บางครั้งน้ำตาอาจหลอกเราได้ แต่สำหรับสาวใช้ที่กำเงินไว้ในมือแล้ววิ่งออกไปน้ำตาที่ไหลออกมาในเวลานั้นหลอกคนอื่นไม่ได้อย่างแน่นอน
อันเจิงก้มหน้ามองเงินในมือของตัวเอง จากนั้นก็เดินไปหน้าโต๊ะจำนำ“คนที่มาเมื่อครู่ มาที่นี่บ่อยหรือ?”
คนในโรงรับจำนำตอบกลับ“ไม่ได้มาเป็ประจำหรอก แต่ก็เคยมาที่นี่ห้าหกครั้งได้...ข้ารู้ว่านางเป็สาวใช้ในจวนของใต้เท้าลีเหยียนเนียนแต่ก็ต้องแกล้งทำเป็ไม่รู้ ทางไปบ้านของลีเหยียนเนียนมีโรงรับจำนำอยู่สองที่ แต่นางกลับมาที่นี่นั่นก็เพราะกลัวคนในตระกูลลีจะขายหน้า ฮูหยินเป็คนประหยัดมัธยัสถ์หากไม่เจอปัญหาหนักจริง ๆ ละก็ นางคงไม่เอาของส่วนตัวออกมาจำนำแบบนี้หรอก ฉะนั้นทุกครั้งที่นางมาข้าจึงให้ในราคาเดิม”
เขามองที่คาดผมในมือ“ที่คาดผมนี้อย่างน้อยต้องมีอายุยี่สิบปีแล้ว ดูจากงานฝีมือและวัสดุก็ถือว่าไม่ได้ดีมากฉะนั้นข้าเดาว่าคงเป็ของใช้ส่วนตัวที่มีก่อนแต่งกับใต้เท้าลีแล้ว...นางคงลำบากไม่น้อย”
“รบกวนท่านเอาของของตระกูลลีให้ข้าข้าขอซื้อทั้งหมด”
คนในโรงรับจำนำหยิบของทั้งหมดออกมา“ของที่ตระกูลลีเอามาจำนำข้ามักไม่กล้าขายออกไป ถึงแม้จะรับซื้อเอาไว้แต่หากขายออกไปต้องขาดทุนแน่นอน อีกอย่าง ถ้าข้าขายไปก็คงรู้สึกไม่สบายใจความจริงแล้ว หากทำการค้าแบบนี้คงต้องปิดกิจการไปนานแล้ว แต่สำหรับตระกูลลี...ข้าหากำไรจากพวกเขาไม่ได้จริงๆ ได้ยินมาว่า าาองค์ก่อนรู้เื่ที่ใต้เท้าลีลำบากจึงตั้งใจเลื่อนขั้นให้เขามาเป็ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการทุกคนต่างบอกว่าาาองค์ก่อนดูแลพวกเขาเป็อย่างดี แต่ด้วยนิสัยที่ใต้เท้าลีมีต่อให้จะอยู่ตำแหน่งไหนก็คงไม่ต่างกันหรอก”
อันเจิงพยักหน้าก่อนจะเก็บของทั้งหมดไว้ เขาจ่ายเงินมากกว่าราคาที่โรงรับจำนำเรียกเล็กน้อยแล้วจากไป
ขณะที่อันเจิงเดินมาถึงกลางทางเขาก็เจอหมอที่ไปจวนตระกูลลีเมื่อครู่ ในมือถือเงินที่สาวใช้ขายที่คาดผมมาหมอยาเดินไปพลางถอนหายใจ เมื่อเดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็หยุดเท้า จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองตบไปที่ใบหน้าของตัวเอง“ให้ตายเถอะ ข้ารับเงินนี้ไปได้อย่างไร!”
