เหอชุนฮวาคว้ามือหลี่เยวี่ยซือมาประคองไว้ด้วยรอยยิ้ม “เด็กโง่ เ้าเป็ลูกสาวของแม่นะ หากไม่หวังดีต่อเ้า แม่จะไปหวังดีต่อผู้ใดอีกกัน? เ้าวางใจเถิด แม่ยังหวังพึ่งวาสนาของเ้ากับน้องชายเ้าอยู่ ไม่มีทางปล่อยให้ของดีหลุดไปอยู่กับผู้อื่นเด็ดขาด”
หลี่เยวี่ยซือเม้มปากยิ้มอีกครั้งเมื่อได้ยินดังนี้ ภายในใจรู้สึกโล่งขึ้นเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่ง เจียงเฉิงเร่งรุดหน้ากลับไปยังบ้านของหลี่อันหราน เขาเดินเข้ามาก็เห็นนางกำลังล้างพริกอยู่ตรงลานบ้านอย่างพอดิบพอดี
หลี่อันหรานขมวดคิ้วทันทีที่เห็นเขา นางเอ่ยถามว่า “เื่ที่ข้าให้ท่านไปสอบถามจากในเมืองได้ความว่าอย่างไรบ้าง? ท่านบอกว่าจะกลับมาก่อนเวลามื้อเที่ยงมิใช่หรือ? เหตุใดเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้?”
เจียงเฉิงลังเลเล็กน้อย “มีธุระหน่วงเหนี่ยวน่ะ”
หลี่อันหรานแค่นเสียงเบา “ให้ตาย มีธุระหน่วงเหนี่ยวหรือว่าไปที่ใดมากันแน่”
เจียงเฉิงผงะไปครู่หนึ่ง “ระหว่างทางไปพบกับท่านป้าเหอ นางชวนไปทานมื้อเที่ยงที่บ้าน ข้ากินเสร็จแล้วจึงค่อยกลับมา”
ความจริงหลี่อันหรานได้รู้จากท่านป้าหวางมาก่อนแล้วว่าเขาไปบ้านหลี่เยวี่ยซือ นางเพียงแต่อยากเห็นว่าเขาจะยอมพูดออกมาเองหรือไม่ “ท่านป้าเหอใส่ใจท่านไม่น้อย ไม่ใช่แค่หลี่เยวี่ยซือที่ชอบท่าน กระทั่งแม่ของนางก็ยังชอบท่านด้วย”
นางพูดจบแล้วหันไปทำงานของตัวเองต่อ ่นี้นางมีงานให้ทำค่อนข้างเยอะ ยอดขายสูงขึ้นทุกวันจนส่งผลให้การผลิตของนางเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลำพังแค่ตัวนางเองไม่อาจทำไหวอีกต่อไป
ดังนั้น นางกำลังวางแผนว่าจะทำเครื่องทุ่นแรงที่เรียบง่ายและมีน้ำหนักเบาออกมาช่วยงาน ยามนี้นางมีลูกจ้างสองสามคน ทว่าหากจ้างคนมากกว่านี้ เกรงว่านางจะจ่ายค่าแรงไม่ไหว
เจียงเฉิงเดินมาหานาง “ข้าช่วยสอบถามมาแล้ว เป็ความจริงว่าผู้ที่จะมาไหว้พระในอีกไม่กี่วันคือพระสนมเสียนเฟยจากเมืองหลวง พระนางเสด็จกลับบ้านเกิดมาเยี่ยมญาติ ระหว่างเสด็จกลับเดินทางผ่านที่นี่พอดีจึงจะขึ้นเขาไปไหว้พระ”
หลี่อันหรานฟังแล้วยืดหลังตรง ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้น วันนั้นต้องมีคนที่วัดเทียนหยวนเยอะมาก ข้าต้องทำเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อนำไปขายในวันนั้น นี่เป็โอกาสอันดี”
เจียงเฉิงพยักหน้า “ได้ยินว่าจะมีคนจากเมืองต่างๆ เดินทางมาร่วมด้วย”
ครั้นได้ยิน หลี่อันหรานพลันตาลุกวาว “จริงหรือ? ข้าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ หากเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกของข้าขยายตลาดได้มากกว่านี้จะยิ่งดี” มุมปากนางยกขึ้นเป็รอยยิ้ม
