บทที่ 2 กลิ่นดิน และรอยน้ำตา
เซียวฉิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า ความเ็ปจากการถูกะุฝังร่างที่เคยแผดเผาดูเหมือนจะจางหายไป เหลือเพียงความเหน็บหนาวที่กัดกินลึกถึงดวงิญญา ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลนนั้น เธอเห็น
แต่แล้ว... ัับางอย่างกลับดึงรั้งสติของเธอให้กลับคืนมา
มันไม่ใช่ััของเครื่องช่วยหายใจราคาแพง หรือเตียงนุ่มในห้องไอซียูระดับพรีเมียม แต่มันคือััของความหยาบกร้าน แข็งกระด้าง และกลิ่นอายที่เธอไม่คุ้นเคย... กลิ่นของดินปนกับกลิ่นควันไฟจางๆ และที่เหนือไปกว่านั้น คือเสียงสะอื้นไห้ที่ดังอยู่ข้างหู
"เจี่ยเจีย... (พี่สาว)... ฮึก... พี่อย่าตายนะ... ถ้าพี่ตาย แล้วผมจะอยู่กับใคร..."
เสียงนั้นเล็กและสั่นเครือ ราวกับเสียงของลูกนกที่กำลังจะขาดใจตาย ความอบอุ่นจากมือน้อยๆ ที่กุมมือเธอไว้นั้นส่งผ่านความรู้สึกโหยหาอย่างมหาศาลจนหัวใจที่เคยด้านชาของเซียวฉิงกระตุกอย่างแรง
‘ใคร... ใครมาร้องไห้อยู่ข้างๆ ฉัน?’
เธอกระพริบตาอย่างยากลำบาก เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แสงสว่างรำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคามุงจากทำให้เธอมึนงงไปชั่วขณะ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานหินอ่อนหรูหรา แต่เป็คานไม้เก่าๆ ที่มีหยากไย่เกาะกรัง และผนังดินปั้นที่เริ่มกะเทาะจนเห็นเนื้อใน
เซียวฉิงพยายามจะขยับตัว แต่ความเ็ปแปลบแล่นเข้าสู่ศีรษะจนเธอต้องครางออกมาเบาๆ
"เจี่ยเจีย! พี่ฟื้นแล้ว! แม่ครับ! เจี่ยเจียฟื้นแล้ว!"
เด็กชายตัวน้อยในชุดเสื้อผ้าปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาและรอยดิน ดวงตากลมโตที่ฉายแววขาดสารอาหารคู่นั้นเปล่งประกายราวกับเห็นปาฏิหาริย์
เซียวฉิงจ้องมองเด็กคนนั้นด้วยความมึนงง
‘เด็กคนนี้เรียกฉันว่าพี่สาว? นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?’
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากข้างนอก พร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง เธออยู่ในชุดกางเกงผ้าฝ้ายสีซีด ผมเกล้าเป็มวยลวกๆ ใบหน้าซูบเซียวแต่ยังคงเค้าความสวยงามอย่างสะอาดสะอ้าน หญิงคนนั้นถลาเข้ามาประคองร่างของเซียวฉิงไว้ในอ้อมกอดทันที
"ชิงเอ๋อร์! ลูกแม่... ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก ในที่สุด์ก็ยังเมตตาครอบครัวเรา"
อ้อมกอดนั้น... มันช่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอของความรักที่บริสุทธิ์ จนเซียวฉิงที่เคยเป็ถึงจักรพรรดินีผู้แข็งกร้าวถึงกับตัวแข็งทื่อ หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างไม่เป็จังหวะ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอกำลังไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก
หมู่บ้านชิงสุ่ย, มณฑลเสฉวน, ปี 1982
ร่างที่เธอกำลังอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่า ซูเซียวชิง เด็กสาววัยสิบแปดปี ผู้แบกรับชะตากรรมอันรันทดั้แ่อายุยังน้อย
บิดาของเธอ ซูจวิ้นเหอ หายสาบสูญไปในา เหลือไว้เพียงชื่อที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง และความหวังริบหรี่ที่ไม่รู้จะได้พบกันอีกหรือไม่
