เล่มที่ 4 บทที่ 117 มือสังหารโรคจิต
หลินเฟยไม่ได้รู้สึกว่าการฆ่าคนประมาณเจ็ดถึงแปดคนในคราวเดียวกันจะเป็เื่ใหญ่โตอะไร แต่ศิษย์สำนักหลิงติ่งกลับถูกเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ใจนหน้าซีดเผือดกันไปหมด…
“คือว่า…” ศิษย์พี่หวังยืนตัวเกร็ง อาวุธที่ผูกไว้บนตัวในตอนแรกนั้น บัดนี้ก็หม่นแสงร่วงอยู่กับพื้น ทว่าเขากลับยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย สายตาที่มองหลินเฟยก็ราวกับเห็นสัตว์ประหลาดกินคนก็ว่าได้…
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากขอร้อง จู่ๆก็นึกได้ว่าตนเองยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายเลย ศิษย์พี่หวังก็ร้อนอกร้อนใจขึ้นมาทันที เพียงครู่เดียวก็จำได้ว่าอีกฝ่ายแนะนำตัวไปแล้ว ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะชื่อหลินเฟย เป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน คิดได้ดังนั้นศิษย์พี่หวังก็ตาเป็ประกายขึ้นมา
“ศิษย์พี่หลินโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ลูกพี่ลูกน้องของข้าก็เป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนเช่นกัน มีชื่อว่าหวังฉ่วง!”
“หื้อ?” พอหลินเฟยได้ยินอีกฝ่ายอ้อนวอนขอชีวิตก็ทำหน้าไม่ถูก สงสัยเพราะฆ่าคนมากเกินไป จึงถูกมองเป็มือสังหารโรคจิตไปแล้วกระมัง…
แต่ความจริงแล้วหลินเฟยไม่ได้คิดจะลงมือกับศิษย์สำนักหลิงติ่งเสียหน่อย…
‘ฆ่าคนปิดปากงั้นหรือ?’
‘ไม่จำเป็เลยสักนิด…’
‘หากเป็แค่คนที่มามุงดูก็ว่าไปอย่าง จะฆ่าก็ฆ่าไป แต่เ้าเป็คนที่เคยช่วยข้าเอาไว้ แล้วจะคิดฆ่าเ้าไปทำไม?’
‘ถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าข้ากลัวเ้าเปิดโปงเื่ข้ากับสำนักเชียนซานไม่ใช่หรือไง?’
‘หรือบางทีสำนักเชียนซานอาจจะตั้งใจมาหาเื่จริงๆก็ได้ หรือข้าจะต้องจัดการพวกนี้ด้วยดี…’
‘แล้วเป็ลูกพี่ลูกน้องกับหวังฉ่วงงั้นหรือ?’
หลินเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่…
“เ้าเป็ญาติกับหวังฉ่วงหรือ?”
“ใช่ๆ…” ศิษย์พี่หวังถอนหายใจออกมาทันที เขารู้ดีว่าหากยกหวังฉ่วงขึ้นมา อีกฝ่ายจะต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์และยอมไว้ชีวิตเขา หลังจากที่แอบสะกดอาการดีใจเอาไว้ได้ ศิษย์พี่หวังก็ลอบมองสีหน้าของมือสังหารโรคจิตเบื้องหน้าไปด้วย หลังจากแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีผิดปกติ ก็เริ่มเอ่ยแนะนำตัวออกมา
“ข้าๆ… ข้าชื่อหวังหยวน…”
“อ๋า ศิษย์น้องหวังหยวนนี่เอง จริงสิ ขอบคุณสำหรับยาลูกกลอนเผยหยวนของเ้าด้วยนะ…”
หลินเฟยยกมือคารวะ พอหวังหยวนเห็นดังนั้นก็ใลนลานทันที ดูๆไปแล้วเ้าโรคจิตนี่ ก็ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง คิดได้ดังนั้นก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย ตอนแรกยังกลัวว่าจะเป็คนโหดร้ายเช่นเมื่อครู่ พอใครพูดไม่เข้าหูก็สังหารทันที แค่คิดก็กลัวจนขนหัวลุกแล้ว
“ศิษย์พี่หลินเกรงใจกันเกินไปแล้ว…”
“จริงสิ ที่นี่พิภพอะไรหรือ?”
