ฟางซิ่นยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนและลูบจมูกของเขาไปมา กงจื้อิเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับผู้าุโคนนี้ที่ดื้อรั้นเหมือนเด็กขึ้นทุกวัน เขาจึงพูดพร้อมยิ้มเจื่อนๆ ว่า “ลำบากลุงเหว่ยแล้ว เมื่อครู่นี้ข้างนอกเพิ่งจะส่งเหล้าชั้นดีมาให้หลายไห หากว่าลุงเหว่ยไม่รังเกียจคืนนี้ก็ลองเปิดชิมดูสักไห ว่ากันว่าเป็เหล้าโบราณที่หมักเอาไว้กว่าสามสิบปีของสกุลสวิน”
“เ้าเด็กบ้า ทำไมมีเหล้าชั้นดีในห้องเก็บของแล้วไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ ข้าเหนื่อยจนปากแห้งลิ้นแห้งหมดแล้ว ข้าจะไปเอามาดื่มสักไหเพื่อดับกระหายสักหน่อย”
หลังจากพูดอย่างนั้น ผู้าุโก็ทิ้งทุกคนไว้และเดินจากไป ติงเหว่ยร้อนใจจนเกือบจะเอ่ยปากห้ามเอาไว้ แต่แล้วก็เห็นผู้าุโดึงซานอีโยนเข้ามาจากที่ประตู “เ้าหนุ่มซาน การถอนเข็มปล่อยให้เป็หน้าที่ของเ้าก็แล้วกัน หากเ้ากล้าทำผิดพลาดแม้แต่น้อยข้าจะทำให้เ้าสลบแล้วเอาไปทิ้งในูเาให้ยุงกินซะ!”
ทันทีที่พูดจบ คนคนนั้นก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงา
ซานอีลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาลูบาแของเขาที่เกือบจะเปิดออกอีกครั้งจากนั้นก็ทำหน้าตาบูดบึ้งและยกมือขึ้นพร้อมตำหนิว่า “ผู้าุโคนนี้ ใครจะไปเดาออกว่าเขาเป็หมอเทวดากัน? เขาเป็ขี้เมาชัดๆ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ฟางซิ่นตลกมากจนใช้พัดตีไปที่ฝ่ามือเสียงดัง ส่วนติงเหว่ยก็ถูกผู้าุโทำให้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก นางก้มหน้ามองเห็นเหงื่อบางๆ บนหน้าผากของกงจื้อิ จึงกระซิบเบาๆ ว่า “นายน้อย อีกหนึ่งเค่อก็ถอนเข็มได้แล้ว ท่านอาจารย์บอกว่ายาสมุนไพรที่ใช้แก้พิษไม่แสลงกับเหล้า หากดื่มสักหน่อยทุกวัน กลับจะทำให้เืไหลเวียนดียิ่งขึ้น ถ้าเช่นนั้นกลางวันนี้ข้าจะผัดกับข้าวสักสองอย่าง แล้วนายน้อยดื่มกับคุณชายฟางสักสองแก้วเป็เช่นไร?”
กงจื้อิมองดูสตรีที่แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย ในใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ราวกับว่าอาการชาบนร่างกายบรรเทาลงไปมาก เขาจึงพยักหน้าและพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งว่า “ตกลง”
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่ออย่างรวดเร็ว ซานอีค่อยๆ ถอนเข็มทองคำขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ติงเหว่ยเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงขอตัวไปห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารกลางวัน เฟิงจิ่วะโออกมาจากมุมห้องแล้วช่วยเ้านายของเขาแต่งตัว จากนั้นก็ประคองเขากลับไปที่ห้องอ่านหนังสืออีกครั้ง
……
ฟางซิ่นนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เขาจึงเอ่ยถามทันทีที่นั่งลงว่า “เทียนเป่า มีข่าวส่งมาจากเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?”
