จนกระทั่งตอนเช้าเวลาเก้าโมงครึ่งมาถึง ซูฮ่าวขับรถพอร์เชอพาไป๋เหวินหลิงไปที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน
ศาลาซวีสุ่ยหลานตั้งอยู่บนถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของฉวนโจว ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์มีสภาพแวดล้อมเป็ใจคอยอำนวยความสะดวก อยู่ติดรถไฟฟ้ากับเขตธุรกิจที่สำคัญ มีที่พัก โรงอาบน้ำ ภัตตาคารอาหารและเครื่องดื่ม กิจกรรมเพื่อสุขภาพและนันทนาการรวมเป็หนึ่ง ใส่ใจในรายละเอียด ถูกยกให้เป็แดนสุขาวดีของเมืองที่อยู่เื้ัความเจริญรุ่งเรือง และคือสถานที่หรูหราของบุคคลมีระดับโดยเฉพาะ
รถพอร์เชอขับผ่าน ไม่นานก็มาถึงศาลาซวีสุ่ยหลานแล้ว
หลังจากที่หยุดรถแล้ว ซูฮ่าวกับไป๋เหวินหลิงก็เดินออกมาจากในรถพอร์เชอแล้ว
ซูฮ่าวมองศาลาซวีสุ่ยหลานที่อยู่ตรงหน้า ก็รู้สึกทึ่ง
มองจากภายนอก ทั้งศาลาซวีสุ่ยหลานมีสีทองเป็หลัก ตลบอบอวลไปด้วยแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เข้มข้น
ซูฮ่าวตามไป๋เหวินหลิงเดินเข้าไปในศาลาซวีสุ่ยหลาน ก็ยิ่งงงงัน ทั้งศาลาซวีสุ่ยหลานมีการตกแต่งที่มาจากสถานที่ต่างๆ ของโลก โทนสีเข้มแต่มีชีวิตชีวา การตกแต่งพรั่งพรูโดยเฉพาะใจกว้าง ระเบียงทางเดินที่หรูหราโอ่อ่าคู่กับการตกแต่งของทองคำเปลว จากในสู่นอกดูเหมือนพระราชวัง
คนธรรมดาทั่วไปหากอยู่ที่นี่หนึ่งวัน ก็คงจนไปอีกสิบชาติ
มองไปตลอดทาง ทั้งสองคนหยุดอยู่ที่ห้องส่วนตัวหมายเลขสิบของศาลาซวีสุ่ยหลานแล้ว
ไป๋เหวินหลิงเคาะประตู ด้านในมีเสียงที่เรียบง่ายดังมาว่า “เชิญเข้ามา!”
เธอได้ยินเสียงแล้ว ก็ฉีกยิ้มแบบมืออาชีพ และผลักประตูออกเบาๆ เธอเดินเข้าห้องส่วนตัวไปกับซูฮ่าวแล้ว
ในห้องส่วนตัว มีคนนั่งอยู่บนโซฟาสองคน คนหนึ่งในนี้คือซวี่หงเฟย เขาในวันนี้สวมชุดสูทสีดำเข้ม ใบหน้าคม ดวงตาทั้งคู่มีชีวิตชีวา
อีกคนหนึ่งคือผู้หญิง ชุดเครื่องแบบสีอ่อนรัดรูปร่างที่อรชร คู่กับกางเกงสีดำที่พอดีตัว ทั้งตัวปลดปล่อยออร่าที่สวยและนุ่มนวล
ตอนที่เห็นซูฮ่าวเดินเข้ามา เธอก็กระตุกคิ้วเล็กน้อย สายตาหยาดเยิ้ม มีความรู้สึกที่ยั่วยวนอยู่ด้านใน
“ผมยังคิดว่ามีแค่คุณไป๋มาคนเดียว คิดไม่ถึงว่าคุณซูก็มาด้วยแล้ว ก็ทำให้ผมประหลาดใจจริงๆ ” ซวี่หงเฟยหัวเราะเสียงดัง และเรียกให้ทั้งสองคนนั่งลง เขาชี้ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ พลางพูดว่า “นี่คือหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศของบริษัทอูเฉี่ยนหยา เคยได้กรรมสิทธิ์ภาพดังให้กับบริษัทจำนวนไม่น้อย วันนี้ให้เธอมาก็เพื่อคุยเื่ร่วมงานโฆษณา”
