บทที่ 119 หม้อต้มทองสัมฤทธิ์ถูกเผา
ตระกูลเมิ่งดินแดนทางใต้
“ดีนะ ถือว่าการเดินทางไปเทียนอวิ๋นครั้งนี้คุ้มค่า แลก ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ จากมือเด็กผีของตระกูลลู่ผู้นั้นมาได้ก็ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง!” ประมุขตระกูลเมิ่ง เมิ่งจั่งชุน ดีใจอย่างยิ่งพร้อมกับชื่นชมเมิ่งเทียนอวิ๋นเป็การใหญ่
แต่ผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่งกลับไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ของประมุขตระกูล ก่อนกล่าวว่า “เด็กผีน้อยผู้นั้นของตระกูลลู่เ้าเล่ห์เพทุบายมาก คงไม่รู้ละสิว่าหม้อต้มทองสัมฤทธิ์หลอมอาวุธระดับอาวุธวิเศษนี้ มีราคามากเพียงไหน ยังมีทองคำเทียนเฉินด้วย มูลค่าของมันนั้นเยอะกว่าอาวุธวิเศษทั่วไปนัก เพราะเหตุนี้เทียนอวิ๋นถึงได้นำของทั้งหมดที่ได้จากถ้ำนักพรตโบราณมาแลกกับวัตถุชิ้นนี้ ท่านประมุขก็ควรจะให้รางวัลสักหน่อยนะ?”
เมิ่งจั่งชุนได้ยินเช่นนี้หัวเราะชอบใจ ไม่ถือสากับท่าทีของผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่ง เพราะในตระกูลเมิ่งทุกคนล้วนรู้นิสัยของนางดี ตอนนี้ถือว่าดีแล้ว อีกอย่างเขามีแผนรับมือกับความคิดของผียายแก่ตระกูลเมิ่งไว้แล้ว เลยพยักหน้าและตอบกลับไปว่า “เป็เช่นนั้นจริงๆ! เทียนอวิ๋นเป็อัจฉริยะที่มีความโดดเด่นที่สุดในตระกูลเมิ่งของเรา ท่านทำอย่างกับว่าข้าจะปฏิบัติไม่ดีกับเขาเช่นนั้น?”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดออกมาว่า “เดี๋ยวข้าจะให้รางวัลเทียนอวิ๋นด้วย ‘ยาไท่หยวน’ สามเม็ด! อาวุธวิเศษหนึ่งชิ้น และให้เลือกพลังเวทเองอีกหนึ่งชนิด!”
เมิ่งเทียนอวิ๋นดีใจนัก แม้ว่ายาไท่หยวนจะไม่มีค่าเหมือนเมื่อก่อนเนื่องจากการเติบโตขึ้นของตระกูลลู่ แต่มูลค่าของมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่้า ต่อให้มีคนปรุงโอสถขั้นห้าโผล่มาอีกสองสามคน ดูเหมือนยาไท่หยวนที่ผลิตออกมาได้จะไม่สามารถตอบสนองความ้าของตระกูลใหญ่และสำนักทั้งหมดในเทียนตูได้อย่างแน่นอน
หลังจากจัดการเื่ของเมิ่งเทียนอวิ๋นแล้ว ผู้เฒ่าระดับสูงทุกคนของตระกูลเมิ่งก็ชำเลืองมองไปที่ประมุขของตระกูลทันที วันนี้ที่พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ก็เพื่อที่จะมาดูประมุขให้รางวัลเมิ่งเทียนอวิ๋นผู้าุโน้อยผู้นี้ หลังจากที่เมิ่งเทียนอวิ๋นส่งมอบ “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” ให้ อุปสรรคต่อการพัฒนาของตระกูลเมิ่งก็เหมือนจะถูกขจัดออกไปสิ้น ทุกคนจึงมาที่นี่เพื่อมาหารือเกี่ยวกับวิธีใช้ “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” นี้
เมิ่งฉางชิงส่งเสียงกระแอมเบาๆ และพูดว่า “ครั้งนี้ถือว่าเด็กผีน้อยของตระกูลลู่สูญเสียครั้งใหญ่ เพราะอายุที่น้อยเกินไป เขาไม่ได้มีความรอบรู้อะไร ก็เลยไม่รู้ว่าทองคำเทียนเฉินมีค่าเพียงไหน ตอนนี้ในเมื่อตระกูลเมิ่งของเรามีหม้อต้มทองสัมฤทธิ์หลอมอาวุธวิเศษที่มีส่วนผสมของทองคำเทียนเฉินชิ้นหนึ่งแล้ว ก็สามารถเรียกรวมตัวผู้คนมาเตรียมวัตถุดิบ และเริ่มเปิดเตาหลอมยากันได้แล้ว!”
