งานเลี้ยงชมบุปผาของจวนเว่ยหย่วนโหวสร้างความฮือฮาเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่ตระกูลสูงศักดิ์ในเซิ่งจิง
เพราะ่หลายปีมานี้ จวนเว่ยหย่วนโหวเงียบจนเกินไป...
ในขณะที่ชื่อเสียงของฟู่ถิงเย่เกรียงไกรขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แต่เขากลับแยกตัวออกจากจวนโหวไปนานแล้ว อีกทั้งยังได้รับการแต่งตั้งเป็อ๋องดินแดนทางเหนือ ไม่ว่าจะได้รับเกียรติยศมากเพียงใดก็ไม่เกี่ยวข้องกับจวนโหวในอดีตอีกต่อไป
นี่มันเื่อะไรกัน? เหตุใดจู่ๆ ถึงได้จัดงานเลี้ยงชมบุปผาขึ้นมา?
เป็ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ หรือเป็ความคิดของฟู่ถิงเย่กันแน่? เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ในข้อหลัง เหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวงก็ไม่อาจไม่ใส่ใจงานเลี้ยงชมบุปผางานนี้
ท้ายที่สุด...ใครกล้าไม่ให้เกียรติฟู่ถิงเย่กัน?
ดังนั้น ในวันงาน จวนเว่ยหย่วนโหวจึงเต็มไปด้วยแเื่ รถเทียมม้าหรูหราหลากหลายแบบทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนทำให้ตาลายไปหมด
...
เฉิงหว่านเมี่ยว นั่งแต่งหน้าอยู่ในห้องส่วนตัว ในใจของนางคิดถึงแผนการในวันนี้ จึงแสดงความประหม่าออกมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงร้องอุทานที่ดังมาจากสาวใช้ข้างนอก ทำให้นางหงุดหงิด
“ซิ่วจือ ไปดูข้างนอกที พวกนางกำลังโหวกเหวกเื่อะไรกัน” เฉิงหว่านเมี่ยวขมวดคิ้วพลางกล่าว
สาวใช้นามว่าซิ่วจือรับคำแล้วก็ออกไป เพียงครู่เดียวเสียงเอะอะโวยวายก็เงียบลง
สาวใช้กลับเข้ามาในห้องแล้วกล่าวกับเฉิงหว่านเมี่ยวว่า “ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินเสนาบดีกรมคลังมาถึงแล้วเ้าค่ะ จวนโหวไม่ได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเช่นนี้มานานหลายปี ทุกคนจึงดีใจจนลืมเก็บอาการ ตอนนี้กำลังพูดถึงของขวัญที่ท่านทั้งสองนำมาว่ามีค่ามากเพียงใด...”
เฉิงหว่านเมี่ยวได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ
อัครมหาเสนาบดีจั่ว เป็ผู้สูงศักดิ์ชื่อเสียงบริสุทธิ์ มีศิษย์ในสังกัดมากมาย มีชื่อเสียงเป็ที่นิยมในหมู่นักปราชญ์และบัณฑิตทั่วไป ปกติแทบจะไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงของเหล่าขุนนาง หากมีคนเชิญไปงานเลี้ยง ก็มักจะปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าแก่ชราและสุขภาพไม่ดี แม้แต่ฮูหยินท่านอัครมหาเสนาบดีเองก็มีน้อยครั้งนักที่จะปรากฏตัว
คิดไม่ถึงว่า งานเลี้ยงชมบุปผาเล็กๆ งานหนึ่ง กลับทำให้ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีมาเข้าร่วมด้วย...
แม้เฉิงหว่านเมี่ยวจะรู้ดีว่า จวนเว่ยหย่วนโหวมีฐานะสูงส่ง แต่เนื่องจากฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เก็บตัวเงียบหลังจากที่สูญเสียสามีและบุตรชาย จวนโหวจึงไม่เคยจัดงานเลี้ยง และเฉิงหว่านเมี่ยวก็ไม่ค่อยได้พบเจอแเื่ผู้มีเกียรติสักเท่าใด
ในความเป็จริงแล้ว แม้จะได้เจอคนที่มีสถานะสูงส่ง คนเ่าั้ก็คงไม่สนใจคบค้ากับนาง สุดท้ายนางจึงทำได้แค่ไปมาหาสู่กับตระกูลที่มีฐานะกลางๆ อย่างตระกูลสวีเท่านั้น
ในใจของเฉิงหว่านเมี่ยวจึงเกิดความคิดขึ้นมา
หากงานเลี้ยงชมบุปผางานนี้ ตระกูลสวีเป็ผู้จัดขึ้น ฮูหยินอัครมหาเสนาบดีจะมาหรือไม่?