“คุณไป๋ คุณซู ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว!” เสียงดังมาแล้ว อูเฉี่ยนหยาก็ยืนขึ้น ยื่นมือออกมาจับมือทักทายกับซูฮ่าวและไป๋เหวินหลิงตามมารยาททางธุรกิจ
หลังจากนั้นภายใต้การบอกเล่าของซวี่หงเฟย เธอแนะนำเนื้อหาในด้านโฆษณาของบริษัทเจียงชานหรูฮั่วกับซูฮ่าวและไป๋เหวินหลิงแล้ว
ทั้งหมดทั้งมวลการพูดเหมาะสม ไม่เร็วไม่ช้า เข้าใจง่าย ได้รับการยอมรับจากซูฮ่าวและไป๋เหวินหลิง
หลังจากที่สองฝ่ายคุยกันแล้ว สำหรับการร่วมงานโฆษณาของสองบริษัทก็ล้วนมีความคิดเห็นเดียวกัน
“ในเมื่อคุณไป๋ไม่มีความคิดเห็นอะไร เช่นนั้นพวกเราก็ลงนามการร่วมงานโฆษณาเถอะ” ซวี่หงเฟยส่งสายตาให้อูเฉี่ยนหยา เธอก็เข้าใจทันที และหยิบสัญญาการร่วมงานโฆษณาออกมาให้ไป๋เหวินหลิงแล้ว
ไป๋เหวินหลิงดูคร่าวๆ สักหน่อย หลังจากที่ยืนยันว่าไม่ผิดพลาดแล้ว ก็ลงนามโดยตรง หลังจากนั้นเตรียมจะหยิบตราประทับของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวออกมาประทับตรงที่ลงนาม
แต่พอค้นหาเพิ่งจะพบว่า ตราประทับของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไม่ได้อยู่กับเธอ แต่ให้คนใหม่ของบริษัทที่กู้เพ่ยหลิงแนะนำตอนคุยโทรศัพท์ในเมื่อเช้านำมา
ดูเวลาแล้ว ก็เกือบจะสิบโมงครึ่ง แต่เธอกลับไม่เห็นร่างของคนใหม่ของบริษัทท่านนั้น
“ประธานซวี่ ฉันขอตัวไปโทรศัพท์สักครู่” ไป๋เหวินหลิงหยุดชะงัก และยิ้มแสดงความขอโทษให้ซวี่หงเฟย เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา และเดินออกไปด้านนอกห้องส่วนตัว
หนึ่งนาทีต่อมา เธอเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวอีกครั้ง
“ประธานซวี่ ขอโทษจริงๆ ค่ะ ตราประทับของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไม่ได้อยู่ที่ฉันชั่วคราว พนักงานของบริษัทกำลังส่งมาที่นี่ ยังขอให้คุณรอสักครู่”
“ไม่เป็ไร ได้อยู่ในห้องเดียวกันกับคุณไป๋ที่โฉมงามดั่งดอกไม้ รอนานเท่าไรก็ไม่เป็ไรครับ?” ซวี่หงเฟยพิงโซฟา พลางพูดอย่างยิ้มแย้มและใจกว้าง
คำพูดนี้ของเขาไม่เกินไปอย่างแน่นอน การนั่งอยู่กับผู้หญิงที่มีราศีสูงอย่างไป๋เหวินหลิง ก็รู้สึกสบายใจจริงๆ
“ได้รับความกรุณาจากประธานซวี่แล้ว” ไป๋เหวินหลิงหัวเราะอย่างสง่างาม ภายในใจมีความประทับใจต่อซวี่หงเฟยไม่น้อย
ซวี่หงเฟยคนนี้พูดจาเหมาะสม สง่างามมีอารมณ์ขัน บริหารบริษัทเจียงชานหรูฮั่วได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งพัฒนาเป็บริษัทการประดิษฐ์ตัวอักษรและวาดภาพที่ใหญ่ที่สุดของฉวนโจว ไม่ได้มีดีแค่ชื่อจริงๆ
ซูฮ่าวที่อยู่ข้างๆ กลับเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา พูดน้อยมาก