มารดาผู้ซูบผอมอิดโรยต้องตรากตรำทำงานหนักในคอมมูนั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง เพียงเพื่อเลี้ยงดูลูกสองคนให้มีข้าวประทังชีวิตในแต่ละวัน
แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือ ซูเซียวชิงคนเดิม เพิ่งตัดสินใจจบชีวิตของตนเองลง
นางะโลงไปในลำธารท้ายหมู่บ้าน ท่ามกลางสายน้ำเย็นเยียบและความสิ้นหวังที่ท่วมท้นในอก เหตุผลนั้นเรียบง่าย หากแต่โเี้จนเกินกว่าหญิงสาววัยสิบแปดปีจะรับไหว
ครอบครัวใหญ่ร่วมกันบีบบังคับ ป้าสะใภ้ผู้ใจร้ายเป็คนชักใย
้า ขายนางไปเป็เมียเก็บ ของคนขับรถบรรทุกในตัวเมือง
เพื่อแลกกับเงินค่าสินสอดจำนวนหนึ่ง เงินที่พวกเขาตั้งใจจะนำไปใช้หนี้พนันของลูกชายของพวกขา
สำหรับพวกเขา ซูเซียวชิงเป็เพียง ทรัพย์สินที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็เงินได้
แต่สำหรับนาง… นั่นคือการถูกตัดสินปะาชีวิตทั้งเป็
และเมื่อหนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมน ซูเซียวชิงคนเดิม จึงเลือกปล่อยร่างให้จมหายไปพร้อมสายน้ำ…
‘โง่เขลา... ช่างโง่เขลาเหลือเกิน’ เซียวฉิงในร่างใหม่พึมพำในใจ แววตาที่เคยสับสนเริ่มเปลี่ยนเป็ความเ็าและคมกริบตามนิสัยเดิม
‘การตายไม่ได้แก้ปัญหา แต่มันคือการทิ้งภาระไว้ให้คนที่รักเราต่างหาก’
เธอมองไปยังมือของตัวเอง มันผอมแห้งจนเห็นกระดูก เล็บสั้นและผิวหยาบกร้านจากการทำงานหนัก ต่างจากมือที่เคยถือปากกาหมึกซึมด้ามทองและควบคุมคีย์บอร์ดระดับโลกอย่างสิ้นเชิง
"น้ำ... ขอน้ำหน่อย..." เสียงที่เปล่งออกมานั้นแห้งผากราวกับผืนดินที่ขาดน้ำมานับปี
"ได้ๆ แม่จะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้" หญิงที่เรียกตัวเองว่าแม่รีบกุลีกุจอไปรินน้ำจากกาต้มน้ำเก่าๆ ใส่ถ้วยกระเบื้องที่มีรอยบิ่น
"หยวนหยวน มาช่วยพยุงพี่สาวลูกหน่อย"
เด็กชายตัวน้อยที่ชื่อ หยวนหยวน รีบเข้ามาประคองหลังเธออย่างระมัดระวัง ราวกับว่าเธอคือเครื่องแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เซียวฉิงจิบน้ำอุ่นที่ผสมน้ำตาลกรวดเพียงเล็กน้อย รสชาติหวานจางๆ นั้นกลับทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากที่สติเริ่มคงที่ เซียวฉิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เธอเรียกว่า บ้าน มันช่างยากจนข้นแค้นเสียจนเธออยากจะหัวเราะออกมาดังๆ
ในอดีตเธอเคยมีสินทรัพย์หมื่นล้าน แต่ตอนนี้... แม้แต่ผ้าห่มหนาๆ สักผืนก็ยังไม่มี
"ชิงเอ๋อร์ ลูกเจ็บตรงไหนอีกไหม? ป้าสะใภ้ใหญ่... ฮึก... แม่ขอโทษที่ปกป้องลูกไม่ได้" ซูหรัน ผู้เป็แม่เริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง มือสั่นเทาขณะที่ลูบหัวลูกสาวด้วยความสงสารจับใจ
"แม่ครับ อย่าร้องเลย เดี๋ยวเจี่ยเจียจะเสียใจไปด้วย" หยวนหยวนยื่นมือน้อยๆ ไปซับน้ำตาให้แม่ ก่อนจะหันมาทางเซียวฉิงแล้วยิ้มจนเห็นฟันหลอ
"พี่สาว พี่หิวไหม? ผมเก็บไข่ไก่ที่แม่ไก่เพิ่งไข่ทิ้งไว้ในพงหญ้าได้หนึ่งฟอง ผมแอบป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ให้พี่คนเดียวเลยนะ!"