ผียายแก่ตระกูลเมิ่งทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ และพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้งว่า “แต่ปล่อยเด็กผีตระกูลลู่ไปง่ายเกินไปนะสิ หากรู้ก่อนนะว่าเขาจะไปที่ไหน ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เขามีชีวิตกลับมาแน่ ตอนนี้เพราะว่าตาไม่มีแววไม่ ก็เลยมองไม่เห็นความล้ำค่าของสมบัตินี้ คงคิดว่ายาวิเศษที่ตัวเองได้ไปนั้นล้ำค่ากว่า คิดว่ากำลังหัวเราะเยาะตระกูลเมิ่งของเราอยู่นะ! รอผ่านไปสักพักจนตระกูลเมิ่งของเราหลอมอาวุธวิเศษออกมาได้ ถึงเวลานั้นคงรู้สึกโกรธน้อยลงเมื่อเห็นใบหน้าที่เสียใจของเขา!
เมิ่งเสินทงเหลือบมองผียายแก่ตระกูลเมิ่งด้วยความไม่พอใจ เขาโบกมือแล้วพูดขึ้นว่า “เอาละ อย่าเอาแต่สนใจตระกูลลู่ ตราบใดที่ตัวเราแข็งแกร่ง เพียงตระกูลลู่ เหตุใดต้องเก็บเอามาใส่ใจด้วย!”
หลังจากพูดจบก็หันไปพูดกับประมุขของตระกูลเมิ่งจั่งชุน “เวลาไม่เคยคอยท่าใคร เดี๋ยวข้าจะไปจับตาอยู่ด้านหลังูเา ประมุขมีอะไรจะสั่งอีกหรือไม่?”
“วัตถุดิบในครั้งนี้มีมูลค่านัก ต้องปรุงโอสถกันอย่างระมัดระวัง หากครั้งนี้สามารถทำสำเร็จ การพัฒนาของตระกูลเมิ่งของเราก็จะเข้าสู่ยุคเติบโตในอนาคต เพียงสายแร่สิบกว่าสายที่และแร่ล้ำค่าที่เก็บสะสมไว้นานหลายพันปีที่ตระกูลเมิ่งเราอยู่ ต่อให้เป็ตระกูลหลินที่มีชื่อเสียงในด้านการหลอมอาวุธในเทียนตูก็อาจแข็งแกร่งสู้พวกเราไม่ได้แล้ว!” เมิ่งจั่งชุนพูดขึ้นมาช้าๆ
ผียายแก่ตระกูลเมิ่งไม่สนใจท่าทีของผู้เฒ่าใหญ่เลยแม้แต่น้อยนิด ดวงตาฉายแววเยาะเย้ย และพูดอย่างเ็าว่า “หึ ่นี้ตระกูลหลินมักจะยักคิ้วหลิ่วตาส่งสัญญาณกันกับตระกูลลู่ หากแย่งชิงกิจการของพวกเขามาได้ก็จะเป็ผลประโยชน์ต่อตระกูลเมิ่งของเราแล้ว!”
เมิ่งจั่งชุน และเมิ่งเสินทงมองหน้ากันอย่างเหลืออด หากตอนนี้มอบหมายเื่ขัดแย้งที่มีกับตระกูลลู่ ให้ผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่งรับผิดชอบรับรองว่าคงจะทำงานแบบไม่มีช่องโหว่และยอดเยี่ยมนัก!
