โหมวจิ่นซิ่วจ้องมองฉินอวี่อย่างเยือกเย็น ในสายตาของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน
ในฐานะที่เป็หลานสาวผู้นำตระกูลโหมวซึ่งได้รับการมอบแซ่ของตระกูลมาจากจอมอสูรโหมวเซี่ยน ชีวิตของโหมวจินซิ่วไม่ได้สุขสบายเหมือนอย่างที่แสดงออกมาให้เห็น ในตระกูลโหมวให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พูดตามตรง นั่นก็คือสังคมอย่างชายเป็ใหญ่ด้อยค่าผู้หญิง
ในตระกูลโหมว ผู้ชายมักเป็ผู้นำของบ้าน เป็บุคคลที่มีความแข็งแกร่งที่สุด และจะเป็เสาหลักในอนาคต ส่วนผู้หญิงส่วนมากจะถูกใช้สำหรับการแต่งงานเผื่อผูกมิตรภาพ สร้างความแข็งแกร่งเป็ปึกแผ่นให้กับแดนต้าโหมวเทียน
ดังนั้น หลังจากเกิดขึ้นมา ชะตาชีวิตของโหมวเซี่ยนก็ดูจะไม่ต่างจากหญิงสาวคนอื่นๆ ในตระกูลโหมว ที่ท้ายที่สุดก็จะมีนางไว้สำหรับงานแต่งสานสัมพันธ์ แต่โหมวจิ่นซิ่วมีใจต่อต้านั้แ่เกิด ดั่งลูกพลัมกลางหิมะในฤดูหนาว เพื่อไม่ให้ตกเป็เครื่องมือของตระกูลโหมว โหมวจิ่นซิ่วจึงเข้มงวดกับตนเองั้แ่เด็ก และฝึกฝนตนเองอย่างหนัก
นางเคยไปยังูเาเซียนกระบี่โดยลำพังมาแล้วเพื่อฝึกฝนวิชากระบี่ของนาง อีกทั้งยังเข้าร่วมการท้าประลองอสูรธรณีมาแล้วถึงสามครั้ง แต่เป้าหมายของนางไม่ใช่การได้เป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณี แต่้าฝึกฝนตนเองให้พร้อมต่อสู้ และฝึกฝนระดับจิตใจเพื่อด่านการทดสอบจิตใจ!
หลายปีมานี้ นางต้องเสียเืและน้ำตาไปมากเท่าไร มีเพียงสิ่งหนึ่งที่นางรู้เป็อย่างดี ว่าเป็เพราะความพากเพียรและทุ่มเท นางจึงสำเร็จได้ในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็ศิษย์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นที่สุด แต่ยังได้เป็หนึ่งในสามสิบหกขุนพล์ ผู้นำของเหล่าศิษย์รุ่นหนุ่มสาวแห่งแดนต้าโหมวเทียน!
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังห่างไกลจากการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนาง หากไม่มีเื่อื่นใดเกิดขึ้น นางก็คงต้องเป็คู่บำเพ็ญของเหลยจั๋วเยว่ สิ่งนี้เป็สิ่งที่นางไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย นอกเสียจากนางจะกลายเป็ทายาทภายในตระกูล แต่ทายาทที่ว่านี้... เป็สิ่งที่พบได้ยากยิ่ง หนึ่งพันปีจึงจะได้พบสักคนหนึ่ง แม้ว่าโหมวจิ่นซิ่วจะมีปัญญาที่ชาญฉลาด แต่นางก็ไม่เคยจะมีความหวังเลยว่านางจะได้เป็ผู้สืบทอด!
เป็เพราะสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงทำให้นางมีท่าทีต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างจากคนอื่น ในงานเลี้ยง ทุกคนต่างมองว่าฉินอวี่นั้นอวดดีและหยิ่งยโส แต่โหมวจิ่นซิ่วกลับมองเห็นความดื้อรั้น ไม่เย่อหยิ่ง ทั้งยังมองเห็นจิตใจที่ดิ้นรนของฉินอวี่ จะว่าไป ความกล้าหาญของฉินอวี่เพียงสิ่งเดียว ก็ทำให้นางรู้สึกชื่นชมฉินอวี่เป็พิเศษ
หากลองนึกดู ในแดนต้าโหมวเทียน นอกจากหลี่โหย่วฉายแล้วจะมีผู้ใดกล้าทำเื่ที่เสียสติเช่นนี้อีกหรือ? หรือต่อให้เป็เหลยจั๋วเยว่แล้วจะทำไม? เขากล้าทำหรือ?