ทุกคนต่างคิดว่าหลี่อันหรานคงพอใจมากแล้วที่เต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกขายได้เท่านี้ แต่พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าในใจนางคิดอย่างไร ไม่รู้เลยว่านาง้าตลาดที่ใหญ่กว่าตอนนี้มาก
ในยุคสมัยที่กำลังการผลิตล้าหลังเช่นนี้ ถือเป็พรจาก์เบื้องบนแล้วที่นางมีมันสมองที่ก้าวหน้าและบุกเบิกสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพราะนางสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมก็เติบโตง่ายกว่ายุคปัจจุบัน
เจียงเฉิงเห็นนางมีรอยยิ้มก็รู้สึกมีความสุขแทนนาง แต่กระนั้นเขาก็ยังขุ่นเคืองกับถ้อยคำเมื่อครู่ของนางอยู่ดี “ข้าไม่ได้คิดอันใดกับหลี่เยวี่ยซือ แต่ท่านป้าเหอเชื้อเชิญอย่างไม่ลดละ ข้าจึงต้องยอมไปด้วยความจำใจ เ้าอย่าคิดเหลวไหล”
หลี่อันหรานผงะเล็กน้อย ถ้อยคำเมื่อครู่ของนางมีอารมณ์และความอิจฉาเจือปน แต่นั่นเป็เพราะนางไม่รู้สึกตัวต่างหาก
ทั้งที่นางพยายามไม่คิดเื่ระหว่างตัวเองกับเจียงเฉิงแล้ว พยายามจดจ่อกับกิจการ พยายามคิดว่าสักวันเขาก็ต้องไปจากที่นี่ รู้สึกอะไรไปก็มีแต่จะยิ่งเสียใจมากเท่านั้น ทว่า… เมื่อนางได้ยินเขาพูดเช่นนี้ หัวใจกลับเต้นระรัวขึ้นมาเสียดื้อๆ “ท่านไม่คิดอะไรกับนางจริงหรือ?”
“จริง” เจียงเฉิงตอบพร้อมกับสบตาหลี่อันหราน
หลี่อันหรานได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเป็ประกายของเขา
“ก็จริง ท่านจะคิดอันใดกับสตรีที่นี่ได้กัน? เพราะสักวันท่านก็ต้องไปจากที่นี่ ท่านไม่ใช่คนที่นี่ จะให้ลงหลักปักฐานที่นี่ก็คงไม่ใช่เื่ ตอนนี้พวกข้าไม่ทราบตัวตนของท่านด้วยซ้ำ จะมาแต่งงานร่วมชีวิตกับสตรีที่นี่ได้อย่างไร”
เจียงเฉิงฟังแล้วรีบอธิบาย “การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ ข้ายังไม่มีความคิดเช่นนั้น หรือต่อให้มีก็คงไม่ใช่กับหลี่เยวี่ยซือ”
หลี่อันหรานเงยหน้าขึ้นโดยพลัน “เช่นนั้นเป็ผู้ใด?”
คำถามของนางทำเอาเจียงเฉิงไปไม่ถูก เขาหลบเลี่ยงสายตาของนาง “มิใช่เช่นนั้น ข้าหมายถึงว่าถ้าหาก”
เขาพูดจบแล้วเดินกลับไปยังห้องตัวเองทันที ส่วนหลี่อันหรานยืนแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปทำงานของตัวเองต่อโดยไม่พูดอะไร
ระหว่างที่กำลังทำงาน ท่านป้าหวางจากข้างบ้านก็ได้แบกพริกหนึ่งตะกร้าเข้ามาจากด้านนอก ปกติแล้วท่านป้าหวางจะนำพริกมาส่งให้ั้แ่่สาย ทว่าสองวันนี้กลับต้องรอจนถึง่บ่ายจึงจะนำมาส่ง
หลี่อันหรานรับพริกไปด้วย ถามไปด้วย “ท่านป้าหวาง ่นี้ท่านงานยุ่งหรือเ้าคะ? เหตุใดเพิ่งนำมาส่งให้ตอนนี้?”