เขาหันหลังกลับและก้าวยาว ๆ ไปเคาะประตูจวนใต้เท้าลีจากนั้นก็นำเงินคืนให้เหล่าเจิ้ง “ข้าจำผิดไปเองหลายวันก่อนใต้เท้าลีให้คนส่งเงินมาแล้ว เป็เพราะสมองหมูของข้าลืมเอง ต้องโทษข้าคนเดียวเลย”
หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังแล้วรีบเดินจากไป
เหล่าเจิ้งยังคงยืนนิ่ง เขามองดูเงาด้านหลังของหมอยาที่เดินจากไปอย่างมึนงง
อันเจิงยืนรอหมอยาอยู่ที่กลางทางจากนั้นก็ดึงตัวเขาเข้าไปในร้านน้ำชา
“ท่านคือ...” หมอยาถามออกมาอย่างระมัดระวัง
อันเจิงสั่งน้ำชาหนึ่งกาจากนั้นก็นั่งลงแล้วพูด “ข้าคือคนที่ใต้เท้าลีเคยช่วยไว้ตอนนี้ข้ามีชีวิตที่สุขสบายแล้ว จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณใต้เท้าลีแต่ท่านก็น่าจะรู้ดี ด้วยนิสัยของใต้เท้าลีคงต้องปฏิเสธข้าอย่างแน่นอน”
หมอยาถอนหายใจ“เดิมทีใต้เท้าลีดูแลหน่วยฟางกู้ความจริงแล้วควรจะได้เป็นายอำเภอของหน่วยฟางกู้ถึงจะถูกแต่ถูกใต้เท้าชวีในตอนนี้...ช่างเถอะ เื่นี้ก็อย่าพูดถึงอีกเลยตอนที่ใต้เท้าลีอยู่หน่วยฟางกู้ เขาช่วยชาวบ้านอย่างเราไว้ไม่น้อย ทุกคนต่างก็เคารพรักเขากันทั้งนั้นแต่เขาคนนี้...ซื่อตรงมากเกินไปสักหน่อย ต่อให้จะไม่ทำเพื่อตัวเองแต่ก็ควรคิดเผื่อคนในครอบครัวบ้างสิ”
อันเจิงหยิบเงินยี่สิบตำลึงส่งให้หมอยา“ท่านเก็บไว้เถอะ ท่านก็ลำบากเหมือนกัน จริงด้วย...คุณชายในตระกูลลีป่วยเป็โรคอะไรหรือ?”
เมื่อพูดถึงเื่นี้หมอยาก็ดูหนักใจมากขึ้น “ฟ้าไม่มีตา คุณชายรองของตระกูลลีเป็เด็กดีมากนิสัยเป็ผู้ใหญ่ รูปงาม...แต่ทว่าเกิดมาก็มีร่างกายอ่อนแอเมื่อเปลี่ยนฤดูกาลก็มักจะป่วยทุกครั้ง ยาที่ใช้รักษาอาการป่วยก็ใช้เงินไม่น้อยเสียดายที่ข้าก็ไม่มีกำลังพอจะช่วยมากนักเหมือนกัน โรคนี้ข้ารักษาไม่ได้จริง ๆ”
“เอาแบบนี้ดีกว่า...ข้าอยากให้ท่านช่วยข้าเื่หนึ่งข้าพอมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง ท่านพาข้าไปดูอาการของคุณชายรองหน่อยได้หรือไม่บอกว่าข้าเป็เพื่อนของท่าน หากสามารถรักษาได้ก็เป็เื่ดีแต่หากรักษาไม่ได้จริง ๆ อย่างน้อยข้าก็ได้พยายามเต็มที่แล้ว”
หมอยารู้สึกว่าอันเจิงไม่ใช่คนชั่วอะไรเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า “คุณชายรองจะมาร้านยาข้าเดือนละสามครั้งวันมะรืนนี้เป็วันที่จะมาพอดี งั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันมะรืนเ้ามาร้านยาข้าแกล้งทำเหมือนมาเจอกันโดยบังเอิญ ถึงตอนนั้น จะช่วยได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้วล่ะ”
อันเจิงพยักหน้าและกล่าวขอบคุณจากนั้นเขาก็ขอตัวกลับทันที
เมื่อถึงวันนัดหมาย อันเจิงพาชวีหลิวซีออกมาจากสำนักวรยุทธ์เบิก์แล้วตรงไปรอที่ร้านยา