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่มีอะไรจะพูด หัวข้อด้านธุรกิจ เขาก็ไม่ชำนาญจริงๆ
ระหว่างที่รอ ซวี่หงเฟยราวกับคิดอะไรออกแล้ว ก็กระซิบกระซาบข้างๆ หูของอูเฉี่ยนหยาสักหน่อย
เธอก็เข้าใจทันที และให้พนักงานส่งน้ำชาที่หอมกรุ่นเข้ามาสี่แก้วแล้ว
“คุณซู คุณไป๋ นี่คือชาชั้นเยี่ยมของศาลาซวีสุ่ยหลาน ผมก็ทุ่มเทไปมากกว่าจะได้มา มา ชิมสักหน่อย” ซวี่หงเฟยชี้แก้วชาลายครามที่ประณีตพลางพูดอย่างยิ้มแย้ม
ไป๋เหวินหลิงยกแก้วชา รู้สึกแค่ว่ามีกลิ่นหอมสดติดจมูก ไม่เข้มไม่อ่อน ทำให้รู้สึกสบาย
ซูฮ่าวดื่มเพื่อลิ้มรสสักหน่อย และพูดอย่างประหลาดใจว่า “กลิ่นหอมกรุ่น มีกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ หอมติดทนนาน หอมชัดเจน ชานี้คือชาต้าหงเผาใช่ไหมครับ?”
ชาต้าหงเผาคือชาบรรณาการของราชวงศ์ชิง เล่ากันว่ามีแค่ฮ่องเต้จึงจะดื่มได้ สีชัด กลิ่นหอม และรสชาติล้วนคือของชั้นเยี่ยมในใบชา
เนื่องด้วยต้นชาต้าหงเผาที่บันทึกชื่ออยู่ในราชวงศ์ชิงมีอยู่แค่หกต้น ปลูกอยู่บนที่ราบจิ่งหลงเคอเนินเทียนซินของเขตอู่อี๋ชาน ต้นไม้มีอายุประมาณสามร้อยห้าสิบปี ทุกๆ ปีผลิตชาต้าหงเผาได้แค่ประมาณห้าร้อยกรัม ดังนั้นตอนนี้จึงบันทึกให้เป็มรดกโลกแล้ว คือประเภทชาที่ล้ำค่า หากไม่มีอำนาจก็ได้มายากเป็อย่างมาก ราคายิ่งแพงหูฉี่ สิบล้านก็แค่สองร้อยห้าสิบกรัม
“ไม่ผิด ชานี้คือชาต้าหงเผาจริงๆ ก่อนหน้านี้คุณซูเคยดื่มหรือ?” ซวี่หงเฟยมองซูฮ่าวอย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าซูฮ่าวจิบน้ำชาแค่คำเดียว ก็แยกแยะได้ว่านี่คือใบชาอะไร
“เมื่อก่อนเคยดื่มกับเพื่อนสนิทท่านหนึ่ง ด้านชาเธอชำนาญเป็อย่างมาก ทั้งยังเคยสอนผมว่าชงชาอย่างไร” ซูฮ่าวพยักหน้า ในสายตาเผยอาการหวนคิด
เขาล้วนลืมไม่ลง คืนวันหิมะตกในปีนั้น เธอยกถ้วยชาเดินเข้ามาตรงหน้าเขาด้วยท่าทางที่ยิ้มแย้ม
ลมในเย็นวันนั้น มีกลิ่นดอกกุหลาบพันปี
ทัศนียภาพในเย็นวันนั้น ราวกับความฝันและภาพลวงตา ใกล้ชิดก็ไม่ใช่ห่างเหินก็ไม่เชิง
เธอเคยบอกเขาว่า เธอไม่เคยเห็นดอกไม้ที่แท้จริง แค่เคยได้ยินว่าดอกไม้ที่แท้จริงออกดอกอยู่ในสถานที่ที่โรแมนติกในูเา หากมีสักวัน จะให้เขาพาเธอไปสถานที่ที่โรแมนติกในูเา เพื่อชมดอกไม้นานาชนิด และูเาแม่น้ำที่หลากหลาย
แต่เธอรอเขาครึ่งชีวิตแล้ว กลับรอไม่ถึงวันที่เขาทำตามนัด
ไป๋เหวินหลิงมองท่าทางที่ดูผิดหวังของซูฮ่าว ก็รู้สึกหดหู่ใจทันที เวลานี้เธอแค่รู้สึกว่าในดวงตาคู่นั้นของซูฮ่าวมีแววตาที่รักอย่างลึกซึ้ง
แต่ความรักอย่างลึกซึ้งนี้ ราวกับไม่ใช่เธอ …
“คุณซู แสดงฝีมือชงชาตอนนี้ได้ไหมครับ ให้ผมได้รู้ได้เห็นฝีมือการชงชาของเพื่อนสนิทท่านนั้นของคุณสักหน่อย?” ในดวงตาของซวี่หงเฟยฉายแสงเจิดจ้า และพูดอย่างรอคอย