ตระกูลเมิ่งเตรียมพร้อมเป็อย่างดีสำหรับการหลอมอาวุธครั้งนี้ แม้ว่าเมิ่งเทียนอวิ๋น และคนอื่นๆ เพิ่งจะกลับมาถึงได้ไม่กี่วัน แต่ในแง่การทำงานนั้นก็ยังรวดเร็วกว่าตระกูลลู่ไปหลายก้าว
หลายปีที่ผ่านมาตระกูลเมิ่งอาศัยการขายแร่ต่างๆ เพื่อหาเลี้ยงตระกูล ลูกค้าที่สำคัญที่สุดคือตระกูลหลินและตระกูลเซี่ย
แต่ขายแร่จะหาเซียนหยกมาได้สักเท่าไรกัน? แม้จะเพียงพอให้ดูแลครอบครัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อพัฒนา ทุกครั้งที่เห็นูเาแร่ล้ำค่าที่ตระกูลตัวเองขุดขึ้นมาได้ถูกขายออกไปในราคาต่ำ หากบอกว่าไม่ปวดใจเลยก็คงเป็การโกหกตนเอง และโกหกคนอื่น แร่บางอย่างไม่สามารถหลอมละลายในหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ระดับอาวุธวิเศษของตระกูลตัวเองได้ ดังนั้นแม้ว่าตระกูลจะมีคนหลอมอาวุธอยู่ก็จริง แต่ไม่มีวัตถุดิบที่ดีพอที่จะสามารถหลอมออกมาได้ ไม่มีทางหลอมอาวุธวิเศษที่ระดับสูงขึ้นไปได้ด้วย จึงจมและวนอยู่ในอาวุธวิเศษระดับนี้มาโดยตลอด
เมื่อหม้อต้มทองสัมฤทธิ์หลอมอาวุธวิเศษนี้ของเมิ่งเทียนอวิ๋นก็โผล่มาได้ทันเวลาพอดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้รับรางวัลมากมายขนาดนี้!
โรงหลอมอาวุธของตระกูลเมิ่งสร้างขึ้นในหุบเขาเล็กๆ ด้านหลังตระกูล เพราะการหลอมอาวุธพวกนี้มันร้อน และแห้งจัด มันอาจจะส่งผลกระทบกับผู้คนไม่น้อย หากอยู่ใกล้กับที่พักอาศัยมากเกินไป
หุบเขาเล็กๆ แห่งนี้พื้นที่ไม่ใหญ่ เพียงสามสี่ลี้เท่านั้น มีห้องหลอมอาวุธที่เปิดทำการอยู่สิบกว่าห้อง เพียงนักพรตธรรมดาที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็หลายพันคน
ในห้องหลอมอาวุธที่ใหญ่ที่สุดตรงกลาง เมิ่งเสินทงที่เพิ่งมาถึงก็เรียกหาเมิ่งต๋าซานผู้จัดการของที่นี่มาสอบถามว่า “บอกข้ามาสิว่าตอนนี้เป็ยังไงบ้าง!”
ในขณะที่เมิ่งเสินทงพูดอยู่นั้นไม่ได้ชายตามองเมิ่งต๋าซานเลย เอาแต่จ้องมอง “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” ที่ขยายใหญ่สูงสามสี่จั้ง ราวกับมีแสงไฟลุกโชนในดวงตาของเขา แม้ว่า บันทึกสมบัติชิงหยาง ที่ตระกูลเมิ่งฝึกฝนมาจะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่ท้าทาย์โดยตรง แต่ก็อยู่แนวหน้าในบรรดาวิทยายุทธ์ธาตุไฟ ไฟปีศาจชิงหยางที่ฝึกฝนมาลุกโชน และร้อนแผดเผา เหมือนกับอยู่ในเปลวเพลิง ราวกับมีปีศาจพันรอบตัว ซึ่งหากใช้หลอมอาวุธมันจะช่วยเสริมกันได้เด่นชัดยิ่งขึ้น!
เมิ่งต๋าซานพูดเสียงดังด้วยความตื่นเต้นว่า “ผู้เฒ่าใหญ่! วัตถุดิบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้เฒ่าหกก็เริ่มอุ่นหม้อต้มแล้ว อาวุธที่จะหลอมออกมาในครั้งนี้คืออาวุธวิเศษกระบี่บินเล่มหนึ่ง ท่านผู้เฒ่าก็รู้ว่าผู้เฒ่าหกเป็ช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงในโลกเทียนตูของเรา แต่ก่อนสามารถหลอมได้เพียงเพียงอาวุธ แต่ในเมื่อตอนนี้มี ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ แล้ว เปิดเตาหลอมครั้งแรกก็ต้องหลอมกระบี่ออกมาก่อนอยู่แล้ว!
