เคอโยวหรานยิ่งมองหมาป่าน้อยทั้งสองมากเท่าใดก็ยิ่งชอบพวกมันมากเท่านั้น ทั้งยังตบน้ำใส่หน้าต้วนเหลยถิงเลียนแบบท่าทางของอิ๋นเยวี่ยอีกด้วย
“ฮ่าๆๆๆ...”
ขณะมองใบหน้าหมดสภาพของต้วนเหลยถิง เคอโยวหรานพลันหัวเราะออกมาเสียงดัง อารมณ์ดียิ่งนักอย่างหาใดเปรียบ
ต้วนเหลยถิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ยกยิ้มพลางเอาชายแขนเสื้อเช็ดน้ำบนใบหน้าจนสะอาด จากนั้นจิ้มจมูกเล็กงามงอนของเคอโยวหรานเบาๆ
แม่นางน้อยผู้นี้ จริงๆ เลย ช่างซุกซนไม่ต่างอันใดกับอิ๋นเยวี่ยน้อย...
ครั้นพ่อหมาป่าคาบอาหารกลับมา สิ่งที่สะท้อนสู่สายตาก็คือภาพการอาบน้ำให้ลูกหมาป่าอย่างอบอุ่น สายตาของมันถึงกับอ่อนโยนขึ้นหลายส่วนอย่างอดมิได้
หมาป่าดำเดินเข้ามาข้างหน้าไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นพลันพบว่าม่านหมอกสีขาวภายในอากาศกำลังหลอมรวมกันเป็กลุ่ม ทั้งยังลอบแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานอย่างเงียบเชียบ
ทว่าคนทั้งสองกลับไม่รู้ตัวแม้แต่นิด ยังคงอาบน้ำให้ลูกหมาป่าอย่างสบายอารมณ์ ยุ่งกับงานตรงหน้าอย่างมีความสุขเป็อย่างยิ่ง
พ่อหมาป่าชะงักฝีเท้า สองขาหน้าคุกเข่าลงบนพื้น ตามด้วยก้มศีรษะอันสูงส่งของมันไปทางแผ่นหลังของต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหราน
หลังผ่านไปหลายชั่วอึดใจ พ่อหมาป่าจึงเงยหน้า หยัดกายยืนขึ้นเดินไปข้างหน้าต่อ ดวงตาสีน้ำเงินครามคู่นั้นไม่เพียงฉายแววอ่อนโยน แต่ยังแฝงไว้ด้วยความสวามิภักดิ์บางเบา
ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานล้วนไม่รู้เลยสักนิด
กระทั่งหมาป่าดำเดินมายังข้างกายลูกหมาป่า ใช้หัวถูไถเ้าตัวน้อยทั้งสองเบาๆ คนทั้งสองถึงเพิ่งรู้ตัวว่าพ่อหมาป่ากลับมาแล้ว
ต้วนเหลยถิงชะงัก ลอบคิดในใจว่า : ตนยังคงอ่อนแอเกินไป พ่อหมาป่าเดินมาถึงข้างกายแล้วเพิ่งจะรู้ตัว หากเป็ศัตรู ไม่เท่ากับเขาทำให้โยวหรานต้องตกอยู่ท่ามกลางอันตรายหรอกหรือ?
เห็นทีตนเองต้องพยายามมากกว่านี้ ยังคงฝึกเคล็ดวิชาลับวิทยายุทธ์ช้าเกินไปเสียแล้ว
หากผู้เฒ่าแพทย์พิษทั้งสองได้ยินเสียงภายในใจของต้วนเหลยถิง ทั้งยังรู้ระดับความรวดเร็วในการพัฒนาของชายหนุ่ม ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจกระอักเืออกมาจนตาย
ครั้นเคอโยวหรานเห็นพ่อหมาป่า นางพลันยกยิ้มตาหยี เอ่ยพลางทอดมองมันว่า “ดูเอาเถิด เ้าตัวเล็กพวกนี้ลืมตาแล้ว มิหนำซ้ำยังเดินได้แล้วด้วย
ข้ากับซานหลางยังตั้งชื่อให้พวกมันด้วยเช่นกัน เ้าตัวเล็กสีขาวมีนามว่าอิ๋นเยวี่ย ส่วนเ้าตัวเล็กสีดำนามว่าโม่เจวี๋ย ไพเราะมากใช่หรือไม่?”