...แน่นอนว่าไม่มา
คำตอบนี้อยู่ในใจ แต่มันกลับทำให้นางรู้สึกผิดหวังเป็อย่างมาก
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้ดีว่า แม้ตระกูลสวีจะดูดี แต่ก็ไม่อาจเทียบกับความมั่งคั่งของจวนโหว ฟู่ถิงเย่อยู่ใต้คนเพียงผู้เดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น เป็สิ่งที่สวีชิ่งหรานเทียบไม่ได้เลย...
นางจะต้องทิ้งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แล้วเลือกสวีชิ่งหรานจริงๆ หรือ?
แก๊ง!
ปิ่นปักผมประดับมุกในมือตกกระทบพื้น เกิดเป็เสียงดัง ปลุกให้เฉิงหว่านเมี่ยวได้สติ
นางได้สติกลับคืนมาทันที รู้สึกเสียใจเป็อย่างยิ่ง!
ในใจได้แต่ด่าว่าตนที่โง่เขลา!
ฟู่ถิงเย่เป็ใครกัน?! ก็แค่คนหยาบกระด้าง! ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตายในสนามรบ! ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ร่ำรวยเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับชีวิตคู่ที่สงบสุข เข้าอกเข้าใจกัน!
เพียงแค่คิดว่าต้องร่วมเตียงนอนกับคนหยาบคายป่าเถื่อนเช่นนั้น นางก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว!
สวีชิ่งหรานนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เขาเป็สุภาพบุรุษอ่อนโยน เป็บัณฑิตผู้สูงส่ง เข้าใจเื่ดนตรี หมากรุก อักษร และภาพวาด หากแต่งงานกันแล้วจะต้องเป็คู่ที่เข้ากันได้อย่างแน่นอน รอจนถึงปีหน้าที่มีการสอบจอหงวน สวีชิ่งหรานจะต้องเป็ผู้ที่คว้าตำแหน่งสูงสุดมาได้แน่นอน แล้วถึงตอนนั้นนางก็จะเป็ฮูหยินจอหงวน ความสง่างามนั้นยังไม่เพียงพออีกหรือ?
เฉิงหว่านเมี่ยวเอ๋ย เฉิงหว่านเมี่ยว อย่าได้หลงไปกับความร่ำรวยที่เห็นอยู่ตรงหน้าเลย!
หญิงสาววัยสิบหกสิบเจ็ดปี มักจะมีความเพ้อฝันถึงความรักอันสวยงามเสมอ สวีชิ่งหรานที่อ่อนโยนเช่นนี้สิจึงจะเป็คู่ครองที่ดีสำหรับนาง
สาวใช้ตัวเล็กวิ่งมาจากด้านนอก “…คุณหนู คุณหนู! ฮูหยินสวีพาคุณหนูและคุณชายของตระกูลสวีมาแล้วเ้าค่ะ”
ในใจของเฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกยินดี จึงมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า “พวกเขามาถึงไหนแล้ว?”
“ไปยังโถงด้านหน้าแล้วเ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังต้อนรับอยู่” สาวใช้กล่าว พร้อมกับหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทางแปลกๆ “นี่เป็ของขวัญที่คุณหนูสวีมอบให้ท่านเ้าค่ะ...”