ซูฮ่าวมีที่มาไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเพื่อนสนิทท่านนั้นก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน หากได้ลิ้มรสฝีมือการชงชาที่แท้จริง ก็ไม่เสียแรงที่เขาทุ่มเทเพื่อให้ได้ชาต้าหงเผามา
“ประธานซวี่ก็ล้วนพูดแล้ว ผมจะทำให้หมดสนุกได้อย่างไร” ซูฮ่าวฉีกยิ้มเล็กน้อย สายตาหันไปที่บนช้อนชาไม้แดง
ความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่ได้พบกันนานทำให้อารมณ์ในทรวงอกสงบ และทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่า
เขาสูดหายใจลึก ก็เห็นแค่เขายื่นนิ้วมือออกมาสองนิ้ว และคีบช้อนชาไม้แดงไว้อย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วหมุนหนึ่งรอบ ตักชาต้าหงเผาที่เหลือไม่มากในกระป๋องชาอย่างพรวดพราดเบาๆ
เขายกช้อนชาไม้แดงตักใบชาต้าหงเผาสาดลงไป ค่อยๆ ร่วงลงในถ้วยชา มองจากไกลๆ ราวกับเชื่อมต่อกันเป็เส้นแล้ว
ต่อมาเขายกกาน้ำชาขึ้น ใช้น้ำร้อนชงซ้ำไปซ้ำมา ใช้แรงเบาช้านุ่มนวลและยกกาน้ำชาขึ้น นิ้วโป้งกดที่กาน้ำชา ยกขึ้นลง จากซ้ายไปขวา ทำให้ใบชาต้าหงเผาเปียกเบาๆ
กาน้ำชาอยู่ในมือของซูฮ่าวก็เบาเป็อย่างยิ่ง ราวกับกระดาษบางหนึ่งแผ่น ข้อมือเคลื่อนไหวนิ้วมือ น้ำไหลลง ทั้งกระบวนการราวกับภาพวาดที่ประณีต ทีละจุด ทีละขีด วาดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
หลังจากนั้นซูฮ่าวนำถ้วยชาที่มีใบชาต้าหงเผาวางไว้ตรงฝ่ามือ และออกแรงสั่นน้ำร้อนในถ้วย
ใบชาต้าหงเผาขยายออกในน้ำ ค่อยๆ จมลง ลอยอีกจมอีก ขึ้นสามลงสาม ใบชาและแสงน้ำสะท้อนกัน ลักษณะของชาในน้ำราวกับผู้หญิงที่สวมชุดกี่เพ้าที่งดงามท่านหนึ่ง ใบชาอวบอิ่ม เห็นแล้วสบายตา พูดได้ว่าสวยสดใส น้ำซึมเข้าไป ก็กระจายตัวลอยไปทั่ว ทั้งสว่างทั้งโปร่งใส ราวกับคิ้วที่ดำขลับและดวงตาที่ใสแจ๋วของผู้หญิง
ที่ลอยขึ้นมาคือไอน้ำ พกพากลิ่นหอมของชา ทำให้รู้สึกสดชื่น
ไป๋เหวินหลิงกับอูเฉี่ยนหยาดมกลิ่นดอกกล้วยไม้ที่หอมกรุ่นนั้นแล้วก็รู้สึกสบายใจมาก
“ชาจมอยู่ก้นแก้ว ราวกับปลายพู่กันตั้งตรง … พื้นฐานความชำนาญด้านชานี้ก็สุดยอดแล้ว!” ซวี่หงเฟยมองสถานการณ์นี้ ก็สูดดมเล็กน้อย แววตาดูตื่นตระหนก
ขั้นตอนการชงชาของซูฮ่าวก็จมหัวใจไปกับชา และผสานความรู้สึกกับชาแล้ว
ลืมสีสันสดใสของโลกมนุษย์ รู้สึกถึงความแจ่มใสในใจ ััความเงียบของเสียงต่างๆ ฝุ่นใต้ท้องฟ้าอันว่างเปล่า
สภาพเช่นนี้ก็บรรลุถึงขั้นที่คน ชา รวมเป็หนึ่งแล้ว
อายุแค่ยี่สิบต้นๆ คิดไม่ถึงว่าจะแตกฉานเื่ชาเช่นนี้ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเพื่อนสนิทท่านนั้นของเขาไม่ธรรมดาแค่ไหน?
