ณ ห้องพิธีการของโรงพยาบาล M พรีเมียม
ความเงียบสงบพลันเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ฉันเดินเข้าไปในห้องพิธี...บรรยากาศที่เกิดขึ้นมันทำให้ฉันอดวูบไหวในใจไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าการตกแต่งภายในจะเต็มไปด้วยความสวยงามสะอาดบริสุทธิ์เสมือนดั่งอยู่ในสรวง์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ทว่า...ในความงดงามนั้นกลับไม่มีแม้แต่สัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลยนอกจากฉันกับพี่นิดเท่านั้น และด้วยความรู้สึกที่ัันั้นก็ทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้
“ไม่มีเพื่อนของคุณแม่หรือใครคนอื่นมาเลยหรอคะ”
ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะในเวลานี้มีเพียงแค่ฉันกับพี่นิดสองคนเท่านั้นในงาน
“...เอ่อ...”
และด้วยอากัปกิริยาของพี่นิดที่ส่งมาก็ยิ่งทำให้ฉันสงสัยมากขึ้น...
“บ้านเราเกิดเื่ขนาดนี้แต่กลับไม่มีใครติดต่อมาเลยงั้นหรอคะ”
คำถามที่ถูกถามออกไปอีกครั้งทำให้พี่นิดได้แต่ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าส่งมาเป็คำตอบ และด้วยคำตอบของพี่นิดที่ส่งมามันก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญของครอบครัวฉันเลยทั้งปกติแล้วทุกคนมักจะมาคอยห้อมล้อมล้อมหน้าล้อมหลังมาขอความช่วยเหลือจากครอบครัวฉันอยู่เสมอ แต่พอเกิดเื่ราวแบบนี้ขึ้นกลับไม่มีใครเข้าหาเลยสักนิด
เพียงแต่ในชั่วขณะหนึ่งที่ฉันกำลังรู้สึกโกรธสติสัมปชัญญะส่วนหนึ่งก็เหมือนจะร้องเตือนขึ้นมาให้ได้ฉุกคิดว่า ขนาดครอบครัวหรือคนที่ควรจะมายืนอยู่ข้างฉันในยามนี้มากที่สุดกลับไม่มีแม้แต่เงามาให้เห็น...แล้วนับประสาอะไรกับคนพวกนั้นกันล่ะ...
กระทั่งเมื่อสิ้นความคิดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดวงหน้าสวยก็พลันซีดเผือดเศร้าสลดลงไปทันที และในขณะที่ฉันกำลังจมดิ่งลงไปในความเศร้าใจอีกครั้ง เสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยก็ได้เอ่ยขึ้นด้านข้างพอดี
“ผมขอถือวิสาสะมาเคารพคุณแม่ของคุณลูกจันได้ไหมครับ”
เสียงทุ้มอบอุ่นทำฉันสะดุ้งออกจากภวังค์ ก่อนที่ฉันจะหันไปมองยังด้านข้างที่บัดนี้ได้ปรากฏร่างของคุณหมอหนุ่มหน้าตาดีคนเดิม
“อ่ะ...สวัสดีค่ะคุณหมอ ยะ...ยินดีค่ะ เชิญคุณหมอเลยค่ะ”
ฉันกล่าวทักทายก่อนจะผายมือให้คุณหมอเดินนำไปก่อน
หลังจากที่ฉันพาคุณหมอไปเคารพคุณแม่ของฉันเรียบร้อยแล้ว เราก็พากันมานั่งตรงเก้าอี้ด้านหน้าที่ถูกจัดเอาไว้ และหลังจากที่ฉันนั่งเหม่อมองภาพความเงียบสงบอันสวยงามตรงหน้าอยู่สักพักก็ถึงเวลาที่ฉันจะได้เอ่ยขอบคุณคุณหมอหนุ่มที่ยังนั่งอยู่เป็เพื่อนด้านข้างเสียที
“เอ่อ...ลูกจันยังไม่ได้ขอบคุณคุณหมอเลยนะคะที่ช่วยลูกจันเอาไว้ ขอบคุณนะคะคุณหมอ” ฉันที่พอจะคลายความคิดหลากหลายที่อยู่ในสมองได้ก็พอจะนึกออกถึงสิ่งที่สำคัญที่ฉันยังไม่ได้ทำ
“โฮชิครับ เรียกผมว่าโฮชิก็ได้” (^-^)
ใบหน้าขาวใสสะอาดสะอ้านระบายยิ้มอบอุ่นก่อนจะบอกชื่อที่อยากให้หญิงสาวเรียกออกมา
“คะ...คุณหมอโฮชิ ขอบคุณนะคะ” (^-^)
“ไม่เป็ไรครับ”
“ว่าแต่...คุณหมอเป็ลูกครึ่งญี่ปุ่นหรอคะ”
ฉันตัดสินใจถามหลังจากสังเกตเอาจากหน้าตาและชื่อของเขา
“ใช่แล้วครับ”
“ถึงว่า...”
“ถึงว่าอะไรหรอครับ...??”