มันคือถุงหอมที่ปักอย่างประณีต เมื่อเฉิงหว่านเมี่ยวเปิดออกดู เห็นเพียงว่าด้านในมีดอกไม้ประดับที่ทำจากไข่มุกสีน้ำเงินคราม กับกระดาษแผ่นหนึ่ง
บนกระดาษมีตัวอักษรเล็กๆ สองบรรทัด ‘ห่านป่าอยู่ในเมฆ ปลานั้นอยู่ในน้ำ โศกเศร้าที่รักนี้ยากที่จะส่งไปให้’ (ยืมมาจากบทกวีชิงผิงเยว่สองบทที่สอง ของเยี่ยนซู)
แก้มของเฉิงหว่านเมี่ยวแดงเรื่อ เม้มปากเผยรอยยิ้มหวานที่เต็มไปด้วยความเขินอาย
นางเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ แล้วสวมดอกไม้ประดับบนศีรษะหน้ากระจก
หญิงสาวในกระจกมีผิวขาวผ่องเหมือนหิมะ สดใสน่ารัก ในขณะที่กวาดสายตาไปมาก็ดูมีเสน่ห์
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกพอใจเป็อย่างยิ่ง จึงยกมุมปากขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ ไปช่วยฮูหยินผู้เฒ่าต้อนรับแขกที่ด้านหน้ากัน”
...
งานเลี้ยงชมบุปผาไม่ได้มีเวลาที่แน่นอน บางคนมาถึงั้แ่เช้า บางคนก็เกือบเที่ยง
ฟู่ถิงเย่เป็ประเภทหลัง
เขานั่งอยู่ริมระเบียง มองสี่เอ๋อร์ที่กำลังเตะลูกขนไก่ในสวนอย่างใจเย็น รอให้หวาชิงเสวี่ยแต่งหน้าให้เสร็จ
อย่างไรเสียงานเลี้ยงชมบุปผางานนี้ก็เป็การปรากฏตัวครั้งแรกของหวาชิงเสวี่ย การแต่งหน้าจึงไม่อาจทำไปอย่างลวกๆ ได้ แม้ว่าฮวนเอ๋อร์จะทำผมเป็ แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้
ฟู่ถิงเย่จึงได้ส่งคนไปหาหญิงชราที่เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้ามา เพื่อมาแต่งหน้าให้กับหวาชิงเสวี่ย
เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดจากด้านหลัง ฟู่ถิงเย่ที่หันกลับไปมอง ก็รู้สึกตาพร่าไปในทันที
สี่เอ๋อร์ที่กำลังเตะลูกขนไก่ ยกมือรับลูกขนไก่ แล้ววิ่งมาหาอย่างร่าเริงพลางะโว่า “ว้าว! คุณหนูสวยมากเลยเ้าค่ะ!”
สวยจริงๆ นั่นแหละ
หวาชิงเสวี่ยที่มักจะแต่งตัวสบายๆ พอแต่งหน้าแต่งตัวอย่างจริงจัง กลับมีผลลัพธ์ที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง! ผิวขาวผ่องเกลี้ยงเกลา ศีรษะเล็ก คิ้วโก่งดั่งผีเสื้อ ดวงตานั้นราวกับมีคลื่นน้ำเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ช่างงดงามบริสุทธิ์
หญิงชราที่ถูกเชิญมานั้นมีประสบการณ์สูง จับจุดบุคลิกอ่อนหวานของหวาชิงเสวี่ยได้ พอแต่งหน้าแต่งตัวออกมาก็ขับเน้นให้นางดูอ่อนหวานสง่างาม น่าทะนุถนอม แต่ก็ไม่ได้ดูฉูดฉาดหรือยั่วยวน
ฟู่ถิงเย่จ้องมองนางไม่วางตา รู้สึกว่าทุกส่วนในร่างกายของนางดูดีไปหมด มองอย่างไรก็พอใจไปหมด
หญิงชราพูดจาเอาใจเก่ง กล่าวว่า “คุณหนูมีพื้นฐานดีอยู่แล้ว เพียงแค่แต่งหน้าเล็กน้อยก็สวยราวกับนางฟ้าแล้วเ้าค่ะ”
มือใหญ่ของฟู่ถิงเย่โบกเบาๆ “ลงไปรับรางวัลได้เลย!”
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพเ้าค่ะ!” หญิงชรากล่าวด้วยความยินดีแล้วเดินตามทหารองครักษ์ออกไป
หวาชิงเสวี่ยยืนแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าอึดอัด “ข้ารู้สึกว่าหัวมันหนักมาก!”