เด็กน้อยล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบไข่ไก่ฟองเล็กๆ ออกมาด้วยท่าทางภูมิใจสุดขีด มันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดของเด็กในวัยนี้ ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและระบบปันส่วนยังคงเข้มงวด ไข่ไก่หนึ่งฟองอาจหมายถึงมื้ออาหารที่วิเศษที่สุดในรอบเดือน
เซียวฉิงมองดูไข่ไก่ฟองนั้นแล้วรู้สึกจุกในลำคอ ในโลกก่อนผู้คนแย่งชิงอำนาจเพื่อเงินแต่ในโลกนี้ เด็กคนหนึ่งกลับยอมสละสิ่งที่ดียิ่งกว่าชีวิตเพื่อพี่สาวที่เพิ่งฟื้นจากความตาย
‘ความรักที่แท้จริง... มันหน้าตาเป็แบบนี้เองสินะ’
"หยวนหยวน... เอาไปกินเถอะจ๊ะ! พี่ไม่หิว" เธอพยายามทำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด แม้จะยังไม่คุ้นชินก็ตาม
"ไม่เอาครับ! พี่ต้องกินก่อน พี่จะได้แข็งแรง จะได้ไม่ทิ้งผมไปอีก" หยวนหยวนส่ายหน้าหวืด แววตามุ่งมั่นนั้นทำให้หัวใจของพญาเหยี่ยวสาวอ่อนยุบลง
ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความซึ้งกินใจ เสียงเอะอะตึงตังก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้านดิน พร้อมกับเสียงแหลมเล็กที่ฟังดูบาดหูราวกับเสียงตะไบถูเหล็ก
"อีนังสารเลวซูหรัน! ลูกสาวตัวดีของแกฟื้นหรือยัง? อย่าให้มันมานอนสำออยแกล้งตายอยู่ในบ้านหลังนี้! คนของเถ้าแก่หวังเขามารอรับตัวแล้วนะโว้ย!"
ร่างท้วมในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวสด สีที่ดูขัดตาอย่างยิ่งในบ้านที่ยากจน เดินกร่างเข้ามาในเรือนผุพังราวกับเป็เ้าของ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความโอหัง
นางคือ สะใภ้ใหญ่หลิว ป้าสะใภ้ผู้เป็ต้นเหตุของโศกนาฏกรรมทั้งหมด
ใบหน้ากลมแป้นของนางฉาบไปด้วยความโลภที่ไม่คิดปิดบัง ดวงตาเล็กเรียวจิกกัดมองไปยังแคร่ไม้เก่า ๆ อย่างไม่เป็มิตร ราวกับมองสิ่งของที่พร้อมจะถูกลากไปขายมากกว่ามองคน
ซูหรันรีบก้าวเข้าบังร่างลูกสาวไว้ทันที แผ่นหลังผอมบางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว
“พี่สะใภ้” เสียงของซูหรันแหบพร่า
“ชิงเอ๋อร์เพิ่งฟื้น นางยังอ่อนแรงนัก เื่แต่งงาน ฉันขอร้องล่ะ ให้ชิงเอ๋อร์พักให้หายก่อนเถอะ” สะใภ้ใหญ่หลิวหัวเราะหยัน เสียงแหลมบาดหู
“พักผ่อนงั้นเหรอ?” นางเท้าสะเอว ด่าปาว ๆ อย่างไม่สนใจสายตาใคร
“เงินสินสอดห้าสิบหยวนที่ฉันเอาไปให้ลูกชายฉันสอบเข้าโรงเรียนในเมืองน่ะ มันต้องใช้คืนนะ! ถ้าอีลูกตัวดีของแกไม่ไปแต่ง แล้วใครจะจ่าย? แกหรือ?”
คำพูดแต่ละคำเหมือนมีดกรีดลงกลางใจซูหรัน
สะใภ้ใหญ่หลิวหันไปมองบนแคร่ ดวงตาแข็งกร้าว
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ อีซูเซียวชิง! อย่าให้ฉันต้องลงมือ!”
หยวนหยวนที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียง กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เด็กน้อยก้าวออกมา กางแขนเล็ก ๆ บังพี่สาวทั้งที่ขาแทบทรุด
“ป้าสะใภ้ใจร้าย!”
เสียงสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น
“พี่สาวผมไม่สบาย ป้าออกไปนะ!”
