“แล้วกระจกบานที่สิบนั่นตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“ตอนนั้นมันปรากฏชึ้นตอนที่เ้าวั่งซูกำลังจะดับสูญ และ หลังจากนั้นข้ากลับมาดู ทุกอย่างที่นั่นก็ว่างเปล่า ไม่มีกระจกบานที่สิบนั่นอีก”
“กระจกบานที่สิบนั่น ถ้ามันคือสุสานของเราสองคน ข้าว่าพวกเรากต้องแกล้งดับลมหายใจเพื่อให้มันปรากฏ” เ้าวั่งซูเอ่ยครุ่นคิด
“เ้าหมายถึง” มนต์ดับสูญ” ถอดจิตออกจากร่างเหมือนว่าร่างกายนั้นตายเหมือนอยู่ในฝัน
“ใช่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ตอนที่พวกเราเจอ ถูหลันกับเม่งเซี๊ยะก็คือบ่อน้ำเดียวกัน”
“นั่นก็เป็ไปได้เพราะบ่อน้ำนั่นคือทางไปสู่ทุกภพที่แท้จริง”
“อื้ม! เพื่อหาทางให้มันปรากฏและเราต้องทำลายสุสานที่เป็เหมือนคำสาปที่กักขังวิญญญาณเราสองคนไว้นั่นซะ”
นิมิตยังคงดำเนินต่อจากหุบเขาเก้ากระจกไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จืออู่ตี้ ที่เป็อีกจุดทางเข้าออกและเชื่อมระหว่างทุกภพ สมัยที่เกิดะเิที่จัตุรัสเฟิงสุ่ยิญญาร้ายทั้งหมดถูกผลักให้มาออกที่ประตูสู่ภพอันนี้ แต่ด้วยพลังิญญามากมายทำให้บางส่วนกระจัดกระจายปะปนอยู่ในหมู่บ้านต้องสาป และหมู่บ้านนี้กลายเป็ปราการแรกและสุดท้ายของประตูสู่ภพของิญญาต่างๆ โดยมีพลังจากสำนักเก้าจักยุตกราและกระจกเก้าบานกักกันทั้งหมดไว้ในอาณาเขตของหมู่บ้านต้องสาปนี้ ในนิมิตเกิดภาพปรากฏเมื่อแรกกำเนิดทางสู่ทุกภพของบ่อน้ำนี้ มีผู้นำทั้งเก้าภพยืนล้อมรอบปากบ่อ และมีสัตว์ยืนคุ้มกันบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั่นสองตน เมื่อมองให้ชัดข้างหนึ่งคือ ัขาว และอีกด้านคือจิ้งจอกดำเก้าหาง ทุกคนต่างส่งพลังให้แก่ประตูสู่ภพคล้ายกับเป็ความพยายามที่จะเปิดหรือปิดประตูนั้น พร้อมทั้งพลังเกราะคุ้มกันของสัตว์ผู้พิทักษ์ประจำปากประตูทั้งสอง
“นั่นคือเ้าภพทุกคน และสัตว์สองตัวนั่นคือหลิ่งกวางและชิงหลงหนิ หรือว่าคนที่จะสามารถปิดผนึกบ่อน้ำนั่น และทำให้หมู่บ้านชุนเทียนกลับคือสู่สภาพเดิมคือผู้นำทั้งเก้าภพ”
“ต้องเป็พลังแห่งเ้าภพทั้งหมดเพื่อที่จะปิดประตูสู่ทุกภพนี่พร้อมกัน แต่มันช่างเป็เื่ที่แทบเป็ไปไมได้เลย ที่ทั้งเก้าจะมาอยู่พร้อมหน้ากัน”