หมาป่าดำถึงกับหน้าเจื่อน ในใจรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก : ข้าว่านะนายท่าน ตัวข้ามีนามว่าโม่อวี้ ท่านก็ตั้งชื่อให้เ้าตัวเล็กสีดำว่าโม่เจวี๋ย มารดาของหมาป่าน้อยนามว่าอิ๋นเยวี่ย [1] ท่านก็ตั้งชื่อให้หมาป่าน้อยสีขาวว่าอิ๋นเยวี่ย [2] เช่นนี้ถือว่าดีแล้วหรือ?
พวกท่านตั้งชื่อได้บังเอิญเกินไปแล้วกระมัง? ช่างบังเอิญเกินไปหน่อยแล้วกระมัง?
เฮ้อ! หมาป่าดำก้มหน้าลง มันถอนหายใจอย่างเงียบเชียบเฮือกหนึ่งแล้วลอบคิดในใจว่า : ช่างเถิดๆๆ เพราะถึงอย่างไรเวลาของตนก็เหลือไม่มากแล้ว รอจนกระทั่งลูกหมาป่าทั้งสองสืบทอดตนกับอิ๋นเยวี่ย ตนก็จะไม่ต่างอันใดกับอิ๋นเยวี่ยแล้ว
ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องยกมิติวิเศษนี้ให้กับลูกหมาป่าทั้งสอง การตั้งชื่อเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยถือเป็การทิ้งความคะนึงหาเอาไว้มิใช่หรือ?
ต้วนเหลยถิงอยู่ที่นี่เป็เวลานานยิ่งนัก นอกจากนี้ยังตักน้ำสระบัวมาอีกไม่น้อย ก่อนจะบอกลากับพ่อหมาป่าเพื่อเตรียมตัวกลับไป
เพียงแต่ครั้งนี้พ่อหมาป่ายืนขวางหมาป่าน้อยที่หมายจะกลับไปด้วย มันทอดมองต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานตาปริบๆ โดยหวังว่าพวกเขาจะปล่อยลูกหมาป่าทั้งสองไว้ที่นี่
เคอโยวหรานเม้มปาก ขอบตาพลันแดงระเรื่ออย่างมิอาจหักใจ เพราะนี่เป็ถึง ‘เด็กน้อย’ ที่นางคอยป้อนนมและจับอาบน้ำ ดูแลเอาใจใส่จนเติบใหญ่มาด้วยมือของนางเอง
ยามนี้จู่ๆ กลับต้องไปจากตน ภายในใจจึงยังไม่ทันเตรียมใจเลยสักนิด
ต้วนเหลยถิงเองก็มิอาจหักใจเช่นกัน แต่เขารู้ดีว่ามีเพียงต้องให้หมาป่าน้อยอยู่กับพ่อหมาป่าเท่านั้น พวกมันถึงจะได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ดังนั้นจึงอดมิได้ที่จะโอบเคอโยวหรานเอาไว้พลางเกลี้ยกล่อมว่า
“โยวหราน พวกเรามิอาจแทนที่ฐานะของพ่อหมาป่าได้ มีเพียงต้องให้หมาป่าน้อยติดต่อกับบิดาถึงจะสามารถเติบใหญ่ได้ดี พวกเราควรปล่อยให้พวกมันอยู่พร้อมหน้ากันจึงจะถูก”
เคอโยวหรานจะไม่รู้หลักเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ในด้านความรู้สึกยังคงยากจะแยกจากหมาป่าน้อยได้จริงๆ
นางจึงย่อกายคุกเข่าลงอุ้มหมาป่าน้อยทั้งสองมากดจูบครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างทนไม่ไหว ตามด้วยเอาใบหน้าถูกับหัวของหมาป่าน้อย
หมาป่าน้อยทั้งสองยังไม่ทันรู้ตัวว่าพวกมันกำลังจะต้องแยกจากเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิง นึกเพียงว่าเป็การหยอกล้อ จึงพากันเลียมือเล็กของเคอโยวหรานอย่างเบิกบานใจ
ต้วนเหลยถิงทอดมองท่าทางของพวกมัน หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป พวกเขาสองคนคงมิต้องคิดจะกลับจวนแล้ว ดังนั้นจึงย่อกายลงอุ้มลูกหมาป่าทั้งสองที่อยู่ในอ้อมแขนของเคอโยวหรานส่งคืนให้พ่อหมาป่า
จากนั้นจับไหล่ของนางพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “หากเ้าคิดถึงพวกมันเมื่อไร พวกเราก็มาเยี่ยมพวกมันดีหรือไม่?”