สายตาของคนสามคนมารวมกัน ซูฮ่าวยกถ้วยชาใบใหญ่ขึ้นแล้ว ก็หมุนอยู่ในถ้วยชาเรือ น้ำร้อนอุ่นร้อน หลังจากนั้นก็เทใบชาต้าหงเผาที่อยู่ในถ้วยชาออกมา ร่วงลงในถ้วยชาใบใหญ่
มีกลิ่นหอมลอยมาจากในถ้วยที่อุ่นและหอม
ไม่เจือปนและหอมหวาน เข้มข้นไม่ลด กลิ่นหอมสดชื่นค่อยๆ ตลบอบอวล
กลิ่นอ่อนติดนานและสดชื่น หอมเงียบสงบจนเปล่าเปลี่ยว
ราวกับน้ำไหลผ่านและทิ้งเสน่ห์อันน่าดื่มด่ำไว้ ราวกับค้นหาเสียงธนูในแห่งหนใดของคืนจันทร์เพ็ญ
หลังจากนั้นเขาก็เทชาต้าหงเผาที่ชงเสร็จแล้วลงในถ้วยเล็กสามใบ แบ่งวางไว้ตรงหน้าของไป๋เหวินหลิง ซวี่หงเฟย และอูเฉี่ยนหยา
“มา ชิมสักหน่อยว่ารสชาติเป็อย่างไร”
ทั้งสามคนมองถ้วยชา และสบตากัน ต่างก็จิบสักหน่อยแล้ว
่ที่น้ำชาเข้าปาก ทั้งสามคนล้วนดวงตาหด รู้สึกว่าอารมณ์ของร่างกายจิตใจล้วนถูกชาถ้วยนี้กลั่นกรอง และตกตะกอนหมดแล้ว คือความรู้สึกดีอกดีใจในโลกมนุษย์
ถึงแม้น้ำชาเข้าท้อง แต่กลิ่นหอมนั้นยังคงติดอยู่ระหว่างปากและฟันยาวนานจนไม่มีทางหายไป
โดยเฉพาะจากในชาถ้วยนี้ ทั้งสามคนได้รับแิอย่างหนึ่งแล้ว ขมขื่นและยาวเหยียด ราวกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในวันเวลาที่คาดเดาไม่ได้ แต่คงความเชื่อไว้ เพื่อรอคอยการกลับมาของผู้ชายบางคน
“คุณซู การชงชาของคุณทำให้ผมเลื่อมใสอย่างสุดจิตสุดใจจริงๆ ” ลิ้มรสชาที่หาที่เปรียบไม่ได้ ซวี่หงเฟยอดไม่ได้ที่จะปรบมือ และชมอย่างไม่หยุดปาก
ปกติแล้วเขามักจะดื่มชา ชนิดชาที่เคยลิ้มรสมีนับร้อยนับพัน รสชาติหลากหลาย แต่กลับให้ความรู้สึกที่เดินดูเพลินจนลืมกลับบ้าน
แต่ชาที่ซูฮ่าวชงในวันนี้ คือการชำระล้างที่มาจากจิติญญาจริงๆ ทำให้เขาเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ
ซูฮ่าวพูดพลางหัวเราะและถ่อมตัว “ขอบคุณประธานซวี่ที่ชมเชย การชงชาดีแค่ไหน ก็ต้องพบกับคนที่เข้าใจการลิ้มรสจึงจะได้”
คำพูดพูดออกมา อูเฉี่ยนหยาที่อยู่ข้างๆ แอบพยักหน้า
ชงชาเหมือนสร้างประวัติศาสตร์ ลิ้มรสชาแล้วก็เข้าใจบุคคล