“เื่นี้ไว้ออกไปค่อยปรึกษาท่านฉีเทียนลู่และท่านอี้เฟิงเหวินอีกที ว่าแต่ภูติที่ยืนปกปักพิทักษ์ปากบ่อทั้งสองข้างนั่น ไม่ผิดแน่ ชิงหลงและหลิ่งกวางและเ้าเห็นไม๊ทั้งสองห้อยบางอย่างไว้ที่คอ ชิงหลงมีผีผาประทีปอนันตกาลของข้าที่สามารถชี้ทางสว่างให้แก่เหล่าิญญา และหลิ่งกวางมีซวินดำสิบสองซุ่นเครื่องดนตรีประจำกายเ้าที่เสียงมันสามารถสะกดภูตผีิญญาได้ ทั้งสองคือผู้พิทักษ์ประตูนั่นมาช้านาน แสดงว่าถ้ามีการเรียกคืนความชั่วร้ายทั้งหมดกลับสู่ประตู และปิดปากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยพลังแห่งเ้าภพทั้งเก้านั่นแล้ว ทั้งสองอาจจะยังต้องสละเสี้ยวิญญาเพื่อพิทักษ์ปากประตูสู่ทุกภพนั่นไว้เพื่อความสุขสงบตลอดกาล”
“ถ้าเื่นี้สำเร็จทั้งหมู่บ้านชุนเทียนและชาวบ้านก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมไม่ต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้คำสาบนั้นอีกต่อไป” ทั้งสองมองหน้าและยิ้มอย่างมีความหวังแทนผู้คนในหมู่บ้านชุนเทียนที่ต้องอยู่ภายใต้ความมืดมิดนั่นมามากกว่าหลายร้อยปี
นิมิตนำทางต่อไปเมื่อหมื่นปีก่อนถึงการก่อกำเนิดของปีศาจกะโหลก เหมือนจะใครบางคนทำการฝังเมล็ดพันธุ์เพื่อก่อกำเนิดทุกสิ่ง.....คนสองคน..!? ” ผู้สร้างและผู้ปกปักษ์” เป็เงาดำๆ จาง และมีการแยกออกของอีกจิติญญาจากทั้งสองคน” ผู้ทำลาย” ที่เดินทางเวียนว่ายเพียงลำพัง กอปรกับจากความเหนื่อยล้าที่ก่อเป็ความดำมืดในจิติญญาของพระแม่แห่งจิติญญาที่สะสมจนความดำมืดนั้นเข้าเกาะิญญาร้ายก่อตัวกลายเป็เงา และด้วยการที่ก่อกำเนิดจากจิตแห่งผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ จิตดำมืดแห่งผู้ทำลายนั้นจึงยิ่งแข็งแกร่งเกินใคร
จิตดำมืดของราชันย์กะโหลกแรกเริ่มเป็เพียงกลุ่มควันดำมืดที่สามารถลอยออกจากภพพืชพันธุ์ และเข้าสู่ภพอื่นอิสระ จิตดำมืดนั้นเข้าสิงสู่ศาสตราวุธ อัญมณีสำคัญ และคนที่มีจักราที่แกร่งกล้าของภพต่างๆ เพื่อฝากถอดภวังคจิต ในนิมิตแสดงที่ซ่อนทั้งหมดทุกภพ ที่ภพเดรัจฉานสถิตอยู่ในดวงตา์า ภพจิตภูติอยู่ในหลิงซื่อแห่งจิตภูติ ที่ภพ์และปรภพอยู่ในเสาค้ำฟ้าและโซ่สองภพ ที่ภพพืชพันธุ์อยู่ในภพต้นกำเนิดลำธารแห่งชีวิต ที่ภพุ์มีอยู่สี่ดวง ดวงที่ควบคุมทั้งหมดอยู่ที่บัลลังค์าา ที่ภพมนุษย์อยู่ในกระจกทั้งเก้า ที่ภพฝันอยู่ในลูกแก้วปลุกระดมฝัน และที่ภพปีศาจนั้นดวงจิตดวงสุดท้ายยังอยู่กับตัวเย้าหลูกู่และภูติประจำกายตัวสองตน