คำว่า ออกไป ทำให้ใบหน้าของสะใภ้ใหญ่หลิวบิดเบี้ยวทันที
“หนอย! ไอ้เด็กเหลือขอ!” นางคำราม
“แกกล้าไล่ฉันเหรอ?”
ฝ่ามือหนาง้างขึ้นสูง เตรียมฟาดลงอย่างไม่ปรานี
ทว่า…
ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะพุ่งถึงตัวหยวนหยวน ข้อมือของนางกลับถูกคว้าไว้แน่น!
มือที่ผอมแห้ง ทว่าทรงพลังราวคีมเหล็กแรงบีบรัดทำให้สะใภ้ใหญ่หลิวสะดุ้งสุดตัว
ในชั่วขณะนั้น อากาศทั้งห้องเหมือนหยุดนิ่ง
เซียวฉิงที่เมื่อครู่ยังดูอ่อนแรง บัดนี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่วงท่าที่สง่างามอย่างประหลาด ดวงตาคู่คมกริบที่เคยสยบเหล่านักธุรกิจหมื่นล้านจ้องตรงไปยังนางหลิว แววตานั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยอำนาจจนนางหลิวถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
"ป้าสะใภ้ใหญ่ จะทำอะไรน้องชายของฉัน?" น้ำเสียงของเซียวฉิงราบเรียบ ทว่ามันกลับสั่นประสาทคนฟังอย่างบอกไม่ถูก
"นี่แก... แกกล้าจับมือฉันเหรออีตัวแสบ! ปล่อยนะ!" สะใภ้ใหญ่หลิวพยายามสะบัดมือออก แต่ยิ่งสะบัด เซียวฉิงก็ยิ่งเพิ่มแรงบีบจนกระดูกข้อมือของนาง ส่งเสียงดังกร๊อบ
"ห้าสิบหยวน..." เซียวฉิงทวนคำเบาๆ มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มหยัน
"ราคาชีวิตฉันในสายตาของป้าสะใภ้ใหญ่ มันช่างถูกกว่าเศษขยะเสียอีกนะ ป้าสะใภ้ใหญ่ "
‘นังเด็กนี่มันเป็อะไรไป? ทำไมสายตามันถึงน่ากลัวขนาดนี้!’ ป้าสะใภ้ใหญ่หลิวคิดในใจ หยาดเหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผม ความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาวตรงหน้ามันรุนแรงจนนางรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับเ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาจากในเมือง
"แก... แกพูดเื่อะไร! เถ้าแก่หวังเขาเป็คนมีฐานะ แกไปอยู่กับเขาที่นั่นก็สบายไปทั้งชาติแล้ว อย่ามาเนรคุณ ไม่รู้ความ!"
"เนรคุณงั้นเหรอ?" เซียวฉิงเลิกคิ้ว
"สำนวนจีนเขาว่า เอาเปรียบคนจนคือบาปหนา แย่งชิงลูกหลานคือสัตว์ป่าในร่างคน... เงินนั่นคุณเป็คนรับไปมาเอง คุณก็ต้องเป็คนใช้คืนเอง ไม่ใช่จะมาขายคนในครอบครัวกินเหมือนหมูเหมือนหมา แบบนี้ น่าสมเพช!"
"แกด่าฉันเป็หมาเหรอ!" ป้าสะใภ้ใหญ่หลิวกรีดร้องด้วยความโมโห พยายามจะโถมตัวเข้าใส่
แต่เซียวฉิงกลับใช้แรงเพียงเล็กน้อยบิดพับข้อมือของนางจนอีกฝ่ายต้องร้องโหยหวนและทรุดลงกับพื้นดิน
"ฟังให้ดีนะ" เซียวฉิงโน้มตัวลงไปหาป้าสะใภ้ที่กำลังเสียขวัญ น้ำเสียงเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
"นับั้แ่วินาทีนี้ไป ถ้าคุณป้าสะใภ้ใหญ่ หรือใครหน้าไหนกล้าเอาเื่แต่งงานบ้าบอนี่มาขู่แม่ฉันอีก หรือกล้าแม้แต่จะแตะต้องเส้นผมของหยวนหยวน... ฉันจะทำให้มันผู้นั้นรู้จักคำว่า อยู่ไม่สู้ตาย มันสะกดยังไง"
"ฉันเป็ใคร คุณป้าสะใภ้ใหญ่หลิวก็น่าจะรู้ดี... คนที่รอดตายจากก้นลำธารมาได้ ย่อมไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวอีกแล้ว"
บรรยากาศในบ้านดินหลังเล็กๆ แห่งนี้ เงียบสนิทลงทันที แม้แต่เสียงนกร้องข้างนอกก็ดูเหมือนจะจางหายไป
ซูหรันมองลูกสาวด้วยความตกตะลึง!