ถึงแม้เวลาที่เธอกับซูฮ่าวรู้จักกันจะไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่จากคำพูดและการกระทำของซูฮ่าวก็มองออกถึงการอบรมเลี้ยงดูของอีกฝ่ายว่าไม่ด้อยไปกว่าซวี่หงเฟย
“คุณไป๋ คุณมีคู่หมั้นที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้ได้ ก็ทำให้ผมอิจฉาจริงๆ ” ซวี่หงเฟยมองไป๋เหวินหลิง บนใบหน้าเต็มไปด้วยอาการทอดถอนใจ
ล้วนพูดกันว่าไป๋เหวินหลิงหาคู่หมั้นไร้ประโยชน์ แต่ยิ่งเข้าใจซูฮ่าว ก็ยิ่งรู้ได้ว่า คนไร้ประโยชน์ที่ว่า ลูกผู้ลากมากดีที่ว่า ก็แค่การกระพือข่าวลือเท่านั้น
ไป๋เหวินหลิงฟังอย่างนี้แล้ว ก็หน้าแดง และอ้าปาก คิดไม่ถึงว่าจะตอบอย่างไร
พูดจริงๆ หากไม่ใช่เพราะวันนี้ซูฮ่าวแสดงฝีมือด้านชา เธอก็อาจจะไม่รู้ไปตลอดกาลว่าซูฮ่าวยังช่ำชองด้านชา
เทียบกับเมื่อก่อน ซูฮ่าวในตอนนี้ก็ยอดเยี่ยมมากจริงๆ โดยเฉพาะยอดเยี่ยมจนไม่เป็จริง
ราวกับของใดๆ อยู่ทางเขา ก็ล้วนได้รับความเข้าใจและการรับรู้ที่ไม่เหมือนกัน
เธอมีคู่หมั้นอย่างนี้ ก็ควรจะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่เวลานี้ไม่รู้ทำไม จิตใจของเธอกลับอึดอัดจนน่าแปลก
โดยเฉพาะความรักอย่างลึกซึ้งที่ซูฮ่าวเผยออกมาในก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เธอมีความรู้สึกที่เหมือนมีและไม่มีอย่างรุนแรง
ตอนที่เธอไม่คู่ควรกับความยอดเยี่ยมของซูฮ่าว เขายังจะอยู่ข้างกายเธออีกไหม?
วินาทีนี้ไป๋เหวินหลิงคิดมากมายแล้ว
“ติงตัง ยินดีด้วยเ้านายโอ้อวดโดยการใช้ชาบริการคนอื่น ทำให้ทั้งสามคนอุทานและชม รางวัลคือแต้มขี้อวดห้าสิบแต้ม ps : หม้อแตกก็ย่อมมีฝาหม้อแตก คนอัปลักษณ์ย่อมมีผู้หญิงอัปลักษณ์ชอบ แค่โอ้อวดให้ลึกดั่งทะเล คนหน้าอัปลักษณ์ก็เฉิดฉายได้ ครั้งนี้การโอ้อวดที่เ้านายโอ้อวด ไม่ทำตัวโดดเด่นคือเผด็จการ การโอ้อวดคือหลักการของต้นทุน กระตุ้นตลาดโอ้อวดจากด้านข้าง ยกระดับความหมายแฝงของการโอ้อวดในเชิงลึก คือแบบอย่างของคนขี้อวด”
“ระบบเตือน แต้มขี้อวดเต็มหนึ่งร้อยแต้ม ขอถามหน่อยเ้านายจะจับรางวัลไหม?”
ซูฮ่าวครุ่นคิดสักครู่ ก็ออกคำสั่งโดยตรง “จับ!”
