ทั้งสองคนที่ตะลุมบอนกันเมื่อวานนี้ บัดนี้กลับมาพบกันอีกครั้งที่ตลาด ช่างเรียกได้ว่าศัตรูคู่แค้นมักเจอกันบนทางแคบเสียจริง
หูเอ้อร์เป็นักเลงอันธพาลชื่อกระฉ่อนของเมืองเซียน ผู้คนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นต่างหยุดดูเหตุการณ์พร้อมกับมองลู่เต้าด้วยั์ตาสงสาร
“เ้าอีกแล้ว!” หูเอ้อร์มองลู่เต้าั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้ารังเกียจ “เมื่อคราวก่อนขัดขวางข้าเก็บค่าคุ้มครอง วันนี้ยังมาสร้างความวุ่นวายอีก! เ้าจงใจหาเื่ข้าใช่หรือไม่”
“ข้าน่าจะเคยบอกแล้วว่าอย่าให้ข้าเจอเ้าอีก” ลู่เต้าใช้นิ้วโป้งดีดนิ้วชี้ขึ้น เตรียมดีดกระบาลพร้อมกับเอ่ยข่มขู่
เมื่อหูเอ้อร์หายเจ็บก็ลืมความเ็ป เขาเติบโตมาพร้อมกับความเคยชินในการทำตัวกร่างในเมือง จึงรับไม่ได้ที่จะมีใครอยู่เหนือตน เขาสบถคำหยาบพลางเอื้อมมือไปที่เอว แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า ครานี้จึงนึกขึ้นได้ว่าดาบของตนถูกนิ้วของลู่เต้าดีดจนหักไปแล้ว
เขากลัวพลังของลู่เต้า จึงไม่กล้าประมาทเข้าไปใกล้ แต่ด้วยความเป็นักเลงจึงไม่ยอมถอย เขาถามกลับ “ร้านค้าแผงลอยที่นี่ล้วนจ่ายค่าเช่าให้สกุลหู หากเกิดเื่ขึ้น แน่นอนว่าข้าต้องออกหน้าแทนพวกเขา! เช่นนี้มีปัญหาอันใดหรือ”
หูเอ้อร์หันไปถามผู้คนที่อยู่ด้านหลัง พยายามบังคับให้พวกเขาเชื่อฟังตน “ข้าพูดถูกหรือไม่”
ทุกคนถูกเขากดขี่ข่มเหงมานาน จึงไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหูเอ้อร์ ทุกคนกลับไม่กล้าโต้แย้ง ทำได้เพียงพยักหน้าเงียบๆ
เมื่อหูเอ้อร์สมใจ มุมปากก็ยกขึ้นทันที เขาหันกลับมาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งราวกับกำลังเย้ยหยันลู่เต้าว่า “เป็อย่างไรเล่า เ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
ลู่เต้าจำต้องยอมแพ้ด้วยแรงกดดันจากฝูงชน หูเอ้อร์มองดูศพบนพื้นด้วยสีหน้ารังเกียจ “เ้ามันบ้าหรือเปล่า ถึงได้แบกศพมาที่ค้าขายเช่นนี้ อัปมงคลสิ้นดี”
ลู่เต้าอธิบาย “ข้าพบเขาบนูเา นี่คือนายพรานในเมืองของเ้าไม่ใช่หรือ”
ลูกสมุนที่หูเอ้อร์พามาจากบ้านมองดูศพและสร้อยคอเขี้ยวสัตว์ ก่อนกระซิบข้างหูเขาเบาๆ “นายท่าน ดูเหมือนจะเป็นายพรานอู่ถ่งขอรับ”
“อะไรนะ?” เขาขมวดคิ้วจ้องมองศพอยู่นาน “ดูไม่เหมือนเลยนี่ เ้าบ้านั่นผอมขนาดนี้เชียวหรือ”
“เขาพบปีศาจหมอกบนูเา พลังชีวิตถูกมันดูดกลืนไปจนหมด ศพจึงผอมแห้งเช่นนี้” ลู่เต้าอธิบาย
“ภูตผี” หูเอ้อร์กล่าวอย่างกังขา “เมืองเซียนของเรามีเซียนคุ้มครอง! จะมีภูตผีมาทำร้ายผู้คนได้อย่างไร ไร้สาระสิ้นดี!”
“เ้าคนนี้น่าจะมาทำลายชื่อเสียงเมืองเซียนของพวกเรากระมัง” ว่าแล้วเขาก็พยายามยุยงให้ฝูงชนเข้าข้างตนอีกครั้ง “พวกเ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่”
อย่างไรเสียลู่เต้าก็เป็เพียงแค่คนต่างถิ่น ถึงแม้ฝูงชนจะไม่พอใจหูเอ้อร์ แต่เขาก็เป็หลานชายของนายอำเภอและอาศัยอยู่ในเมืองเซียนมาโดยตลอด เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว คนที่ไม่อยากมีปัญหาในภายหลังจึงได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าพูดความจริง เขาฝากคำพูดสุดท้ายมาบอกทุกคนด้วย!” ลู่เต้าครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามนึกถึงคำพูดที่อีกฝ่ายกำชับให้เขาบอกทุกคน “ดูเหมือนว่านอกจากถูกปีศาจหมอกโจมตีแล้ว เขายังพบใครบางคนด้วย และยังพูดถึง ‘หนึ่งปีครั้ง’ อะไรทำนองนี้”
เมื่อได้ยินคำว่าหนึ่งปีครั้ง สีหน้าทุกคนเปลี่ยนไปทันใด ราวกับว่าลู่เต้าได้ล่วงรู้บางสิ่งที่ไม่ควรล่วงรู้
เมื่อเห็นว่าสีหน้าทุกคนดูเคร่งเครียดขึ้นมา ลู่เต้าจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
หูเอ้อร์ที่เดิมทีโอหัง บัดนี้กลับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดกลัว “ขะ...เขาพูดถึงหนึ่งปีครั้งจริงๆ หรือ”
“ใช่” ลู่เต้าพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“บัดซบ!” หูเอ้อร์สบถในใจ “อู่ถ่งปากมากนัก ถึงขั้นเปิดเผยความลับของเมืองให้คนต่างถิ่นรู้!”