เคอโยวหรานพยักหน้าก่อนซบเข้าหาอ้อมกอดของต้วนเหลยถิง หยาดน้ำตาดั่งไข่มุกสองสายพลันร่วงหล่นลงสู่พื้น
ต้วนเหลยถิงอุ้มเคอโยวหรานขึ้นมา ตามด้วยออกไปจากถ้ำโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ
เขาไม่กล้าหันกลับไป เพราะกลัวว่าทันทีที่หันหลังกลับไปเห็นเ้าตัวเล็กน่าเอ็นดูทั้งสอง ตนจะมิอาจข่มใจจนท้ายที่สุดก็ฝืนพาพวกมันกลับไปด้วยจนได้
ครั้นหมาป่าน้อยพบว่าคนทั้งสองจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังก็พากันร้อนใจดั่งมดบนกระทะร้อน พยายามะโออกไปเพื่อไล่ตามฝีเท้าคนทั้งสองไม่ยอมหยุด
ทว่าร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามของพ่อหมาป่าขวางเอาไว้ หมาป่าน้อยพยายามสุดความสามารถ แต่กลับมิอาจทะลุปราการของพ่อหมาป่าไปได้
“กรร...กรร...” หมาป่าน้อยทั้งสองทำท่าทางดุดัน ใช้สีหน้าที่พวกมันคิดว่าดูน่าเกรงขามมากที่สุดข่มขู่พ่อหมาป่า
ทว่าสำหรับพ่อหมาป่าแล้ว การกระทำของพวกมันช่างเงอะงะน่าเอ็นดูจนเกินไป กระทั่งเสียงร้องยังไม่ต่างอันใดกับเสียงแมว ไม่มีกลิ่นอายสังหารแม้แต่นิด
ขณะทอดมองท่าทางของลูกหมาป่าหัวแก้วหัวแหวนทั้งสองของตน สายตาพ่อหมาป่าฉายแววอ่อนโยนลงกว่าเดิมหลายส่วน มันผินหน้าไปทางหลุมศพของอิ๋นเยวี่ย
หากมิใช่ว่ามีเวลาไม่พอ หมาป่าดำก็ยังอยากให้พวกมันได้เล่นสนุกอยู่ข้างกายนายท่านอีกหลายปี ไม่ต้องให้พวกมันแบกรับภาระมากจนเกินไปทั้งที่ยังเด็กและอายุเพิ่งครบเดือนเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ
“บรู้ว...” หนึ่งเสียงหอนลากยาวของหมาป่าดำทำลายความเงียบสงัดภายในมิติวิเศษแห่งนี้
หมาป่าน้อยทั้งสองถูกเสียงหอนน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ทำให้หยุดการกระทำ ดวงตาสีน้ำเงินครามทั้งสองข้างทอดมองบิดาของตนอย่างชะงักงัน...