กงจื้อิจิบชาอุ่นๆ เข้าไปหนึ่งคำ เขาส่ายหน้าและพูดออกมาด้วยเสียงจริงจังว่า “เ้าฟังข้าเล่าเื่หนึ่งสักหน่อย”
“เื่เล่าอย่างนั้นหรือ?” ฟางซิ่นไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ เพื่อนของเขาถึงสนใจมากขนาดนี้ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “เอาสิ เล่ามาเลย”
กงจื้อิที่เห็นว่านายน้อยฟางมีท่าทีดูเฉยเมยก็ไม่ได้สนใจ เขาเอ่ยปากเล่าขึ้นมาทันที
เดิมทีเขาก็เป็คนมีพร์อยู่แล้ว หากไม่เป็เพราะว่าเขาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และสืบทอดอู่โห่วฝูมาั้แ่เด็ก เกรงว่าตำแหน่งจอหงวนในสาขาวรรณกรรมคงไม่มีทางที่คนอื่นจะได้รับไป
ภายในหนึ่งเค่อเื่ราวบทนำที่ติงเหว่ยเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ก็ถูกเขาเล่าออกมาอีกครั้งโดยไม่ตกหล่นสักคำเดียว
ยิ่งฟางซิ่นฟังมากเท่าไรเขาก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมมากเท่านั้น รอจนฟังจบเขาก็ยื่นมือออกไปคว้าแขนเสื้อของสหายสนิทโดยไม่รู้ตัว “เื่เล่านี้มีชื่อว่าอะไร และเ้าไปได้ยินมาจากที่ไหนกัน?”
“สามก๊ก แม่นางติงเพิ่งจะเล่าเมื่อครู่นี้!”
“ดี ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!” พัดของฟางซิ่นกระแทกลงบนฝ่ามืออย่างแรง และใบหน้าของเขาก็แดงก่ำไปด้วยความตื่นเต้น “เทียนเป่า เื่เล่าเื่นี้ ไม่ใช่สิ เรี่องนี้ไม่ใช่เื่เล่าอีกต่อไป ควรค่าให้คัดลอกเป็หนังสือจากนั้นเผยแผ่ออกไปทั่วโลก!”
กงจื้อิเองก็พยักหน้า ดวงตาของเขาทอแสงขึ้นมาครู่หนึ่ง “นี่เป็เพียงบทนำ ข้าได้ยินมาว่าต่อไปจะมีกลยุทธ์มากมายนับไม่ถ้วน”
ฟางซิ่นยืนขึ้นและเดินไปรอบๆ ห้องสองรอบ เขาะโออกมาอย่างร้อนใจว่า “แม่นางติงจะเล่าอีกครั้งเมื่อไร ครั้งนี้อย่าลืมเรียกข้าไปด้วย ร่วมสาบานเป็พี่น้องกัน ณ สวนท้อ กรีดเืตกลงเป็พันธมิตร แค่ได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นจนเืสูบฉีดขึ้นมา!”
“พรุ่งนี้ตอนที่แช่สมุนไพร เ้าเองก็มาด้วยกันสิ” กงจื้อิตอบไปอย่างสบายๆ จากนั้นก็หันไปสั่งเฟิงจิ่วที่อยู่ตรงมุมห้องว่า “ถ่ายทอดคำสั่งออกไป เื่เล่าเื่นี้ห้ามเล็ดลอดออกไปนอกเรือนเด็ดขาด”
เฟิงจิ่วรีบตอบรับอย่างรวดเร็วและหันหลังเดินออกไป เห็นได้ชัดว่านายท่านมีเจตนา้าใช้ประโยชน์ หากใครไม่ระวังและเผลอปากมาก ก็จะทำลายเื่ใหญ่ของนายท่านได้
โชคดีที่เพิ่งผ่านไปมานาน เฟิงอีเองก็ไม่ใช่พวกฮูหยินปากเปราะ แต่เขาเล่าให้หลินอีและฮั่วอีฟังไปแล้ว หลังจากที่ได้รับคำสั่งเขาก็ปิดปากเงียบไปโดยปริยาย
ติงเหว่ยไม่ได้รู้เลยว่าเื่ที่นางเล่าออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้น จะทำให้เกิดเื่เล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมากมาย ถึงขั้นที่ว่าหลายปีหลังจากนี้ หนังสือที่เป็นิทานเอาไว้อ่านก่อนนอนของนางตอนยังเป็เด็กจะกลายเป็หนังสือรวมกลยุทธ์ที่ราชวงศ์ซีเฮ่าจำเป็ต้องศึกษา
ขณะนี้นางกำลังท่องหนังสือทักษะทางการแพทย์ไปด้วย และต้มไก่บนเตาไปด้วย ในลานบ้านยามนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เฉิงเหนียงจื่อกำลังเย็บเสื่อน้ำมันผืนหนึ่ง และบนเสื่อน้ำมันก็ยังมีผ้าห่มที่ทำจากผ้าฝ้ายหนาๆ ส่วนอันเกอเอ๋อร์กำลังสวมชุดสีแดงวิ่งเล่นหัวเราะคิกคักจนผมเปียเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังสะบัดไปสะบัดมา ทำให้คนที่ได้ฟังต่างก็มีความสุขเป็อย่างมาก…
……
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จก็เป็เวลาล้างพิษ ติงเหว่ยเปลี่ยนชุดเป็ชุดผ้าฝ้ายกันเปื้อนเดินออกมาจากห้องข้างๆ นอกจากจะเห็นเฟิง ฮั่ว หลินทั้งสามคนแล้ว ที่ตามมุมลานบ้านยังมีองครักษ์เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย นางกะพริบตาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นก็เดินเข้าห้องอาบน้ำไป
เฟิงจิ่วที่กำลังเทน้ำร้อนลงในอ่างอาบน้ำ เมื่อเขาเห็นนางเดินเข้ามาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ติง เมื่อคืนข้าจับจิ้งหรีดดำได้สองตัว เพิ่งจะให้หลินลิ่วเข้าไปหาขวดโหลในเมือง จากนั้นค่อยเอาไปให้อันเกอเอ๋อร์เล่นอะไรแปลกใหม่”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกขบขับ นางพูดอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรว่า “อันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะอายุเท่าไรเอง เขาจะเล่นจิ้งหรีดเป็ได้ยังไง? เขายังเด็กอยู่ หากว่าโตมากกว่านี้อีกสักหน่อย เกรงว่าจะถูกพวกเ้าเอาใจจนเป็คุณชายจอมเอาแต่ใจเป็แน่!”