เมิ่งต๋าซานดูเหมือนอายุสี่สิบกว่าปี มีพลังยุทธ์่เริ่มแรกขั้นฟันฝ่า รับหน้าที่เป็ผู้ดูแลทั่วไปของโรงหลอมอาวุธของตระกูลเมิ่งมาตลอด เพราะการหลอมอาวุธกับการกลั่นโอสถนั้นไม่เหมือนกัน กลั่นโอสถสามารถทำเพียงคนเดียวได้ มากที่สุดเพียงหาลูกศิษย์สองสามคนมาช่วยจัดเตรียมวัตถุดิบก็ได้แล้ว แต่การหลอมอาวุธนั้นต่างออกไป เพราะวัสดุจำนวนไม่น้อยเ่าั้จำเป็ต้องหลอมและสกัดซ้ำๆ และวัสดุส่วนใหญ่ในนั้นก็มีน้ำหนักมาก หาก้ารู้น้ำหนักและสัดส่วนที่ชัดเจนอย่างแม่นยำ จะอาศัยเพียงความรู้สึกไม่ได้ จะต้องใช้เื่ชั่งน้ำหนักเฉพาะถึงจะรู้
หลังจากที่ถลุงและหลอมออกมาแล้ว ก็เอามาตีและหลอมซ้ำไปมา จากนั้นก็บรรจงวาดกับดักค่ายกลกระบี่ ซึ่งข้อนี้แต่ละตระกูลและแต่ละสำนักจะมีวิธีการของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน กล่าวโดยสรุป นี่เป็เพียงกระบวนการที่ง่ายที่สุด หากต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคนหลอมอาวุธทั้งหมด คงทำไม่ทันแน่ ดังนั้น ไม่เพียงแต่โรงหลอมอาวุธที่ต้องมีคนดูแล แต่ทุกห้องหลอมอาวุธจะต้องมีคนดูแลคนหนึ่ง เพื่อดูแลประสานงานยิบย่อยต่างๆ
อีกอย่างผู้เฒ่าหกเมิ่งอวิ๋นซงของตระกูลเมิ่งยังเป็คนหลอมอาวุธที่ดีที่สุดของตระกูลเมิ่งด้วย โดยเฉพาะด้านการหลอมกระบี่และอาวุธเขาจะมีความเชี่ยวชาญเป็พิเศษ สำหรับพลังยุทธ์นั้นก็อยู่่กลางขั้นตงซวนอยู่แล้ว ส่วนในแง่สถานะก็สูงกว่าลู่หงิของตระกูลลู่ และครั้งนี้ตระกูลเมิ่งก็ได้ระดมกองกำลังกันเพื่อใช้ “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมตัวหลอมอาวุธวิเศษเป็ชิ้นแรก
ตอนนี้ชายชราท่านนี้มีอายุหกร้อยกว่าปีแล้ว แต่ดูราวกับว่าเขาอายุเพียงห้าสิบต้นๆ เท่านั้น เขามีรูปร่างสูงใหญ่ และมีดวงตาก็โตกว่าคนทั่วไป ทำให้เขาดูมีพละกำลังไม่น้อย
เวลานี้เมิ่งอวิ๋นซงเห็นว่าวัตถุดิบ เตาหลอมและไฟ เตรียมไว้เกือบจะพร้อมแล้ว จึงไม่สนใจผู้เฒ่าใหญ่เมิ่งเสินทงที่อยู่ข้างหลัง เขาโบกมือแล้วะโเสียงดังว่า “เอาละ ผู้ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องให้ออกห่างไปให้ไกล ข้าจะเปิดเตาแล้ว!”
ก่อนหน้านี้เป็เพียงการเตรียมการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อการหลอมอาวุธเริ่มต้นขึ้นจริง จะมีเมิ่งเสินทงดำเนินการตามลำพัง หากมีอะไรจำเป็เข้าถึงจะเอ่ยปากสั่ง
ทุกคนถอยกลับอย่างรวดเร็วหลังจากได้ยินเช่นนี้ การหลอมอาวุธครั้งนี้แตกต่างไปจากอดีต เพราะแต่ก่อนเวลาตระกูลเมิ่งหลอมอาวุธก็จะเป็เหมือนกับตระกูลลู่ และตระกูลหลิน ที่ต่างก็ใช้ไฟใต้ดินเพื่อให้ความร้อน และละลายวัตถุดิบ แต่ไฟใต้ดินที่ใช้ในการหลอมอาวุธวิเศษในครั้งนี้เหมือนจะไม่พอใช้ ดังนั้นเมิ่งอวิ๋นซงจึงจำเป็ต้องใช้ไฟปีศาจชิงหยางของตัวเองมาใช้ในการถลุงอาวุธ และเสริมด้วยไฟใต้ดินในระหว่างนั้นด้วย เช่นนี้จะสามารถเร่งกระบวนการถลุงให้เร็วขึ้นได้ แต่หากทำเช่นนี้อุณหภูมิก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ไม่มีพลังยุทธ์จะถูกย่างแห้งทั้งเป็ภายในไม่กี่นาที อย่าว่าแต่ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้แต่พวกเขาที่เพียงเข้าไปในห้องหลอมอาวุธเท่านั้นก็ตาม!