บางทีอาจเป็เพราะความไม่พอใจในโชคชะตาของตนเอง แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้ จึงทำให้โหมวจิ่นซิ่วมีความรู้สึกแปลกกับฉินอวี่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คงเป็อารมณ์ดีใจที่เศร้าและหมดหนทาง นางฝันไว้ว่าสักวันหนึ่ง นางจะกลายเป็คนที่สามารถยั่วยุอัจฉริยะผู้แข็งแกร่งแต่ละคนของแดนต้าโหมวเทียนได้อย่างฉินอวี่ และกล้าตัดสินใจพลิกตระกูลโหมวได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว
แต่โหมวจิ่นซิ่วก็รู้ดี ว่าสิ่งเหล่านี้คงทำได้เพียงจินตนาการเท่านั้น
ฉินอวี่ได้นำไม้ไผ่เดิมพันอีกครึ่งหนึ่งวางไว้ตรงหน้าโหมวจิ่นซิ่ว ทำให้โหมวจิ่นซิ่วแปลกใจอย่างยิ่ง ทำไมคนธรรมดาคนหนึ่งจึงไว้วางใจตนเองถึงเพียงนี้ ในตอนนั้น โหมวจิ่นซิ่วคิดว่าฉินอวี่ไม่มีความมั่นใจว่าจะได้เป็สามสิบหกขุนพล์ ดังนั้นจึงไว้วางใจที่จะมอบไม้ไผ่เดิมพันเอาไว้ให้ตนเองรักษาไว้
แต่หลังจากเสร็จิ้นการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี เื่ทุกเื่ที่เกี่ยวข้องกับฉินอวี่ โหมวจิ่นซิ่วล้วนได้ยินมาแล้วทั้งสิ้น
เขาสังหารเหลยเฉียนหลงได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอสุนี์ประจำตัว ไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันในด่านจิตใจ สามารถทำให้อันดับสี่อย่างสวี่กวนเซิงยอมพ่ายแพ้ และเื่ที่ไม่สะท้านต่อข้อบังคับของอสูรธรณีจนได้รับสิ่งสืบทอดในแผ่นศิลา...
หลังจากได้รับข่าวสารเหล่านี้ โหมวจิ่นซิ่วก็แทบไม่อยากเชื่อ หากไม่ใช่เพราะการยืนยันจากหลายฝ่าย โหมวจิ่นซิ่วคงไม่มีวันเชื่อเลย หลังจากใ ในใจของโหมวจิ่นซิ่วก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาจากสัญญาณเหล่านี้ หลี่โหย่วฉายจะต้องมีความมั่นใจว่าสามารถเป็หนึ่งในสามสิบหกขุนพล์ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่... ทำไมเขาจึงไว้วางใจนาง?
แม้ว่าโหมวจิ่นซิ่วจะรู้ว่าฉินอวี่กำลังมีแผนการบางอย่าง และกำลังใช้ประโยชน์จากตนเอง ไม่ว่าจะอย่างไร การตัดสินในเดิมพันนี้อยู่ในมือของนาง ขอเพียงนางเห็นด้วย เดิมพันทั้งหมดนี้ก็เป็อันต้องล้มเลิก
นับั้แ่เสร็จสิ้นการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ศิษย์อัจฉริยะต่างๆ ก็มาพบนางเป็จำนวนมาก และจนถึงท้ายที่สุด ผู้คนในระดับสูงที่อยู่เื้ัศิษย์อัจฉริยะเหล่านี้ต่างก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนนางด้วยตนเอง เพื่อให้ช่วยมอบไม้ไผ่เดิมพันให้พวกเขา โหมวจิ่นซิ่วก็พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เพียงแต่ เมื่อได้ยินว่าคนที่เกี่ยวข้องกับหอคอยเทียนกังวางแผนสังหารฉินอวี่ โหมวจิ่นซิ่วก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ และรู้สึกเพียงว่าต้องเตือนฉินอวี่ถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
แต่เมื่อได้พบกับท่าทางที่สงบนิ่งของฉินอวี่ ในใจของโหมวจิ่นซิ่วก็เหมือนจะขุ่นเคืองขึ้นเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองจ้องตรงมาทางฉินอวี่ เพื่อเฝ้ารอคำตอบจากฉินอวี่
ฉินอวี่ยกมือขึ้นถูจมูกอย่างจนใจ และรู้สึกว่าโหม่วจิ่นซิ่วรู้แผนการที่ตนวางไว้ จึงยิ้มอย่างเก้อเขิน ก่อนจะพูดว่า “สหายโหมว... กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร?”
โหมวจิ่นซิ่วไม่ได้ตอบอะไร แต่ยังคงจ้องมองไปทางฉินอวี่ มองจนฉินอวี่รู้สึกขนลุก จนกระแอมขึ้นครั้งหนึ่งและพูดขึ้น “สหายโหมว เื่ของการเดิมพัน ข้าต้องมี...”
“เ้าอย่าได้กังวลเื่การเดิมพัน ของทั้งหมดอยู่กับข้า ไม่มีปัญหาแน่นอน ข้ายุติธรรมแน่! แต่ข้ายังคงขอแนะนำให้เ้ายกเลิกการเดิมพันนี้ดีกว่า หากเป็เช่นนี้ต่อไป บางทีหนทางรอดของเ้าอาจเหลือเพียงเส้นทางเดียว!” โหมวจิ่นซิ่วพูดแทรกขึ้นอย่างเยือกเย็นขณะที่ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดจบ เพียงแค่มองนางก็รู้ทุกอย่างที่ฉินอวี่้าพูด ในใจของนางเริ่มรู้สึกรำคาญใจ จึงส่งสายตาออกมาเช่นนี้?