“ไม่หรอก ไม่หรอก” เฟิงจิ่วโบกมืออย่างรวดเร็วและตอบด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ “เมื่ออันเกอเอ๋อร์เติบโตขึ้นเขาจะเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่แน่ว่าเขาอาจกลายเป็คุณชายอันดับหนึ่งของซีเฮ่าด้วยซ้ำไป!”
“คุณชายอันดับหนึ่งอย่างนั้นหรือ? ในซีเฮ่านอกจากข้าแล้วยังมีใครกล้ารับตำแหน่งนี้อีกหรือ?” ฟางซิ่นเกรงว่าเขาจะพลาดโอกาสในการฟังเื่เล่าไปก็เลยรีบมาก่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้บังเอิญได้ยินครึ่งประโยคหลังพอดี เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดล้อเล่นแทรกขึ้นมา
ติงเหว่ยที่ไม่กี่วันมานี้เริ่มคุ้นเคยกับเขาและนางเองก็ขาดความเคารพนับถือต่อเขาไปตั้งนานแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็กลอกตาขึ้นและพูดอย่างดูถูกว่า “นายน้อยฟางอย่าได้กังวลไป เมื่ออันเกอเอ๋อร์ของข้าโตแล้วเขาจะสอบจอหงวน รับรองว่าไม่เหมือนคุณชายเ้าสำราญเช่นท่านอย่างแน่นอน!”
“พรวด!” เฟิงจิ่วอยู่กับนายท่านของเขามาั้แ่เด็ก เขาแทบจะไม่เคยเห็นนายน้อยฟางที่อ้างตัวว่าอ่อนโยนและมีเสน่ห์จะถูกทำให้พ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน ทำให้ฟางซิ่นประหม่าจนต้องใช้พัดตีไปที่ท้ายทอย เขาพูดอย่างสงสัยว่า “เอ๋ พูดถึงอันเกอเอ๋อร์อย่างนั้นหรอกหรือ เหอะๆ ให้เด็กน้อยเติบโตอย่างปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรกับนิสัยี้เีจนตัวเป็ขนของเขาดี นางจึงจับเขามาช่วยหยิบยาและโยนลงไปในอ่างน้ำตามลำดับเพื่อแช่เอาไว้
ฟางซิ่นเสียบพัดไว้ที่คอเสื้อด้านหลัง เขานึกถึงเื่เล่าเมื่อวานที่ได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะพูดเร่งออกมาว่า “ยังไงก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะให้เทียนเป่าแช่น้ำได้ มิสู้เล่าเื่ก่อนสักส่วนเป็ยังไง?”
เฟิงจิ่วเองก็เป็ผู้ฟังที่ซื่อสัตย์ ั้แ่เมื่อวานที่ได้รับคำสั่งจากนายท่านก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จะกันพวกเหล่าองครักษ์ออกไป ดังนั้นตอนนี้เมื่อได้ยินนายน้อยฟางแนะนำขึ้นมา เขาเองก็รีบวิ่งเข้าไปทันที ถึงขั้นที่ว่าในมือของเขายังถือฟืนเอาไว้อยู่ รวมถึงน้ำในหม้อที่เพิ่งเดือดไปครึ่งเดียวก็ไม่สนใจแล้ว
ติงเหว่ยคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อวานก็แค่เล่าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและบรรเทาความเ็ปลงบ้างเท่านั้น นางถึงได้พูดออกไปอย่างสบายๆ ไม่นึกว่าจะได้รับการต้อนรับเช่นนี้?