หมอยาเคยบอกไว้ฮูหยินของลีเหยียนเนียนมักจะรักษาศักดิ์ศรีของสามีตัวเองเสมอ ฉะนั้นนางจะพาคุณชายรองมาก็ต่อเมื่อคนน้อยเท่านั้นส่วนมากแล้วก็จะมาใน่เช้ามืด ฉะนั้นอันเจิงกับชวีหลิวซีจึงมาที่หน้าร้านยาั้แ่เช้ามืดเพื่อรอคนในตระกูลลีวันนี้หมอยาก็ตื่นเช้ากว่าปกติ ขณะนี้ฟ้ายังไม่สว่าง ทว่าอันเจิงกับชวีหลิวซีก็เข้าไปรอในร้านยาแล้ว
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีก็มีหญิงสาวอายุประมาณสี่สิบกว่าปีเดินเข้ามา ยังมีสาวใช้ที่อันเจิงเจอวันก่อนจูงมือเด็กชายอายุราวเจ็ดแปดขวบเข้ามาพร้อมกันด้วยเด็กชายคนนั้นมีผิวหน้าที่ขาวมาก รูปหน้าดูเรียวและงดงามอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นเด็กคนนี้ก็มีรูปร่างผอมบาง แม้กระทั่งเดินยังแทบจะไม่มีแรง
หมอยารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ฮูหยิน”
หญิงวัยกลางคนเป็ภรรยาของลีเหยียนเนียน ถึงแม้นางจะดูอายุไม่มากนักแต่บนใบหน้าก็บ่งบอกความเครียดอยู่ไม่น้อย นางมีสีหน้าหมองคล้ำ สวมชุดธรรมดาที่มีรอยเย็บปะบางส่วนผู้คนต่างบอกว่านางรู้จักใช้ชีวิต แต่ในความเป็จริง นางเสียดายเงินในการใช้จ่ายซื้อของพวกนี้ต่างหากชุดที่สวมอยู่ดูไม่เหมาะที่จะใส่ออกไปไหนต่อไหน นางกลัวสามีขายหน้าจึงเลือกมาในเวลาแบบนี้
ทันทีที่ลีฮูหยินเห็นชวีหลิวซีกับอันเจิงนางก็ชะงักไปเล็กน้อย ดูจากท่าทางแล้วนางคงไม่อยากเจอใครจริง ๆ
“เขาเป็อาจารย์อาของข้าเอง”
หมอยาไม่รู้จะอ้างอะไรดีสุดท้ายจึงต้องพูดไปตามน้ำ“ถึงแม้จะอายุยังน้อย แต่ความรู้ด้านการแพทย์ไม่ธรรมดาเลย พอดีเจอกันโดยบังเอิญพอพวกเขาได้ยินเื่ของคุณชายรองจึงอยู่รอที่นี่เพื่อช่วยรักษา”
อันเจิงเดินไปด้านหน้าแล้วยกมือขึ้นคารวะ“ฮูหยิน”
เมื่อสาวใช้เห็นหน้าอันเจิงจึงพูดขึ้น“หา...ทำไมเป็เ้า”
“ครั้งก่อนล่วงเกินแล้ว อย่าได้ถือสาเลย”
สาวใช้กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูลีฮูหยินจากนั้นสีหน้าของลีฮูหยินก็เปลี่ยนเป็แย่ลง นางไม่ได้รู้สึกอะไรกับอันเจิงเลยสักนิดแต่เพราะนางลำบากใจที่คนอื่นรู้เื่ภายในครอบครัว จึงรู้สึกผิดต่อสามีของตัวเอง
อันเจิงไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ดึงมือเด็กชายคนนั้นเข้ามาราวกับเด็กรู้สึกกลัวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ชวีหลิวซีคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดขึ้น“ไม่ต้องกลัว ให้พี่ดูอาการของเ้าหน่อยนะ?”
เด็กชายพยักหน้าแล้วยื่นมือออกมา
ชวีหลิวซีจับข้อมือของเด็กชายแล้วดูอาการอย่างละเอียดจากนั้นก็ถอนหายใจยาว “จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้รักษายากมาก เพียงแค่ตอนเขาเกิดร่างกายได้รับธาตุลมเยอะไปหน่อย ภายในร่างจึงมีธาตุลมแทรกซ้อนยาสมุนไพรทั่วไปไม่สามารถรักษาลึกถึงขนาดนั้นได้ อีกอย่าง เวลาก็ผ่านมานานพอสมควรอยากรักษาให้หายขาดในวันเดียวก็คงเป็ไปไม่ได้”
อันเจิงถามนาง “ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?”