“เผาผลาญแต้มขี้อวดหนึ่งร้อยแต้มจับรางวัลแล้ว ยอดแต้มขี้อวดของเ้านายคือศูนย์”
เสียงของระบบดังขึ้นในขณะเดียวกันตรงหน้าของซูฮ่าวปรากฏรูเล็ตต์ขนาดใหญ่ เข็มนั้นกำลังหมุนอย่างรวดเร็ว
สักพัก เข็มก็หยุดลงบนสัญลักษณ์ภาพที่แปลกประหลาดแล้ว
“ติงตัง ยินดีด้วยเ้านายจับได้เครื่องมือที่หายาก ได้รับประสบการณ์การต่อสู้ทั้งชีวิตของยอดฝีมือแห่งยุค”
“ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งชีวิตของยอดฝีมือแห่งยุค?” ซูฮ่าวงงงัน ในดวงตาทั้งคู่ปะทุแสงที่เจิดจ้า
ถึงแม้คือนักรบโบราณพรแสวง่กลาง แต่กลับมีตบะเสียเปล่า ประสบการณ์ด้านการต่อสู้แทบจะเป็ศูนย์
หากพบกับนักรบโบราณระดับเดียวกัน เขาเกรงว่าจะถูกคนซัดจนโต้ตอบไม่ได้ ถึงเป็นักรบโบราณที่ด้อยกว่าเขาหนึ่งระดับ ก็สามารถอาศัยประสบการณ์การต่อสู้ที่เฟื่องฟูเอาชนะเขา แย่หน่อยก็สามารถสู้เสมอกับเขา
แต่หลังจากที่ได้รับประสบการณ์การต่อสู้ทั้งชีวิตของยอดฝีมือแห่งยุคแล้ว ปัญหาอย่างนี้ก็จะหมดไป โดยเฉพาะ เขายังสามารถอาศัยประสบการณ์การต่อสู้นี้ขยี้คู่ต่อสู้ระดับเดียวกันได้อย่างสบาย โดยเฉพาะ มากสุดสู้เสมอก็ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้
ซูฮ่าวนึกถึงตรงนี้ ก็ตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าของที่ระบบจับให้ตนเองในทุกๆ ครั้งล้วนถูกเวลาและมีประโยชน์
เขาราวกับคิดอะไรออก ในดวงตาของเขาเร่าร้อน พลางถามว่า “ระบบ หลังจากที่ได้รับประสบการณ์การต่อสู้ทั้งชีวิตของยอดฝีมือแห่งยุคแล้ว ก็แสดงว่าผมใช้ทักษะด้านวิทยายุทธของอีกฝ่าย และสำแดงวิชาอาคมที่น่ากลัวได้ใช่ไหม?”
“พระเ้าสาดสติปัญญาลงสู่โลกมนุษย์ เ้านายผู้โง่เขลากลับกางร่ม ประสบการณ์การต่อสู้ก็ระบุแค่ทักษะด้านการต่อสู้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษะด้านวิทยายุทธและความสามารถอื่นๆ ” ระบบตอบกลับ หลังจากนั้นถอนหายใจ “เฮ้อ คือของกึ่งพิการจริงๆ แต่ไอคิวที่มีคิดไม่ถึงว่าจะอ่อน และล้วนแข็งไม่ได้”
ซูฮ่าว “ … ”
ใครก็ได้ ปิดประตู ปล่อยพุดเดิ้ล!
ซูฮ่าวกลั้นเจตนาชั่วร้ายที่มีต่อระบบ และชำเลืองมองคนสามคนที่กำลังดื่มชา เวลานี้ทั้งสามคนคุยกันอย่างสนุกสนาน
หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลาสักหน่อย ก็พบว่าผ่านไปสิบกว่านาทีแล้ว
แต่คนของบริษัทที่กู้เพ่ยหลิงแนะนำยังไม่นำตราประทับของบริษัทมาส่งให้
เขาขมวดคิ้ว และรู้สึกว่ามีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีกำลังจะเกิดขึ้น
ไม่รอช้าเขาให้ไป๋เหวินหลิงโทรศัพท์ไปสอบถามสถานการณ์สักหน่อย ทันใดนั้นประตูของห้องส่วนตัวก็ถูกคนพังออก
ผู้ชายกำยำที่สวมชุดจงชานสีดำสิบกว่าคนเดินเข้ามาอย่างฉุนเฉียว ผู้ชายร่างใหญ่ที่นำทีมคนหนึ่งกวาดตามองห้องส่วนตัว น้ำเสียงก็เ็า
“ใครคือไป๋เหวินหลิงซีอีโอของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว?!”