แต่เมื่อนางนึกถึงไม่กี่วันก่อนที่เฉิงเหนียงจื่อเล่าเื่ผีสางเทวดาให้ต้าหวาฟัง นางเองก็ไม่แปลกใจแล้ว
อุตสาหกรรมบันเทิงในยุคสมัยนี้ยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ไม่ต้องพูดถึงซีรี่ย์และภาพยนตร์ แค่หนังสือเล่าเื่ก็หาได้ยากแล้ว ต่อให้จะมีปรากฏในโรงน้ำชาบ้างสักครั้งสองครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็เื่ตลกภายในครอบครัวเสียมากกว่า เช่น หากลูกสะใภ้คนไหนไม่กตัญญูก็จะถูกฟ้าดินลงโทษอะไรพวกนั้น
เื่เหมือนสามก๊กที่มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่และมีเื่หักมุมน่าตื่นเต้นก็มีอยู่ไม่มาก ยิ่งไปกว่านั้นกงจื้อิ ฟางซิ่นแล้วก็ยังมีเหล่าองครักษ์ทั้งหลายที่ไม่พรางตัวอยู่ในเมืองหลวงก็เป็ทหารที่ชนะในากลับมา สำหรับเื่ราวแห่งอำนาจและแผนการเช่นนี้เป็เื่ปกติที่พวกเขาจะชื่นชอบหรือหมกมุ่นอยู่กับมัน
ในเมื่อเป็เช่นนี้หากในอนาคตนางตกระกำลำบากขึ้นมา นางก็ยังสามารถเขียนหนังสือไปขาย หรืออาจเป็นักเล่าเื่เพื่อหาเลี้ยงชีพก็ยังได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดีขึ้นมา แต่อีกครู่เดียวกงจื้อิก็จะเริ่มแช่ยาสมุนไพรแล้ว พอถึงตอนนั้นนางก็จะต้องเล่าเื่ที่เล่าไปก่อนอีกรอบหนึ่ง ดังนั้นนางจึงตัดสินใจปฏิเสธ “ข้าไม่เล่า อีกเดี๋ยวนายน้อยมาแล้วค่อยเล่าพร้อมกันทีเดียว”
“ไอ้หยา แม่นางติงอย่าขี้เหนียวไปเลย แค่ส่วนเล็กๆ เล่าแค่ส่วนเล็กๆ ก่อนก็พอแล้ว โจโฉคิดอะไรออกกันแน่? เมื่อวานข้าเอาแต่คิดเื่นี้ทั้งคืนจนนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ!”
ฟางซิ่นทำหน้าบูดบึ้งด้วยความร้อนใจ เขายกมือขึ้นและโยนสมุนไพรทิ้งไป ติงเหว่ยถลึงตามองเขาอย่างโมโห นางเข้าไปแย่งถุงสมุนไพรคืนมาและไม่ยอมให้เขาช่วยเหลืออีก
“ยังไงเ้าก็นอนคิดมาตั้งหนึ่งคืนแล้ว แค่รออีกไม่ถึงครึ่งเค่อก็ไม่ต่างกัน!”
“ต่างสิ ทำไมจะไม่ต่างล่ะ!” ฟางซิ่นเดินวนไปรอบๆ อ่างแล้วขอร้องออกมา “ขอแค่ประโยคเดียวเท่านั้น เ้าบอกข้าว่าโจโฉคิดอะไรออกมาได้ก็พอแล้ว!”