ชวีหลิวซีตอบกลับอย่างจริงจัง “สองวัน”
ผ่านไปเพียงชั่วครู่แม้กระทั่งหมอยาที่อยู่ในร้านก็อึ้งไป เขามองไปยังชวีหลิวซีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย“วิชาการแพทย์ของข้าแม้ไม่ได้ดีอะไรมากมาย แต่ก็ฝึกฝนและเรียนรู้มาหลายสิบปีคุณชายรองมีธาตุลมเข้าแทรกมากเกินไป ยาสมุนไพรธรรมดารักษาไม่ได้จริง ๆ แต่ทว่าคุณชายรองไม่ได้มีแค่ธาตุลมเข้าแทรก...”
“ข้ารู้ ที่เมื่อครู่ข้าไม่ได้พูดออกมาเพราะคิดว่าฮูหยินยังไม่รู้เื่นี้จริง ๆ แล้วคุณชายรองไม่ได้มีแค่ธาตุลมเข้าแทรกแต่ในร่างกายยังมีอาการที่ตรงกันข้ามกับธาตุลม...อยู่ในทะเลปราณ ในทะเลปราณของเขามีธาตุไฟอยู่มากแต่ร่างกายกลับมีธาตุลมแทรกซ้อน ฉะนั้นธาตุทั้งสองจึงต่อต้านกันอย่างรุนแรง...”
สีหน้าของหมอยาเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง“ใช่...แม่นางน้อยมีความสามารถยิ่งนัก เพียงแค่ตรวจชีพจรก็สามารถดูออกทั้งหมด”
เดิมทีลีฮูหยินไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวชวีหลิวซีเท่าไหร่นักคงเพราะชวีหลิวซีอายุยังน้อย แต่เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ดวงตาของนางก็เปล่งประกายออกมาทันทีนางจับแขนของชวีหลิวซีแน่น “แม่นางน้อย เ้าสามารถรักษาเวยเอ๋อได้จริง ๆ หรือ?”
บุตรชายคนที่สองของลีเหยียนเนียนมีชื่อว่าลีผิงเวยหรือเรียกอีกชื่อว่าพีซือหนู
ชวีหลิวซีดึงแขนลีฮูหยินออกไปด้านข้างจากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “คุณชายมีพร์ด้านวรยุทธ์ไม่น้อยทำไมถึงต้องใช้ยามากดทับวรยุทธ์ในร่างกายไม่ให้เขาฝึกพลังวัตรด้วย?หมอยานั่นดูไม่ออกเพราะเขาไม่เข้าใจวิธีการฝึกพลังวัตร”
สีหน้าลีฮูหยินขาวซีดขึ้นทันที “บิดา...ของเขาไม่ยอมให้เขาฝึกวรยุทธ์”
ชวีหลิวซีโมโหเล็กน้อย “ฉะนั้นจึงอยากจะฆ่าเขาทางอ้อมหรือ?”
ลีฮูหยินชะงักไป “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ชวีหลิวซีพูดอย่างจริงจัง“คุณชายน้อยเกิดมามีธาตุไฟอยู่ในตัว หากไม่ฝึกพลังวัตรเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายสักวันธาตุไฟต้องทำร้ายตัวเขาจนตายแน่ หลายปีมานี้พวกท่านก็ใช้ธาตุลมมากดทับมันเอาไว้หากดูผิวเผินก็เหมือนสามารถกดมันไว้ได้ แต่ในความเป็จริง ร่างกายของเขาเกิดความเสียหายไปมากข้าพูดแค่นี้ก็แล้วกัน หากยังอยากให้คุณชายน้อยมีชีวิตต่อก็ทำตามที่ข้าบอกข้าสามารถล้างธาตุลมในตัวเขาได้ แต่ไม่สามารถล้างธาตุไฟที่อยู่ในทะเลปราณได้วิธีเดียวที่จะรักษาชีวิตเขาไว้คือการฝึกพลังวัตร”
ลีฮูหยินพูดด้วยความลำบากใจ“พี่ชายของเวยเอ๋อ เพื่อฝึกพลังวัตรถึงกับทำให้ธาตุไฟแตกซ่านตอนนี้ยังคงนอนติดเตียงอยู่เลย...”