จากนั้นเขาก็ถามอย่างระมัดระวัง “นอกจากนี้ เขามิได้บอกอะไรเ้าอีกแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่มีแล้ว”
หูเอ้อร์ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก คิดว่า “โชคดีที่ไม่ได้พูดเื่สำคัญที่สุดออกมา”
เพื่อไม่ให้เกิดเื่ยุ่งยาก หูเอ้อร์จึงสั่งลูกสมุน “ไปเก็บศพซะ อู่ถ่งมีญาติพี่น้องหรือไม่”
“ไม่มีแล้วขอรับ หลังจากบุตรสาวของเขาขึ้นเขาไปแล้ว ในบ้านก็เหลือแค่เขาคนเดียว...” ลูกสมุนพลันรู้ตัวว่าตนเองเผลอพูดมากไป จึงรีบหยุดพูด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หูเอ้อร์ก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาตบหน้าลูกสมุนอย่างแรงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “ไม่มีก็คือไม่มี พูดมากเช่นนี้ทำไม”
บนใบหน้าลูกสมุนปรากฏรอยนิ้วมือแดงๆ ห้ารอยอย่างชัดเจน เขาก้มหน้าแล้วกล่าวด้วยความหวาดกลัว “ขออภัยนายท่าน!”
หูเอ้อร์เร่ง “ยังไม่รีบไปเก็บศพอีก”
“ขอรับ!”
ในขณะที่ลูกสมุนกำลังเก็บกวาดศพ หูเอ้อร์ก็ไล่ผู้คนอย่างหงุดหงิด “ยังจะมุงดูอะไรอีก! ใครจะซื้อผักก็ไปซื้อผัก! ใครจะค้าขายก็ไปค้าขายซะ!”
ศพของอู่ถ่งนายพรานถูกห่อด้วยเสื่ออย่างรวดเร็ว วางไว้บนรถเข็นไม้ เมื่อผู้คนเห็นว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้ดู อีกทั้งถูกหูเอ้อร์ไล่ตะเพิด จึงค่อยๆกลับไปอย่างผิดหวัง
หูเอ้อร์และพวกเข็นรถเข็นไม้อยู่ด้านหลังผู้คน ลู่เต้ายังคงเป็ห่วง จึงเรียกพวกเขาให้หยุดแล้วถามว่า “พวกเ้าจะเอาเขาไปไหน?”
หูเอ้อร์หยุดแล้วหันกลับมาถามอย่างหงุดหงิด “เ้าเป็ญาติของเขาหรือ”
“ไม่ใช่”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้า”
“ส่งคนตายต้องทำให้สุดทาง ข้าแค่อยากส่งเขาเป็ครั้งสุดท้าย”
“โอ้? ยุติธรรมขนาดนั้นเชียว?” หูเอ้อร์กวาดตามองลู่เต้าอย่างพินิจ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ศพไร้ญาติจะถูกเก็บไว้ในโรงเก็บศพเจ็ดวัน จากนั้นก็จะนำไปฝังที่ใดที่หนึ่งนอกเมือง”
เขาเดินไปสองก้าวแล้วหยุด ก่อนจะเตือนลู่เต้า “ข้าเตือนเ้า อย่าสอดรู้สอดเห็นนัก”
หลังจากทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ หูเอ้อร์และลูกสมุนก็เข็นรถเข็นไม้ออกไป ผู้คนต่างหลีกทางให้ทันที
ลู่เต้ามองแผ่นหลังพวกเขาค่อยๆ หายเข้าไปในฝูงชน จนกระทั่งลับสายตา เดิมทีคิดว่าเมื่อลงจากเขามาแล้วทุกอย่างจะกระจ่าง แต่กลับมีปริศนาชวนให้ฉงนมากกว่าเดิม
หมอกที่ปกคลุมเมืองนี้ก็ยิ่งทวีความลึกลับไม่ต่างกับบนเขาเลยสักนิด
***
จวนสกุลหู
เ้าเมืองเหล่าหูกำลังนั่งบนเก้าอี้พลางหัวเราะมองอนุภรรยาวิ่งไล่จับผีเสื้อในสวนอย่างอารมณ์ดี ทุกอิริยาบถล้วนเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา เพียงแค่มองดูก็ทำให้เหล่าหูรู้สึกว่าตนเองกลับเป็หนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับความสุขเช่นนี้ หูเอ้อร์ก็พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน เขาผลักอนุของตนที่ขวางทางออกไปอย่างรุนแรง ก่อนจะรีบเดินไปรายงานเหล่าหู “ท่านอา!”
เหล่าหูสะดุ้งตื่น เมื่อเห็นหลานชายมีท่าทีร้อนรน จึงถามว่า “เ้าเป็อะไรไป”
“ท่านอา! แย่แล้ว! บนเขาส่งสาส์นมาแล้ว!”
“สาส์น? สาส์นอะไร” เหล่าหูงุนงง
“สาส์นประจำปี!”
ปฏิกิริยาของเขาไม่ต่างจากหูเอ้อร์ ปากอ้าค้าง ตัวสั่นเทา เสียงที่ออกมาจากปากสั่นระริก “นะ...หนึ่งปีอีกแล้วหรือ”