ฉินอวี่เลิกคิ้วขึ้นทันที เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของโหมวจิ่นซิ่ว เขาก็คาดเดาได้ทันทีว่าโหมวจิ่นซิ่วจะพูดเช่นนี้ เพียงแต่ ฉินอวี่คาดการณ์แรงจูงใจที่ทำให้นางพูดเช่นนี้ผิดไป เขารู้สึกว่าโหมวจิ่นซิ่วกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากศิษย์อัจฉริยะเ่าั้
หลังจากนั้น ฉินอวี่ก็พูดอย่างเฉยเมย “สหายโหมว การเดิมพันเกิดขึ้นแล้วเหตุใดต้องยกเลิกด้วยเล่า?”
“จะไปหมกมุ่นกับมันทำไมเล่า? ของบางอย่างมีชะตาได้ก็ต้องมีชะตาได้ใช้งานด้วย!” โหมวจิ่นซิ่วขมวดคิ้ว
“ข้าจะมีหรือไม่มีวาสนาได้ใช้ ก็คงต้องรอดู ขอบคุณความปรารถนาดีของสหายโหมว” ฉินอวี่กล่าวตัดบทอย่างเ็า หากไม่ใช่เพราะอาจารย์หวงถิงอยู่ในแดนต้าโหมวเทียน บางทีฉินอวี่อาจจะยอมถอยออกมาสักก้าวหนึ่ง และยกเลิกการเดิมพันนี้เสีย แต่เมื่อได้รู้ว่าอาจารย์กำลังตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ ฉินอวี่จะยกเลิกการเดิมพันนี้ได้อย่างไร?
“เ้า...” ใบหน้าอันงดงามของโหมวจิ่นซิ่วเ็าขึ้นไปกว่าเก่า นางดูออกว่าฉินอวี่เข้าใจความหมายของนางผิด แม้ว่าในใจจะโกรธ แต่ก็ไม่อยากอธิบายอะไร
“หากไม่มีเื่อะไรแล้ว ข้าก็ขอตัวก่อน!” ฉินอวี่พูดจบ ก็เดินผ่านโหมวจิ่นซิ่วไป
“หากเ้าไม่ยกเลิกการเดิมพัน เหลยจั๋วเย่วก็ไม่ยอมปล่อยเ้าแน่ ผู้แข็งแกร่งกว่าสองในสามของแดนต้าโหมวเทียนล้วนแต่เตรียมเข้าล้อมปราบเ้า และชีวิตเ้าจะตกอยู่ในอันตรายยิ่งนัก เ้าคิดจะแลกชีวิตของเ้า กับสิ่งของวัตถุภายนอกพวกนั้นนะหรือ? แม้จะรู้ว่าต้องตาย แต่เ้ายินดีจะก้มหัวยอมรับมันหรือ?” โหมวจิ่นซิ่วกล่าวออกไปอย่างอ่อนโยน นางนึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวี่จะดื้อรั้นถึงเพียงนี้
ฉินอวี่ทำเป็ไม่ได้ยิน
โหมวจิ่นซิ่วมองดูฉินอวี่ที่กำลังก้าวออกไป สายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธก็หายไปทันที มันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากอธิบาย นางนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าในแดนต้าโหมวเทียนแห่งนี้จะมีชายที่กล้ารุกรานกองกำลังสองในสามของแดนต้าโหมวเทียนเช่นนี้
โหมวจิ่นซิ่วขบปากของนางแน่น สายตาที่งดงามเผยไปด้วยความรั้น บางที วันนี้มาเพื่อเตือนสติฉินอวี่ แต่ทำไมถึงไม่มาหาคำตอบ? หาคำตอบ? บางที ในแดนต้าโหมวเทียนแห่งนี้ อาจจะมีคนกล้าที่จะพิชิตตระกูลโหมวจริงๆ และตนเอง... คือหนึ่งในนั้นหรือไม่?
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นค่อยๆ เดินหายไป ในใจของโหมวจิ่นซิ่วก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ จนอดที่จะพูดขึ้นไม่ได้ “หลี่โหย่วฉาย เ้าบอกว่า หากไม่ได้ทำเพื่อใครสักคนก็คงไม่มีผู้ใดกล้าจะรุกรานกองกำลังระดับสูงหรือ?”
ฝีเท้าของฉินอวี่หยุดลงอีกครั้ง และพูดขึ้นอย่างไม่หันศีรษะกลับมามอง “เ้ากำลังถามข้าหรือ? เหอๆ ทั่วทั้งแดนต้าโหมวเทียน แล้วจะอย่างไร?” ขอเพียงช่วยอาจารย์ได้ ฉินอวี่ไม่ลังเลที่จะรุกรานกองกำลังทั้งแดนต้าโหมวเทียน
ดวงตาอันงดงามของโหมวจิ่นซิ่วเบิกกว้าง สายตาของนางเบลอไปเล็กน้อย และมองไปยังแผ่นหลังของฉินอวี่อย่างนิ่งงัน