ภวังคจิตหรือจิติญญาแห่งจอมมารนั้นพลังกล้าแข็งมาก เมื่อมันเข้าสถิตสิ่งนั้น มันจะเข้าพลังทั้งหมด และเปลี่ยนสิ่งนั้นและสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็จิตมารปีศาจร้าย และสิ่งที่ภวังคจิตเข้าสิงสถิตคือของสำคัญของทุกภพ คือสิ่งที่จะปกปักรักษา และทำให้ตัวภพดำรงอยู่ได้ ดังนั้นราชันย์กระโหลกจึงแน่ใจได้ว่าถึงแม้ภวังคจิตของมันถูกพบ แต่ จะไม่มีวันโดยทำลายเด็ดขาด และที่สำคัญ ไม่มีอาวุธหรือพลังใดในโลกที่สามารถทำลายภวังคจิตได้ เว้นแต่เ้าของภวังคจิตจะเรียกกลับเอง แต่ในนิมิตยังแสดงให้เห็นถึงอาวุธอย่างเดียวในปฐีนี้ที่จะสามารถทำลายภวังคจิตได้นั่นคือ “เคียวปรภพเขี้ยวั”
“ดวงจิตแห่งผู้ทำลาย!! ที่แบ่งออกมาจากผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ แล้วสองคนนั้นคือใครกัน!? และ “” เคียวปรภพเขี้ยวั” อาวุธที่จะสามารถทำลายภวังคจิตได้มีเพียงอย่างเดียว และศาตรานั่นมันคือ อาวุธของเราสองคนหลอมรวมกันใช่ไหมเฟยเฟย”
“ข้าไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน เกี่ยวกับผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ หรือจะเป็คนเดียวกับที่พระแม่แห่งจิติญญาบอกว่าเหนือกว่าตน และดวงจิตของเย้าหลูกู่จริงๆ แล้วคือ ดวงจิตแห่งผู้ทำลายมันถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนั้น! แต่พวกเราก็ได้รู้ว่า เคียวสู่ภพ รวมเข้ากับ กระบี่สุสานั กลายเป็เคียวปรภพเขี้ยวั อาวุธของพวกเราทั้งสองที่รวมกันคือทางออกของการทำลายภังคจิต”
นิมิตพาไปยังการถือกำเนิดของภพเดรัจฉานและภพจิตภูติ การรวมเข้าหากันและการแยกออกเป็ไปตามที่กุนซือเหยียนเหินหลงเล่า ภพภูติเกิดจากช่องว่างของความสว่างและความมืด ภพเดรัจฉานเกิดจากความขาวและความดำมืดแห่งจิตสรรพสัตว์ แรกเริ่มการยึดภพทั้งสองเกิดจากแสงสว่าง และความมืดที่ฉายเข้าต้นไม้โบราณที่ชอนไชรากรัดตรึงเชื่อมทั้งสองภพดั่งสะพานแห่งโชคชะตา พลังจากเ้าภพทั้งสอง และพลังประสานจาก ดวงตา์าและหลิงซื่อจิตภูติทั้งเจ็ด เมื่อทุกสิ่งส่องแสงถึงกัน ภพทั้งสองก็เชื่อมกันหนาแน่น จนกระทั่งวันที่ทุกอย่างหักสลาย พลังแห่งสว่างและความมืดอ่อนกำลังหดหาย ต้นไม้แห่งชีวิตหมดพลังแห้งตายไร้สะพานยึดเหนี่ยว ดวงตา์าและหลิงซื่อจิตภูติถูกความมืดครอบงำ ในนิมิตแสดงให้เห็นถึงเวลาแห่งความรักของฉีเทียนลู่และอี้เฟิงเหวินที่อยู่ร่วมกันเป็ดั่งบิดามารดาให้เหล่าสรรพสัตว์และเหล่าภูติ เมื่อภพแยกจาก เ้าภพทั้งสองก็ต้องแยกจากนานร่วมหมื่นปี
“การรวมภพต้องใช้พลังดวงอาทิตย์จากข้า และ พลังด้านมืดแสงจันทร์จากเ้า พลังเ้าภพทั้งสอง เพื่อปลุกต้นไม้แห่งชีวิตให้ตื่นและสร้างสะพานแห่งโชคชะตาเชื่อมภพทั้งสองเข้ากัน”
“แล้ว จะมีอะไรที่สามารถแทนพลังแห่งดวงตา์าและหลิ่งซื่อจิตภูติได้หล่ะ!?”
