หัวหน้าเสมียนตอบว่า “จะว่าสำเร็จก็ไม่เชิง จะว่าล้มเหลวก็ไม่ใช่”
รองหัวหน้าผู้ดูแลเลิกคิ้วแล้วมองเขา
หัวหน้าเสมียนผู้นั้นถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ดาบที่ทำออกมาแข็งแรงกว่าที่ค่ายเครื่องมือเหล็กตีออกมาใช้อยู่ในตอนนี้ก็จริง แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับมีดเชือดหมูที่รองแม่ทัพฉินนำมา”
เขากล่าวด้วยความเสียดาย “ถ้าสามารถทำดาบที่แข็งแรงแบบนั้นออกมาได้ก็คงจะดี...”
รองหัวหน้าเว่ยลูบเครายาวพลางครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “หรือว่าเขาทำออกมาได้โดยบังเอิญ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก” หัวหน้าเสมียนส่ายหน้า “ได้ยินมาว่าเขาเรียนวิธีตีเหล็กแบบพิเศษมาจากสตรีนางหนึ่ง ภายใต้การชี้นำของนางเขาจึงตีมีดชุดหนึ่งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เขากลับเรียนรู้วิธีตีเหล็กนั้นมาแบบงูๆ ปลาๆ เฮ้อ...”
รองหัวหน้าเว่ยกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็ไปหาสตรีนางนั้นสิ!”
หัวหน้าเสมียนส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กำลังตามหาอยู่! ช่างตีเหล็กหลิวบอกว่าสตรีนางนั้นแซ่ฮวา คนของเราค้นหาทั่วทั้งเมืองผานสุ่ยแล้ว พบว่ามีบ้านที่แซ่ฮวาเพียงหลังเดียว เป็แม่สื่อ! ไม่มีความรู้เื่การตีเหล็กเลย จึงคาดว่าสตรีนางนั้นคงเป็คนต่างถิ่น ซึ่งอาจจะออกจากเมืองผานสุ่ยไปนานแล้ว”
ความหวังที่จุดประกายขึ้นมามอดดับลงอีกครั้ง รองหัวหน้าและหัวหน้าเสมียนแห่งกรมสรรพาวุธต่างมองหน้ากันและกัน จากนั้นถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง รองหัวหน้าเว่ยก็ลูบเคราแล้วลุกขึ้นยืน “ดูท่า คงทำได้แต่รอความหวังให้ช่างตีเหล็กหลิวผู้นี้คิดค้นวิธีตีเหล็กแบบใหม่ออกมาให้ได้โดยเร็ว”
หัวหน้าเสมียนก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน “ไปเถอะ พวกเราไปดูกันสักหน่อย”
...
กรมสรรพาวุธหลวงมีหน้าที่ควบคุมการผลิตอาวุธ แบ่งออกเป็ค่ายพลธนู ค่ายเครื่องมือเหล็ก ค่ายเกราะเป็ต้น มีหลายโรงงานที่ใช้ผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ในกองทัพ รับผิดชอบการผลิตอาวุธ ธง กระโจม เทียบเท่ากับโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ในสมัยโบราณ
ค่ายเครื่องมือเหล็กก็เหมือนกับชื่อของมัน มีหน้าที่ผลิตอาวุธที่ทำจากเหล็กทุกชนิด เช่น ดาบ กระบี่ ทวน ง้าว เป็ต้น
รองหัวหน้าเว่ยและหัวหน้าเสมียนมาถึงค่ายเครื่องมือเหล็ก เห็นช่างตีเหล็กหลิวกำลังถือกล้องยาสูบยืนอยู่ด้านนอกโรงงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมาแต่ไกล
หัวหน้าเสมียนกระซิบกับรองหัวหน้าเว่ย “เห็นหรือไม่เล่า? คาดว่าคงจะทำไม่สำเร็จอีกแล้ว...”