ท่านป้าหวางถอนหายใจพร้อมกับขมวดคิ้วว่า “คนในหมู่บ้านรู้เื่ที่เ้ารับซื้อพริกกันหมดแล้ว รู้ว่าพริกสามารถกินได้และรู้ว่าน้ำพริกของเ้าทำขึ้นมาจากมัน ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาเริ่มหันไปกินพริกเป็อาหารประจำวัน ส่งผลให้พริกในละแวกที่ป้าไปเก็บเป็ประจำถูกเก็บจนแทบไม่เหลือแล้ว ป้าต้องไปเก็บในที่ที่ห่างไกลออกไป ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลานานขึ้น”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วทันใด นางเคยได้ยินมาก่อนเช่นกันว่ามีชาวบ้านเริ่มหันไปเก็บพริก ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่นำมากิน ทว่าเอาแต่กักตุนเอาไว้
หลี่อันหรานไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก “เหตุใดพวกเขาต้องทำเช่นนี้? ท่านป้าหวาง ท่านรู้หรือไม่ว่านอกจากท่านแล้ว ผู้ใดในหมู่บ้านเป็คนที่เก็บพริกเยอะที่สุด?”
ท่านป้าหวางตอบเสียงค่อย “ยังมีบ้านของหนิงเชินผู้นั้น ฐานะทางบ้านพวกเขาไม่เลว มีบ่าวใช้ในบ้านหลายคน เขาส่งบ่าวใช้พวกนั้นขึ้นเขาไปเก็บพริกทุกวัน แต่ละวันเก็บได้มากกว่าป้าเสียอีก”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วแน่น หนิงเชินผู้นี้คิดจะทำอันใดกันแน่?
“เช่นนั้นท่านรู้หรือไม่ว่าเขาเก็บพริกไปทำอันใด?”
ท่านป้าหวางส่ายหน้า “มีอยู่ครั้งหนึ่ง ป้าได้เจอบ่าวใช้ของบ้านพวกเขาจึงลองสอบถาม พวกเขาบอกว่าเก็บกลับไปใส่ในกับข้าว เช่นนี้กับข้าวจะได้มีรสชาติของน้ำพริกแต่ต่างออกไป”
หลี่อันหรานยังคงขมวดคิ้ว นางแปลกใจที่หนิงเชินรู้จักนำพริกไปทำเป็เครื่องปรุง มันสมองของเขาไม่เลวเลย แต่น่าเสียดายที่สมองแบบนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี
ท่านป้าหวางพูดต่อ “คนอื่นๆ ในหมู่บ้านเริ่มใส่พริกลงในกับข้าวตามเขา รสชาติออกมาไม่เลวเลย”
หลี่อันหรานรู้เื่นี้ แต่การนำพริกสดๆ ไปใช้เป็เครื่องปรุงนั้นแตกต่างจากน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ด ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ใส่ใจเื่นี้มากนัก นางถามต่อด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นท่านป้าเคยใส่พริกเป็เครื่องปรุงเวลาทำอาหารหรือไม่?”
ท่านป้าหวางยิ้มอย่างกระอักกระอัก “เคยใช้อยู่ครั้งสองครั้ง รสชาติถือว่าใช้ได้อยู่”
“รสชาติดีก็ดีแล้วเ้าค่ะ แต่พริกที่ใช้ทำอาหารกับน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดของข้าอยู่คนละจำพวกกัน นอกจากนี้ เวลานำไปประกอบอาหารก็ใส่เพียงไม่กี่เม็ด ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดเขาต้องเก็บไปเยอะขนาดนี้?” หลี่อันหรานถามต่อ