เสียง “ฟู่!” ดังขึ้น ไฟใต้ดินเริ่มลุกโชนขึ้นมาก่อน หลังจากที่ไฟใต้ดินสีแดงเข้มพุ่งออกมา เสียงดัง “ปัง” เบาๆ ในมือของเมิ่งอวิ๋นซงก็ดังขึ้นตาม จากนั้นเปลวไฟสีน้ำเงินขนาดเท่าถั่วอำพันก็รวมตัวกันขึ้นในฝ่ามืออย่างรวดเร็ว มันพุ่งเข้าไปภายใน “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” โดยตรงโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยและเข้าไปรวมเข้ากับไฟใต้ดิน
ใต้หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวสร้างค่ายกลกระบี่ไว้เป็พิเศษมันสามารถใช้เพื่อปรับเปลวไฟได้ เวลาโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรหลอมอาวุธหรือกลั่นโอสถ ล้วนมีวิธีในการควบคุมเปลวไฟที่ไม่เหมือนกัน มีที่สร้างค่ายกลกระบี่ไว้ใต้หม้อต้มโดยตรง หรือสร้างค่ายกลกระบี่ไว้ตรงบริเวณช่องที่ไฟใต้ดินออกมาก็มี อีกทั้งยังมีวิธีที่ชาญฉลาด และงดงามกว่าในการสร้างโดยใช้วัสดุล้ำค่า เพื่อสร้างเตาและฝังไว้ที่ทางออกของไฟใต้ดิน จากนั้นจึงสร้างค่ายกลกระบี่ลงบนเตาไฟใต้ดิน ในเวลาเดียวกันยังสามารถติดตั้งกับดักต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าด้วย
และแน่นอนว่าต้องหาของที่สามารถทนทานต่อการเผาไหม้ได้เวลานานโดยที่ไม่เกิดความเสียหาย ดังนั้นวัสดุที่ใช้จึงล้ำค่าเป็อย่างมาก แต่ตระกูลเมิ่งที่มีแหล่งแร่ในสิบกว่าสาย และทำกิจการมานานนับพันปีก็ยังไม่เคยสร้างเตาหลอมไฟใต้ดินเช่นนี้มาก่อน ก็รู้เลยว่าของสิ่งนี้มีค่าเพียงไหน
หลังจากที่ไฟปีศาจชิงหยางสีน้ำเงิน และไฟใต้ดินสีแดงเข้มรวมกัน เปลวไฟก็กลายเป็เปลวไฟสีเหลืองอ่อนทันที ไฟใต้ดินและไฟปีศาจชิงหยางที่เดิมทีลุกโชนอยู่ก็อ่อนกำลังลง ทุกคนที่มองเห็นฉากนี้ต่างก็แสดงสีหน้าชื่นชม กระบวนท่านี้มันไม่ใช่ใครก็จะสามารถทำได้
การหลอมรวมของเปลวไฟที่ลุกโชนที่ต่างกันทั้งสองไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เห็น พลังควบคุมของคนที่ใช้อาวุธนี้ต้องแกร่งกล้านัก หากควบคุมไม่ดีอาจเกิดการะเิได้ แม้ว่าที่นี่จะมียอดฝีมืออยู่กันเยอะมาก และแรงะเิระดับนี้ก็ไม่อาจทำอันตรายทุกคนได้ แต่หากเป็ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ คงไม่สามารถหลอมเปลวไฟทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในสองสามวันนี้ได้
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป เมิ่งอวิ๋นซงก็เห็นว่ามีอากาศแน่นสีขาวลอยโขมงออกมาจากหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวก็ะโเสียงดังออกมาทันทีว่า “เปิด” จากนั้นจึงนำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ และจัดวางไว้เป็สัดส่วนที่อยู่ด้านข้างตามที่กำหนดใส่ลงไปในหม้อต้ม ในเวลาเดียวกันนั้นหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวก็เกิดการสั่นคลอนเล็กน้อย ราวกับว่ารับน้ำหนักไม่ไหว แต่ขนาดของการสั่นะเืนั้นน้อยมาก แทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถึงกระทั่งที่ว่าไม่มีสมาชิกคนไหนของตระกูลเมิ่งััได้เลยด้วยซ้ำ