รองหัวหน้าผู้ดูแลกรมสรรพาวุธมีสีหน้าเคร่งขรึม “ถึงแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จ แต่อาวุธที่ทำออกมาก็แข็งแรงกว่าดาบที่มีอยู่ในค่ายเครื่องมือเหล็กจริงๆ ช่างเหล็กหลิวผู้นี้ก็ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง”
ขณะที่ทั้งสองคนพูดคุยกันก็เดินเข้าไปใกล้แล้ว
ช่างเหล็กหลิวเห็นมีคนมา จึงรีบวางกล้องยาสูบลง ก้มหัวคำนับทั้งสองด้วยความเคารพ “ข้าน้อยขอคารวะท่านรองหัวหน้ากับท่านเสมียนขอรับ”
“มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง?” รองหัวหน้าเว่ยถาม
ช่างตีเหล็กหลิวกำลังจะอ้าปากพูด ก็มีคนเดินออกมาจากโรงงานพอดี เป็หัวหน้าช่างของค่ายเครื่องมือเหล็ก
หัวหน้าช่างผู้นั้นเห็นรองหัวหน้าและเสมียน ก็รีบกล่าวต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้าเว่ย ใต้เท้าสวี ท่านทั้งสองมาได้จังหวะพอดี! มาดูดาบยาวเล่มใหม่ที่เราเพิ่งทำเสร็จสิขอรับ!”
ดูจากท่าทางที่ยินดีปรีดาเช่นนี้ ดูเหมือนจะสำเร็จแล้ว แต่เหตุใดช่างตีเหล็กหลิวถึงยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่?
รองหัวหน้าเว่ยและเสมียนแซ่สวีมองหน้ากัน จากนั้นเดินตามหัวหน้าช่างเข้าไปในโรงงานด้วยความสงสัย
หัวหน้าช่างนำดาบยาวเล่มใหญ่มาให้
ตัวดาบโค้งเล็กน้อย ใบดาบคมกริบ
รองหัวหน้าเว่ยยื่นมือออกไปจับ ลองฟาดฟันไปมาสองสามครั้ง
น้ำหนักก็กำลังพอดี ไม่หนักเกินไปจนต้องออกแรงมือ แต่ก็ไม่เบาเกินไปจนรู้สึกลอย
“ดาบดี!” รองหัวหน้าเว่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมอีกเสียง!
ความไม่พอใจที่แม่ทัพฟู่ส่งคนเข้ามาในกรมสรรพาวุธตามอำเภอใจก่อนหน้านี้ก็จางหายลงไปมาก หากช่างฝีมือที่ควานหามาจากพวกชาวบ้านทุกคนมีฝีมือเช่นนี้ เขาจะไม่ยินดีได้หรือ?
หัวหน้าช่างรีบกล่าวชมช่างตีเหล็กหลิวอย่างออกนอกหน้า “ต้องขอบคุณท่านลุงหลิวที่อดหลับอดนอนตีเหล็กอยู่หน้าเตาไฟ จึงสามารถตีดาบเล่มนี้ขึ้นมาได้ขอรับ!”
รองหัวหน้าเว่ยพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น ก็รีบไปเรียกช่างคนอื่นๆ มาสอนวิธีนี้ต่อเสียเลยสิ! ครั้งหน้าเมื่อทหารเหลียวบุกเข้ามา จะได้ฆ่าพวกมันให้ราบคาบ!”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พากันส่งเสียงว่าดี ต่อกันไปเป็ทอดๆ
มีเพียงช่างตีเหล็กหลิวที่เงียบ ทำสีหน้าหงอยๆ
รองหัวหน้าเว่ยอดไม่ได้ที่จะถาม “ช่างตีเหล็กหลิวมีอะไรให้กังวลใจหรือ?”
“ไม่กล้าปิดบังใต้เท้า...” ช่างเหล็กหลิวถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย กล่าวว่า “ข้าน้อยรู้สึกว่าดาบเล่มนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ ท่านใต้เท้าโปรดให้เวลาข้าน้อยอีกหน่อย ข้าน้อยอยาก...อยากจะลองดูอีกสักสองสามครั้ง”
การที่ช่างฝีมือแสวงหาความสมบูรณ์แบบเป็คุณสมบัติที่ดี
รองหัวหน้าเว่ยได้ยินคำพูดของช่างเหล็กหลิวก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เอาสิ ลองอีกสักกี่ครั้งก็ได้ เ้าไม่ต้องเสียใจไปหรอก ดาบเล่มนี้เพียงพอที่จะปราบขวัญกำลังใจของทหารเหลียวแล้ว เมื่อเ้าทำสำเร็จ ข้าจะขอรางวัลจากท่านแม่ทัพให้เ้าเอง!”