นางส่องกระจกก็รู้ว่าสวยใช้ได้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาช่างน่ากลัว! การทำผมนี้ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็มเชียวนะ!
เท่ากับสองชั่วโมง! น่ากลัวเกินไปแล้ว!
เพื่อที่จะรัดผมให้เป็ทรง ‘หมอกเมฆ’ อย่างที่ว่ากันนั้น มันจึงเปลืองแรงเป็อย่างยิ่ง และย่อมไม่อาจขาดน้ำมันใส่ผมกลิ่นดอกกุ้ยฮวาไปได้ รวมถึงปิ่นปักผมและเครื่องประดับต่างๆ นานาอีกมากมาย
หวาชิงเสวี่ยขยับเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วพูดอย่างยากลำบาก “ข้าไม่กล้าขยับหัวเลย”
รู้สึกว่าเพียงแค่ขยับเบาๆ เครื่องทองเงินหรือไข่มุกที่อยู่บนหัวก็จะร่วงลงมา
ฟู่ถิงเย่เดินเข้าไปหาแล้วจับมือนาง “เ้าจะขยับหัวไปทำไมกัน”
หวาชิงเสวี่ย: “…”
อืม เขาก็พูดมีเหตุผล
ฮวนเอ๋อร์ที่เดินตามอยู่ด้านหลัง ตรวจดูนางอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วปลอบใจว่า “คุณหนูอย่ากลัวไปนะเ้าคะ มันแ่ามาก”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ พยายามไม่ทำให้ตัวเองตื่นเต้น
“ไปเอาของขวัญกัน พวกเราไปกันเถอะ”
ฟู่ถิงเย่เห็นท่าทางระมัดระวังของนางก็รู้สึกสงสาร นางดูสวยงามก็จริง แต่กลับดูเกร็งมากกว่าปกติ
ฟู่ถิงเย่กล่าวกับนางว่า “ไปพบหน้าแล้วก็จะกลับ ไม่ได้อยู่นานนักหรอก”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “ข้าไม่เป็อะไรเ้าค่ะ เพียงแต่แต่งตัวแบบนี้แล้วรู้สึกไม่ชิน”
นางพูดจบ ก็หรี่ตาขึ้นลงเพื่อสำรวจฟู่ถิงเย่ แล้วก็ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านวันนี้แม่ทัพก็ดูหล่อเหลามากเหมือนกันนะเ้าคะ!”
ฟู่ถิงเย่ “หล่อเหลา?”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะพลางเอามือปิดปาก “ก็คือ…ดูสง่างาม มีความเป็ชายชาตรีมากเลยเ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกพอใจ ยกยิ้มมุมปากแล้วจูงมือนางเดินออกไปข้างนอกอย่างมีความสุข
...
การที่แม่ทัพฟู่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังพาสาวงามไปร่วมงานเลี้ยง กลายเป็จุดสนใจในทันที
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า ฟู่ถิงเย่อายุย่างยี่สิบแปดปีแล้ว แต่กลับยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน ตอนนี้จู่ๆ ก็มีหญิงสาวปรากฏตัวขึ้นข้างกาย นั่นก็แสดงว่า...แม่ทัพใหญ่กำลังจะมีข่าวดี?
ทุกคนต่างพากันเหลียวมอง คาดเดาถึงสถานะของหวาชิงเสวี่ย และคาดเดากันว่าเป็ตระกูลใดที่โชคดีได้เกาะขาของอ๋องเจิ้นเป่ยเช่นนี้
พวกเขาเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยอ่อนหวานงดงาม ท่วงท่าอ่อนช้อย คงจะเป็คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ หากเป็คุณหนูในเซิ่งจิง เหตุใดถึงไม่มีผู้ใดรู้จักนาง?