“ที่นี่คือพิภพซ่างจง ศิษย์พี่หลิน…” เดิมทีศิษย์พี่หวังคิดจะถามกลับไปอีกว่า “ไม่รู้ว่าที่ไหนเป็ที่ไหน แล้วเข้ามาได้อย่างไร?” แต่เอ่ยได้เพียงครึ่งเดียว ก็รู้ว่าไม่ควรถามออกไป จึงเกิดลกลานจนเหงื่อแตกทันที ‘บัดซบจริง ปากไม่มีหูรูดอีกแล้ว คุยกับคนโรคจิตเช่นนี้แค่ตอบอย่างเดียวก็พอแล้ว ยังจะถามอะไรให้มากความ ถ้าเกิดอีกฝ่ายคิดว่าตนไปละลาบละล้วงเข้า เกิดไม่สบอารมณ์เขาฆ่าทิ้งขึ้นมาละก็ แบบนั้นคงไม่ดีแน่…’
“พิภพซ่างจง?” หลินเฟยไม่มีเวลาไปใส่ใจว่าหวังหยวนคิดอะไร แต่พอได้ยินว่าที่นี่คือพิภพซ่างจงก็เข้าใจทันที…
ที่แท้ช่องโหว่บริเวณก้นทะเลสาบ สามารถทะลุมาที่พิภพซ่างจงได้นี่เอง มิน่าตอนที่ทะลุมาจึงรู้สึกถึงไอปีศาจและไออสูรเข้มข้นที่ปะทะเข้ามา ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะพิภพซ่างจงเป็ที่อยู่อาศัยของพวกมารปีศาจนั่นเอง
“ยังถือว่าโชคดีอยู่…”
ตอนที่กรงเล็บอสูรพุ่งลงมาครั้งที่สอง หลินเฟยเกือบจะจนตรอกเสียแล้ว ต้านก็ต้านไม่อยู่ หนีก็หนีไม่รอด แทบจะหลับตายอมรับความตายแล้วแท้ๆ ตอนนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คือโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอย่างบ้าคลั่ง พยายามอัดอักขระเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูเข้าไปในอุกกาบาต ก่อนที่กรงเล็บอสูรจะประชิดตัวเข้ามา…
‘ใช่แล้ว อัดเข้าไปนิดเดียวก็พอ…’
แค่นิดเดียวเท่านั้น หลินเฟยก็สามารถอาศัยเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูดึงพลังของมันออกมา จากนั้นก็อาศัยพลังนี้เปิดช่องโหว่ระหว่างมิติออก นำพาทั้งคนทั้งหินทะลุมาที่พิภพซ่างจงแห่งนี้…
หากพูดไปก็อาจจะดูซับซ้อนนัก
แต่ตอนนั้นหากหลินเฟยช้าไปอีกนิดเดียวละก็ เกรงว่าตอนนี้ร่างของเขาคงได้แตกสลายไม่เหลือชิ้นดีแล้วแน่ๆ
‘ถือว่าโชคดีไม่เบาเลยแฮะ…’
ตอนแรกหลินเฟยคิดขอแค่หนีรอดได้ก็พอ ไม่ได้คิดเผื่อว่าอีกด้านของช่องโหว่จะเป็อะไร เพราะคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าต้องตายเพราะกรงเล็บปีศาจแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะเจอเื่ดีๆเช่นนี้…
เพราะได้มาที่พิภพซ่างจง!
นอกจากนี้ยังร่วงลงมาทับศิษย์สำนักเชียนซานจนตายอีก
‘ว่าแต่สำนักเชียนซาน…’
พอคิดถึงตรงนี้ริมฝีปากของหลินเฟยก็สั่นกระตุกทันที…
พอเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงก็สั่นเครือเล็กน้อย
“อย่าบอกนะว่าที่นี่คือทะเลอูไห่?”
“ใช่แล้ว ที่นี่คือทะเลอูไห่” ครั้งนี้หวังหยวนจำบทได้ขึ้นใจ หากหลินเฟยถามคำ หวังหยวนก็ตอบคำ ไม่กล้าพูดอะไรมากอีก!
“ไกลเกินไปหน่อย…”
ตอนแรกที่ได้ยินว่าที่นี่คือพิภพซ่างจง หลินเฟยก็ยังแอบดีใจอยู่บ้าง เพราะสำนักเวิ่นเจี้ยนก็เป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ ถือว่าเป็สำนักที่พอจะมีอำนาจอยู่บ้าง การจะกลับพิภพหลัวฝูก็คงไม่ใช่เื่ยากอะไร…
ทว่าตอนนี้…
ที่แห่งนี้ดันเป็ทะเลอูไห่
เพราะทะเลอูไห่กับหน้าผาอวิ๋นของสำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่คนละทางเลยก็ว่าได้ จุดหนึ่งอยู่เหนือพิภพซ่าง ส่วนอีกจุดหนึ่งอยู่ทางใต้ ต่อให้เหาะกระบี่กลับไป เกรงว่าต้องใช้เวลากว่าครึ่งปี ไม่ก็หนึ่งปีเลยทีเดียว กว่าจะเหาะไปถึงหน้าผาอวิ๋นได้
‘สงสัยคงจะต้องหาทางอื่นเสียแล้ว…’
“คือว่า…” ขณะที่หลินเฟยกำลังจมอยู่ในภวังค์ หวังหยวนเองก็ไม่กล้ารบกวนหลินเฟย หลังจากรออยู่นาน ในที่สุดหลินเฟยก็ได้สติ หวังหยวนจึงเอ่ยออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ตอนนี้ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว พวกข้าขอตัวกลับก่อน แต่หากศิษย์พี่หลินไม่มีที่ไป จะไปด้วยกันก็ได้นะ”
“หึหึ…” หลินเฟยหัวเราะออกมาน้อยๆ ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เพียงแค่มองหวังหยวนด้วยสายตาเรียบเฉย
หลังจากถูกสายตาหลินเฟยจ้องมองอยู่ หวังหยวนก็สะดุ้งโหยงขึ้น…
‘เมื่อกี้นี้ เ้าโรคจิตนี่ยังฆ่าคนตั้งมากมายโดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อยอยู่เลย ทางที่ดีชั่วชีวิตนี้อย่าได้เจอคนแบบนี้อีกเลย แล้วทำไมถึงช่างโง่เช่นนี้นะ แทนที่จะหนีไปให้ไกลๆ แต่ดันกลับเอ่ยปากชวนให้ไปอยู่ที่สำนักหลิงติ่งด้วยกัน หากมีใครมาเห็นเข้าแล้วเอาไปใส่สีตีไข่ จนเกิดข่าวลือไม่มีมูลละก็ จะต้องแย่แน่ๆ’
“จริงสิ ศิษย์น้องหวัง ที่นี่มีสถานที่สงบๆบ้างไหม?” หลังจากเห็นท่าทีของหวังหยวนหลินเฟยก็พอจะเข้าใจ จึงไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้มืดสนิทลงไปแล้ว สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือต้องหาสถานที่เพื่อพักรักษาตัวก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