ชวีหลิวซีพูด “ข้าอยู่ที่สำนักวรยุทธ์เบิก์ส่งคุณชายใหญ่มาที่นั่นแล้วข้าจะรักษาเขาเอง หากแค่ธาตุไฟแตกซ่านต่อให้ชีพจรจะวุ่นวายก็ไม่เป็ไร เพียงโอสถคืนลมปราณเม็ดเดียวก็สามารถกลับมาเป็เหมือนเดิมได้แล้วส่วนคุณชายรองต้องกลับไปพร้อมข้าเดี๋ยวนี้ ให้เวลาข้าสองวัน ข้าจะขับธาตุลมในตัวเขาออกมาให้เอง”
ลีฮูหยินราวกับจะคุกเข่าลงแต่ถูกชวีหลิวซีประคองตัวเอาไว้“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหมอคือการช่วยชีวิตคน ข้าไม่้าเงินทองจากท่านในเมื่อเจอกันแล้วก็ถือเป็วาสนา”
เมื่อนางพูดจบก็หันกลับไปมองลีผิงเวย“กลับไปรักษาตัวกับพี่ดีหรือไม่”
เมื่อพูดประโยคนี้ นางก็ดูมีความสง่างามแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ลีฮูหยินขอบคุณพวกเขาไม่ขาดปากจากนั้นก็กลับสำนักวรยุทธ์เบิก์ไปพร้อมกับอันเจิง
ชวีหลิวซีพาลีผิงเวยกลับไปรักษาส่วนอันเจิงเมื่อจัดการเื่นี้เสร็จก็ไปหาตู้โซ่วโซ่วขณะนี้ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง ตู้โซ่วโซ่วยังไม่ตื่นนอนอันเจิงได้ยินเสียงชายกำยำหลายคนที่ตื่นนอนแล้วกำลังคุยเื่เมื่อคืนเมื่อคืนนี้ตู้โซ่วโซ่วและพวกเขาประลองความแข็งแรงกันหากใครชนะก็ต้องดื่มเหล้าหนึ่งไห สุดท้ายตู้โซ่วโซ่วชนะติดต่อกันเจ็ดครั้งเขาดื่มเหล้ามากจนเดินไม่ตรงทาง อันเจิงรู้สึกว่านี่คือการพ่ายแพ้แข่งประลองกับคนที่ไม่มีพลังวัตรก็มากพอแล้ว นี่อะไรกัน...ยังตั้งกฎใครชนะต้องดื่มเหล้าอีก...
อันเจิงเปิดประตูห้องของตู้โซ่วโซ่ว เห็นเขากำลังนอนท่าบิดเบี้ยวอยู่บนเตียงอันเจิงมองไปรอบ ๆ เห็นห้องที่รกรุงรังจึงอดไม่ได้ ถอนหายใจออกมาแล้วเก็บกวาดห้องจนสะอาดจากนั้นก็นำผ้าไปชุบน้ำเย็น แล้วเดินย่องเข้าไปข้างตู้โซ่วโซ่วเบา ๆ...เขานำผ้าไปวางไว้บนเป้ากางเกงของตู้โซ่วโซ่ว
ตู้โซ่วโซ่วสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเป็อันเจิง เขาก็ทำตาขวางใส่แล้วโยนผ้าที่เป้ากางเกงออกไป...
อันเจิงมองไปที่พื้นจากนั้นก็หัวเราะแล้วถาม“เมื่อคืนฝันว่าอะไรล่ะ?”
ตู้โซ่วโซ่วยังไม่ทันตอบอันเจิงก็โบกมือส่งๆ “ให้ข้าเดา...เมื่อคืนเ้าต้องฝันว่าได้กินแอปเปิลแน่เลย”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่ง “เ้ารู้ได้อย่างไร”
อันเจิงเก็บแกนแอปเปิลที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วเอาไปวางข้างตู้โซ่วโซ่วเมื่อเขาเห็นก็หน้าแดงขึ้นทันที “แบบนี้...ข้าก็ไปไม่ถูกแล้วละสิ”
อันเจิงหัวเราะเสียงดัง “รีบตื่นเดี๋ยวนี้แล้วออกไปข้างนอกกับข้า”
