสำนักชิงเซียวก็เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก
ศิษย์รุ่นพี่ต่างพากันช่วยจัดงานประดับโคมไฟ ฆ่าไก่ล้างผัก ส่วนศิษย์รุ่นเล็กก็พากันล้อมวงหยางเจวี๋ยติ่ง ฟังเขาเล่าเื่ราวในยุทธภพ
หลี่ชิงชิวนั่งฟังอยู่ด้านข้าง สายตาเหลือบไปมองสวี่หนิง
สวี่หนิงเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านแล้ว เมื่อเทียบกับสภาพที่สะบักสะบอมยามขึ้นเขาเมื่อวาน เรียกได้ว่าเป็คนละคนกันเลยทีเดียว
ทว่าเพราะขอบตาที่คล้ำหนาและร่างกายที่ผอมโซจนเห็นกระดูก ทำให้นางดูไม่สวยงามเท่ารูปในแผงหน้าจอมรดกเต๋า แต่ก็พอมองออกว่าเป็คนเดียวกัน
สวี่หนิงนั่งอยู่ท้ายสุด ฟังเื่เล่าของหยางเจวี๋ยติ่งเงียบๆ ยังมิได้เข้าไปคลุกคลีกับศิษย์คนอื่นๆ
หลี่ชิงชิวเอื้อมมือไปหยิบจานข้าวโพดปิ้งที่วางอยู่บนขั้นบันไดข้างกายขึ้นมาฝักหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “สวี่หนิง มานี่สิ”
สวี่หนิงหันมามอง สายตาของนางถูกข้าวโพดปิ้งในมือเขาดึงดูดไปในทันที นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เมื่อนางมาหยุดอยู่ตรงหน้า หลี่ชิงชิวก็มิได้กล่าววาจาใดมากความ ยื่นข้าวโพดปิ้งให้นางโดยตรง
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
สวี่หนิงกล่าวด้วยเสียงแ่เบาแล้วรับข้าวโพดไป นางกำลังจะหมุนตัวกลับ ทว่าหลี่ชิงชิวกลับกล่าวว่า “นั่งลงข้างๆ ข้านี่แหละ อยู่ใกล้ๆ จะได้ฟังเื่เล่าชัดขึ้นหน่อย”
สวี่หนิงเหลือบมองเขา เห็นเขากำลังตั้งใจฟังเื่เล่าอยู่ จึงนั่งลงข้างๆ เขา ค่อยๆ แทะข้าวโพดปิ้งในมืออย่างระมัดระวัง
“แง้... แง้...”
ผ่านไปไม่นาน หลี่ชิงชิวก็ถูกดึงความสนใจด้วยเสียงร้องไห้จ้า เห็นหลี่ซื่อเฟิงวิ่งร้องไห้เข้ามาในลานเรือน พลางะโบอกหลี่ชิงชิวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่สามตีข้า! ข้าเกือบจะถูกเขาตีตายอยู่แล้ว!”
เขาร้องไห้กระซิกอย่างน่าเวทนา จนทุกคนต้องหันไปมองเป็ตาเดียว
หลี่ชิงชิวส่ายหน้าอย่างจนใจ ลุกขึ้นเดินไปหาเขา
สายตาของสวี่หนิงจับจ้องตามร่างของหลี่ชิงชิวไป ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเมื่อวาน แววตาของนางดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาหลายส่วน