‘นี่ใช่ชิงเอ๋อร์ ลูกสาวที่แสนขี้อายของฉันจริงๆ หรือเปล่านี่?’ หยวนหยวนมองพี่สาวด้วยดวงตาเป็ประกาย
‘เจี่ยเจียเท่สุดๆ ไปเลย!’
"แก... แกฝากไว้ก่อนเถอะ! ฉันจะไปฟ้องท่านปู่! ดูสิว่าแกจะยังเก่งแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน!" ป้าสะใภ้ใหญ่หลิวประคองข้อมือที่บวมเป่งแล้วรีบวิ่งหนีออกจากบ้านไปอย่างทุลักทุเล
เมื่อความวุ่นวายจบลง เซียวฉิงก็ทิ้งตัวลงนอนบนหมอนแข็งๆ อีกครั้ง ความเหนื่อยอ่อนเข้าจู่โจมร่างที่แสนอ่อนแอนี้อีกครั้ง
"ชิงเอ๋อร์... ลูกทำแบบนั้น ป้าสะใภ้เขาคงไม่ยอมแน่ๆ" ซูหรันกล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจ "ครอบครัวของเราไม่มีที่พึ่งที่ไหนเลยนะลูก"
เซียวฉิงเอื้อมมือไปกุมมือหยาบกร้านของแม่ไว้ แล้วบีบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
"แม่คะหนูคิดว่า... ที่พึ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ คือตัวเราเองค่ะ ความยากจนมันน่ากลัว แต่การยอมรับชะตากรรมโดยที่ไม่คิดที่จะต่อสู้เลย มันน่ากลัวยิ่งกว่าค่ะ"
เธอมองไปยังเพดานที่ผุพัง พลางนึกถึงความรู้และประสบการณ์ในโลกก่อนที่ยังคงอัดแน่นอยู่ในสมอง แม้ที่นี่จะเป็ปี 1982 ยุคสมัยที่เทคโนโลยียังล้าหลัง แต่สำหรับนักวางแผนระดับโลกอย่างเธอ... ทุกที่คือสมรภูมิ ที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้
‘ในเมื่อพระเ้า (หรือระบบซอฟต์แวร์บ้าๆ นั่น) ให้โอกาสฉันมาเริ่มต้นใหม่ในร่างนี้ ฉันก็จะขอใช้ชื่อ ซูเซียวชิง สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม’
‘หลินเจี้ยน... โจวอี้... พวกแกทำลายเนบิวลาได้ แต่พวกแกทำลายจิติญญาของฉันไม่ได้ ชาตินี้ฉันจะใช้ชีวิตให้ดีกว่าเดิมเป็พันเท่า หมื่นเท่า!’
"เจี่ยเจีย... ไข่ไก่ครับ" หยวนหยวนยื่นไข่ไก่ที่แตกเล็กน้อยจากการชุลมุนเมื่อครู่มาให้เธอ แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
เซียวฉิงรับไข่ฟองนั้นมา แล้วดึงตัวหยวนหยวนเข้ามากอดไว้แนบอก น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ มันไม่ใช่ความเศร้า แต่มันคือการประกาศากับโชคชะตาอย่างเต็มตัว
"หยวนหยวน... ต่อไปนี้ พี่สาวจะเลี้ยงดูน้องเอง พี่จะทำให้น้องมีไข่กินทุกมื้อ จะทำให้แม่ไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป และจะทำให้บ้านดินหลังนี้กลายเป็วังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเสฉวน!"
เสียงหัวเราะใสๆ อย่างไร้เดียงสาของเด็กชายดังขึ้นท่ามกลางความขัดสน แม้เขาจะไม่เข้าใจว่า
"วังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเสฉวน" คืออะไร แต่เขารู้ว่าพี่สาวของเขาเปลี่ยนไปแล้ว... พี่สาวที่เคยอ่อนแอ บัดนี้มีดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีเขียวหยกที่จะไม่มีวันดับมอด
ภายนอกบ้าน แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนทุ่งนาสีทอง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้มแดงราวกับกองไฟที่กำลังลุกโชน