“มีคนมองพวกเราเยอะมากเลยเ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยกระซิบบอกฟู่ถิงเย่
นางรู้สึกประหม่า หลังของนางจึงตั้งตรงตลอดเวลา ไม่กล้าแม้แต่จะหันหน้า พยายามมองตรงไปข้างหน้า ทำให้คนภายนอกเห็นว่านางสง่างามและมีมาด
ฟู่ถิงเย่ตอบกลับว่า “พวกเขาเห็นว่าเ้าสวย ก็เลยมองให้เต็มสองตา”
“พูดเหลวไหล” หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงแล้วค้อนเขา ในขณะที่เข้ามาในจวนก็ได้เห็นเหล่าฮูหยินและคุณหนูตั้งหลายคนที่ดูดีกว่านางมาก
ฟู่ถิงเย่ถูกสายตาที่แสดงความขัดเขินเล็กๆ นั้นทำเอาใจเต้นแรง กระดูกอ่อนยวบลงไปหลายส่วน
“อย่าขยับ ปิ่นปักผมหลวม” เขาพูดพลางยกมือขึ้นไปลูบผมของนาง “ปิ่นไข่มุกอันนี้จะหลุดแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยไม่กล้าขยับจริงๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านช่วยทำให้มันแน่นๆ หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่กดลงไปสองที ตอนที่เอามือลงก็แอบแตะแก้มของนางเบาๆ แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ตัวว่าถูกลวนลาม เพราะปกติแล้วฟู่ถิงเย่เป็คนจริงจังมาก นางจึงไม่ได้คิดไปในทางนั้น
“เสร็จหรือยังเ้าคะ?” นางถาม โดยที่ยังคงไม่กล้าขยับศีรษะ
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อย “อืม ไม่หลุดแล้ว”
บรรดาคนที่แอบสังเกตการณ์อยู่รอบข้างต่างใจนต้องสูดหายใจเข้า
แม่ทัพใหญ่ที่ไม่เคยเข้าใกล้สตรี กลับเป็ฝ่ายช่วยหญิงสาวติดปิ่นให้แน่นเสียเอง นี่มันเื่หายากขนาดไหนกันนะ?! งานเลี้ยงชมบุปผาวันนี้ ไม่ได้มาเสียเที่ยวจริงๆ! ได้เห็นฉากนี้เป็บุญตา!
ฟู่ถิงเย่พาหวาชิงเสวี่ยไปที่โถงด้านหน้า บรรดาแขกที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มส่งเสียงดัง พากันสืบถามว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างกายแม่ทัพนั้นเป็ใครกันแน่!
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กำลังพูดคุยกับฮูหยินหลายท่านอยู่ในห้องโถงด้านหน้า สาวใช้ที่เข้ามาส่งข่าวบอกว่าฟู่ถิงเย่มาถึงแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จึงยิ้มกว้างขึ้นอีก
“ไปตามหว่านเมี่ยวมา บอกให้มาพบญาติผู้พี่ของนางหน่อย”
สาวใช้รับคำแล้วเดินออกไป
สีหน้าของฮูหยินสวีดูแปลกไปเล็กน้อย
มีฮูหยินท่านหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนว่าหว่านเมี่ยวจะอายุสิบหกแล้วใช่ไหมเ้าคะ? หลังจากแต่งออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านจะเสียดายแค่ไหนนะเ้าคะ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า กล่าวว่า “ตอนที่รับมายังเป็เพียงเด็กตัวเล็กนิดเดียว ข้าแก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว เลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ ตอนนี้นางกำลังจะแต่งงาน ไม่ว่าจะแต่งไปบ้านใดก็รู้สึกเสียดาย”
ฮูหยินหลายท่านต่างก็ยิ้มออกมา มีเพียงฮูหยินสวีที่รอยยิ้มดูแข็งทื่อ
ในใจของนางยังลังเลและคิดขึ้นมา อย่าบอกนะว่า…ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มีแผนการอื่นกับเฉิงหว่านเมี่ยว?
หากเป็เช่นนั้นจริง บุตรชายของนางจะไม่กลายเป็คนที่วางแผนไปเสียเปล่าหรือ?
ในใจของฮูหยินสวีเกิดความร้อนรน รู้สึกสับสนอยู่ชั่วขณะ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก
สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ร้องว่า “แย่แล้วเ้าค่ะ! ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูตกน้ำแล้วเ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?!” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ลุกขึ้นพรวดพราด ทันใดนั้นก็รู้สึกหน้ามืด!