แต่น่าเสียดายที่ติงเหว่ยตั้งใจแน่วแน่แล้วว่านางจะไม่พูดออกมา เขาโกรธจนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงหันหลังกลับและวิ่งไปที่ห้องหนังสือเพื่อเร่งสหายสนิท “รีบเก็บของไปแช่สมุนไพรได้แล้ว ทุกคนรอให้เ้าไปจะได้ฟังเื่เล่าด้วยกันอยู่ ข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว! แม่นางติงเองก็ไม่ยอมพูดอะไรสักประโยค”
……
กงจื้อิกำลังเขียนเื่ราวที่เขาได้ฟังเมื่อวานนี้อย่างเงียบๆ ยิ่งเขาเขียนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยและชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าเื้ัของเื่นี้ยิ่งใหญ่เพียงไร แค่พูดถึงตัวละครที่มากมายและโครงเื่ที่หักมุมจนเป็เื่ยากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่จะแยกแยะออกได้อย่างชัดเจนหลังจากที่ได้ฟังเพียงแค่หนึ่งครั้ง ทว่าติงเหว่ยกลับพูดออกมาอย่างสบายๆ ราวกับทุกตัวอักษรในเื่นี้ถูกจารึกไว้ในหัวใจของนางอย่างไรอย่างนั้น
และแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือนางเป็หญิงสาวในครอบครัวชาวนา แล้วไปฟังเื่นี้มาจากที่ใด? หรือว่านางเป็ลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาูเาจริงๆ
ทันใดนั้นฟางซิ่นก็บุกเข้ามาทำให้เขากลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำบ่นเหล่านี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นและตลกอยู่ในใจ ไม่ว่าที่มาของนางจะแปลกประหลาดสักแค่ไหน แต่ตอนนี้นางก็เป็สตรีของเขาและเป็แม่แท้ๆ ของลูกชายเขา ต่อให้นางจะเป็ลูกศิษย์ของเทวาูเาแล้วอย่างไร แค่เก็บนางไว้ในโลกมนุษย์ก็พอแล้ว
“ตกลง ข้าเองก็อยากฟังส่วนที่เหลือต่อเหมือนกัน เ้าช่วยประคองข้าลุกขึ้นหน่อย”
“รับทราบขอรับ ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยจะช่วยปรนนิบัติรับใช้ให้ท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที!” ฟางซิ่นรีบก้าวไปข้างหน้า หยิบเสื้อผ้าและไม้ค้ำยันมาให้ เขาปรนนิบัติรับใช้อย่างกระตือรือร้นมากกว่าเฟิงจิ่วเสียอีก ไม่เหลือท่าทีของคุณชายหยิ่งผยองเลยแม้แต่น้อย
รอยยิ้มในดวงตาของกงจื้อิยิ่งเพิ่มมากขึ้น เขาลดมือลงเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างช้าๆ ทำให้ฟางซิ่นเร่งเร้าเขาไม่หยุด ดังนั้นเขาจึงหัวเราะออกมาหนักกว่าเดิม
คิดไม่ถึงว่าฟางซิ่นที่คอยมองหน้าเขาเป็ระยะจู่ๆ ก็เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ หลังจากนั้นครู่ใหญ่เขาก็พูดออกมาว่า “เทียนเป่า หากว่า…ไม่กลับไปเมืองหลวง เ้าสามารถอยู่ที่นี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปตลอดชีวิต ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีนี่นา อย่างน้อยตอนเ้าอยู่ที่เมืองหลวงก็ไม่เคยหัวเราะอย่างสบายใจขนาดนี้มาก่อน”
กงจื้อิคว้าไม้ค้ำยันและหยุดกะทันหัน แต่ใน่เวลาถัดมาเขาก็พยายามใช้แขนอย่างสุดแรงและลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง เขาหันหูไปด้านข้างเล็กน้อยและฟังอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเขาก็พูดออกมาด้วยเสียงราบเรียบว่า “เหวินหลาน ครั้งนี้ข้าจำเป็ต้องทำให้แผ่นดินซีเฮ่ากลับมาเป็ของสกุลกงจื้อ และข้าเองก็มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้นด้วย!”
หลังจากพูดจบกงจื้อิก็ค่อยๆ เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ฟางซิ่นมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสงสัย ลุงอวิ๋นกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์ให้ขี่อยู่บนคอของเขาและวิ่งไปรอบๆ ลานอย่างบ้าคลั่ง อันเกอเอ๋อร์เองก็กำลังอยู่ในวัยซุกซน มือเล็กๆ ของเขาจับปอยผมของผู้าุโเอาไว้ เขาหัวเราะคิกคักเสียงดัง องครักษ์หลายคนที่ได้ยินต่างก็พากันยิ้มออกมา
ทุกอย่างก็เหมือนเมื่อก่อน ไม่มีอะไรที่ผิดแปลกไปจากเดิม อะไรกันที่ทำให้พี่น้องและสหายคนสนิทของเขายืนกรานที่จะะโเข้าไปในหลุมแห่งความมั่งคั่งและอำนาจ และจำเป็ต้องสู้ฝ่าฟันบนเส้นทางที่นองไปด้วยเืเพื่อแย่งแผ่นดินซีเฮ่ากลับมา? เป็เพราะการแก้แค้นเท่านั้นจริงๆ หรือ?