“อัญมณีทั้งสองทำหน้าที่เสมือนหัวใจเพื่อพิทักษ์แห่งภพทั้งสอง ในความคิดข้า ทั้งหลิ่งกวางและชิงหลงต่างก็คือสัตว์ที่มีพลังจักราสามารถพิทักษ์ประตูแห่งภพได้ไม่ต่างกัน และทั้งสองคือขุมพลังต้นกำเนิดจากทั้งสองภพ กล่าวคือมีทั้งพลังจักราจากเดรัจฉานและจิตภูติในคราเดียวกัน ข้าคิดว่าใช้เสี้ยวจิติญญาแห่งเดรัจฉานและจิตภูติจากทั้งสองแทนอัญมณีล้ำค่านั้นได้”
“ถ้าเป็เช่นนั้นพวกเราก็จะรวมภพลับคืนได้อย่างแน่นอน”
มีเสียงฮัมเพลงเหมือนเพลงกล่อมเด็กแต่ทำนองโหยหวนและดังก้องกังวานในหัว “เสียงนี่คือเสียงอะไร” เสียงเพรียกแห่งภูติดังมากจากด้านหนึ่งพร้อมแสงสว่างที่ปลายทาง
“ไปกันเถอะเฟยเฟย พวกเราต้องออกจากความทรงจำนี่” ก่อนที่ทั้งสองจะหันหลังมุ่งไปตามเสียงเพลงแห่งภูติ
นิมิตก็ปรากฏ แต่ครานี้เหมือนไม่ใช่อดีตแต่เป็อนาคต ณ คฤหาสน์จันทร์มืดสกุลเ้า ภาพเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา กำลังนั่งจิบชา โดยมีสหายรักชิงหลงและหลิ่งกวาง ร่วมชมวิวทิวทัศน์ ทอดสายตาไปยังหมู่บ้านชุนเทียนในฤดูใบไม้ผลิ ในยามบ่าย ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีออกดอกสีสันผลิบาน บ้านเรือน ผู้คนที่หน้าตาสดใสงดงาม หุบเขาจินลู่ซี สำนักเก้าจักยุตกราเหล่าผู้ฝึกตน จัตุรัสท่าเรือชุนเทียน ร้านโคมไฟ ผู้มาเยือนมากมายต่างหัวเราะร้องรำทำเพลง ครึกครื้น สนุกสนาน ยามอาทิตย์อัสดง โคมไฟก็เริ่มถูกจุดทั่วทั้งหมู่บ้านสว่างไสว งดงาม ไร้ความทุกข์ ความเศร้าหมอง มีแต่ความสุข รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไปทั่วทั้งหมู่บ้านชุนเทียนแห่งนี้
“นั่นมันพวกเรา! แต่มันยังไม่เคยเกิดขึ้นใช่ไม๊!?”
“เหมือนเป็ภาพอนาคตเลย ซูซู” ทั้งคู่หันมองหน้าสบตา และยิ้มกว้างให้กัน
“ไปกันเถอะ พวกเราไปจัดการสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ ให้สำเร็จ เพราะอนาคตที่งดงามที่พวกเราทั้งสี่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขนั้นรอพวกเราอยู่ข้างหน้า เฟยเฟย” เ้าวั่งซูพูดพร้อมจับมือเฟยฟาแน่น ฮวาเฟยฟาพยักหน้าและกระชับมือคนรักกลับให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“ไป ซูซู เราสองคนจะไม่มีวันพรากจากกัน” ทั้งคู่หันหลัง จับมือ และวิ่งตามเสียงเพลงแห่งภูติ และ แสงสว่างที่ส่องนำทางมาไปสู่ทางออกจากหอคอยแห่งความทรงจำแห่งนี้