“ก็หน้าของคุณหมอบอกแบบนั้นไงคะ นี่ถ้าคุณหมอไปเป็ดาราต้องดังมากแน่ ๆ เลยค่ะ” (^-^)
ฉันที่พอสบายใจก็เจื้อยแจ้วได้บ้าง
“หึหึ...คุณลูกจันเองก็เป็ดาราได้สบาย ๆ เลยนะครับ ตอนแรกที่ผมเจอผมนึกว่าดาราที่ไหนมาแอดมิตซะอีก”
ชายหนุ่มที่พูดไปตามที่ตัวเองได้เห็นตรงหน้า หญิงสาวที่จะบอกว่าโคตรน่ารักก็คงไม่ติดเลยสักนิด โดยเฉพาะใบหน้าที่สวยธรรมชาติแบบพ่อแม่ให้มาแบบคนตรงหน้านี้ยิ่งหาได้ยากนักในสมัยนี้
“ชมกลับตามมารยาทใช่ไหมคะ” (O///O)
“ทำไมครับไม่เคยมีใครบอกหรอว่าคุณลูกจันน่ารัก”
และคำพูดที่ดูจะตรงไปตรงมาเอ่ยชมโต้ง ๆ ก็ถึงกับทำให้ฉันไปไม่เป็ จากนั้นฉันที่ไม่รู้จะทำยังไงต่อก็ได้เอ่ยปากขอบคุณคนตรงหน้าอีกครั้ง
“ยังไงลูกจันก็ขอขอบคุณคุณหมอโฮชิอีกครั้งนะคะ ขอบคุณมากจริง ๆ”
“ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่เป็ไรเลย ผมยินดีครับ”
ใบหน้าหล่อเหลายิ่งกว่าดาราในทีวีระบายยิ้มอ่อนหวาน และนั่นก็เป็บทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคระหว่างฉันกับคุณหมอโฮชิที่เกิดขึ้น ก่อนที่คุณหมอโฮชิจะขอตัวไปทำงานต่อ
หลังจากที่คุณหมอโฮชิกลับไปแล้ว ฉันที่ยังคงนั่งอยู่ตรงหน้าร่างแน่นิ่งนอนสงบอยู่ท่ามกลางดอกไม้สีขาว ดวงตาหมองเศร้าที่เคยสุกสกาวเต็มไปด้วยความสดใสเหม่อมองพร้อมกับคำถามมากมายที่อยู่ในหัวแต่กลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยถามอะไรได้อีกแล้ว
เพียงแต่ว่า...สุดท้ายแล้วคนที่จมอยู่กับความสงสัยก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามออกไปอยู่ดี แม้จะรู้ดีว่าตัวเองจะไม่ได้คำตอบอะไรกลับมาเลยก็ตาม...
“แม่ค่ะ...มันเกิดอะไรขึ้นหรอคะ”
“ทำไมแม่ถึงเลือกทำแบบนี้ล่ะค่ะ...ทำไมแม่ถึงเลือกที่จะทิ้งหนูไป อะไรที่ทำให้คุณแม่ตัดสินใจทำแบบนั้นค่ะ...ฮึก...ฮึก...” (T^T)
“เราเคยเป็ทีมเวิร์กกันไม่ใช่หรอคะ ไหนแม่เคยบอกหนูว่ามีอะไรเราจะฟันฝ่าไปด้วยกันไงคะ...แต่ทำไม...ฮึก...ฮึก...แต่ทำไมกันค่ะ...”
สิ้นคำตัดพ้อฝ่ามือบางก็ตรงปิดหน้าแนบซุกเพื่อปกปิดความอ่อนแอให้มันอยู่ภายในอุ้มมือเท่านั้นพอ
เสียงสะอื้นโดยที่ร่างบางยังคงสั่นไหวนั่งตัวโยนอยู่ภายในห้องที่เงียบสงบ ไหล่เล็กที่ไม่รู้ว่านับจากนี้จะมีใครมาโอบกอดปลอบประโลมอีกไหมหรือจะมีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะโอบกอดร่างที่สั่นไหวนี้ได้
จากนั้นฉันที่ยังนั่งร้องไห้อยู่ในห้องพิธีอยู่นานพอควรก็ได้กลับไปพักยังห้องพักคนไข้ของตัวเองโดยที่มีพี่นิดคอยประคองเดินไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำไม่ต่างกัน...
หลายวันผ่านไป ~~
วันเวลาผ่านไปจวบจนกระทั่งฉันจัดการเื่แม่ของตัวเองเสร็จเรียบร้อย และถึงแม้ว่าจนถึงวันนี้พ่อของฉันจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาก็ตาม แต่มันคงถึงเวลาที่ฉันต้องไปเผชิญความจริงและเคลียร์ทุกอย่างแล้ว...
ณ บ้านดำริวงศ์ตระกูล
ฉันเลือกที่จะกลับมายังที่บ้านของตัวเองก่อนเพื่อเคลียร์ข้าวของที่กระจัดกระจายก่อนหน้านี้ อีกทั้งเพื่อตามหาความจริงของเื่ที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่และแม้ว่าใจจะยังหวั่น ๆ กับภาพล่าสุดที่เกิดในบ้านหลังนี้ก็ตามแต่ถึงยังไงฉันก็ต้องกลับมาเพื่อเคลียร์ทุกอย่างอยู่ดี
เพียงแต่...สิ่งที่ฉันเผลอลืมไปเลยนั่นก็คือ...สัญญาการจำนองบ้านที่ฉันได้อ่านก่อนหน้านี้ในนั้นได้ระบุเอาไว้ว่าพวกฉันต้องย้ายออกจากบ้านภายใน 7 วันก่อนที่จะถูกยึดตามสัญญา
และด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอีกทั้งเื่ราวมากมายที่ฉันต้องจัดการก่อนหน้านี้ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยที่มีในตลอดหลายวันที่ผ่านมาของฉัน นั่นจึงทำให้ฉันไม่ทันได้นับวันเวลาเลยว่าบัดนี้มันได้เลยระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้ในสัญญาไปเสียแล้ว...