ในขณะที่หมาป่าน้อยกำลังเหม่อลอย พ่อหมาป่าก็นำพวกมันทั้งสองตัวขึ้นมาขี่บนหลังของตน จากนั้นทะยานเข้าไปท่ามกลางม่านหมอก...
เคอโยวหรานที่ถูกอุ้มออกจากถ้ำเอามือโอบรอบลำคอต้วนเหลยถิงแน่น ฝังใบหน้าลงบนซอกคอของเขา ทั้งยังเม้มริมฝีปากเล็กนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ต้วนเหลยถิงรู้ว่าเคอโยวหรานรู้สึกไม่ดี จิตใจของเขาเองก็มิได้ต่างกันเท่าใดนัก ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้วิชาตัวเบามุ่งหน้ากลับจวน
เพียงเดินย่ำแสงจันทร์ ฝากรอยเท้าไว้ทีละก้าว ค่อยๆ กลับไปยังจวนสกุลต้วน
ครั้นคนทั้งครอบครัวเห็นสีหน้าของพวกเขา ภายในใจก็ถึงกับกระตุก มารดาสกุลต้วนรั้งคนทั้งสองที่เพิ่งกลับมาและเอ่ยด้วยความร้อนรนใจว่า “ซานหลาง พวกเ้าเป็อันใดไป? เกิดเื่ใดขึ้นหรือ?”
ต้วนเหลยถิงส่ายหน้าเอ่ยว่า “ท่านแม่ไม่ต้องเป็กังวลนะขอรับ พวกเรามิได้เป็อันใด เพียงส่งหมาป่าน้อยทั้งสองกลับไปอยู่ข้างกายบิดาของมันแล้ว โยวหรานยังคงมิอาจหักใจได้เท่านั้น”
คนทั้งครอบครัวจึงค่อยพากันถอนหายใจโล่งอก ทุกคนต่างรู้ว่าเคอโยวหรานเก็บลูกหมาป่าสองตัวได้จากบนูเา ทั้งยังรักถนอมไม่ต่างกับสมบัติล้ำค่า ไม่ว่านางไปที่ใดล้วนพาพวกมันไปด้วย
กระทั่งยามเข้ารับการฝึกฝนจากผู้เฒ่าแพทย์พิษทั้งสอง นางยังเอาผ้าห่อหมาป่าน้อยแล้วมัดไว้บนกายอย่างระมัดระวัง
ยามนี้หมาป่าน้อยจากไปแล้ว ทุกคนล้วนเข้าใจความรู้สึกของนาง ดังนั้นจึงมิได้ซักไซ้ให้มากความอันใด
มารดาสกุลต้วนทอดมองเคอโยวหรานด้วยความเป็ห่วง อ้าปากหมายจะเอ่ยวาจาโน้มน้าวอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยเช่นไร ท้ายที่สุดจึงมิได้เอ่ยออกไปแล้วหลบทางอยู่เงียบๆ
หยวนซื่อพิงกรอบประตู หรี่ดวงตาจดจ้องเคอโยวหรานที่ถูกอุ้มเข้าไปในห้องแล้วลอบคิดในใจว่า :
นับว่าลูกหมาป่าสองตัวนั้นโชคดีที่กลับเข้าไปในูเาั้แ่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วนางจะคิดหาวิธีฆ่าพวกมันั้แ่ยังไม่ทันเติบใหญ่เสีย
นางเกลียดสัตว์ตัวเล็กๆ มีขนเช่นนี้เป็ที่สุด โดยเฉพาะหลังจากได้รู้ว่าพวกมันเป็ลูกหมาป่า นางก็ยิ่งเกลียดพวกมันสองตัวมากกว่าเดิม
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อิ๋นเยวี่ย 银玥 หมายถึง มุกเทพสีเงิน
[2] อิ๋นเยวี่ย 银月 หมายถึง แสงจันทร์สีเงิน