“ขอบพระคุณขอรับใต้เท้า!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังโหวกเหวกโวยวายมาจากด้านนอก
คนที่อยู่ในโรงงานได้ยินเสียงก็เดินออกมา เห็นทหารกลุ่มหนึ่งกำลังแบกของใช้ในบ้านต่างๆ ไปยังค่ายพลธนู แถมยังมีคนอุ้มกะละมัง ถือถัง ดูเหมือนกับว่ามีใครกำลังจะย้ายบ้านก็ไม่ปาน
หัวหน้าเสมียนเดินเข้าไปถามคนหนึ่ง “ของมากมายเหล่านี้ พวกเ้ากำลังทำอะไรกัน?”
“ท่านแม่ทัพบอกว่ามีคนผู้หนึ่งนามว่าแม่นางหวาจะมาพักที่ค่ายพลธนู ตอนนี้กำลังจัดห้องอยู่ขอรับ”
สีหน้าของรองหัวหน้าเว่ยเปลี่ยนไปทันที รีบสาวเท้าเดินไปยังค่ายพลธนู!
ห้องพักที่เดิมทีสร้างให้พวกช่างฝีมืออยู่อาศัยนั้นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่กลับมีกระโจมหลังหนึ่งผุดขึ้นมาบนพื้นที่ว่าง! ตอนนี้นายทหารเ่าั้กำลังขนของใช้ทั้งหลายเข้าไปส่งในกระโจม!
“เหลวไหล! เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี!” รองหัวหน้าเว่ยโกรธจัด ร้องว่าเหลวไหลสามครั้งติด!
เมื่อเขาเห็นนายทหารสองคนกำลังแบกเตียงหลัวฮั่น [1] เข้าไป ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป! เขาหมุนตัวแล้วตรงไปที่กระโจมใหญ่ของท่านแม่ทัพทันที!
หัวหน้าเสมียนมองตามแผ่นหลังของรองหัวหน้าเว่ยที่เดินจากไปอย่างมีโทสะ ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ มีปากเสียงกันอีกแล้ว...”
...
ภายในกระโจม แม่ทัพฟู่กำลังปรึกษาหารือแผนการสอดแนมกับนายทหารคนสนิทหลายคน
ครั้งที่แล้วทหารเหลียวส่งกองกำลังขนาดเล็กมาลาดตระเวนในบริเวณใกล้เคียง ถึงแม้ว่าจะถูกกำจัดจนหมดสิ้น แต่จุดประสงค์ยังไม่ชัดเจน เรียกได้ว่าผิดปกติเป็อย่างมาก
มีคนรายงานจากด้านนอก “เรียนท่านแม่ทัพ! ใต้เท้าเว่ยฮั่น ขอเข้าพบขอรับ!”
แม่ทัพฟู่ “มาได้จังหวะพอดี ให้เขาเข้ามา”
เมื่อรับรู้ว่ามีคนเปิดม่านเข้ามา แม่ทัพฟู่ก็วงกลมบนแผนที่ตรงหน้าหลายจุดโดยไม่เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ใต้เท้าเว่ย ท่านมาดูสิ สถานที่เหล่านี้เหมาะสำหรับการติดตั้งกับดักหรือไม่? ทหารเหลียววนเวียนอยู่บริเวณนี้ ข้าเกรงว่าพวกมันจะมีจุดประสงค์อื่น ข้าจึงสงสัยว่าพวกมันอาจจะวางกับดักไว้แล้ว”
รองหัวหน้าเว่ยเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ระงับอารมณ์แล้วสังเกตตำแหน่งบนแผนที่อย่างละเอียด จึงตอบว่า “เป็จุดที่เหมาะสมในการติดตั้งกับดักจริงๆ ขอรับ”
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ใต้เท้าเว่ยช่วยเลือกช่างฝีมือสักสองสามคนที พรุ่งนี้เช้าก็ติดตามกองทัพไปตรวจสอบสถานที่เหล่านี้ หากพบกับดัก ให้รื้อมันกลับมาในทันที”
รองหัวหน้าเว่ยประสานมือค้อมกายตอบรับคำสั่ง
แม่ทัพฟู่สั่งการนายทหารอีกคนให้จัดกำลังพล จากนั้นก็ให้ทุกคนแยกย้าย
เหล่านายทหารทยอยออกไป แต่รองหัวหน้าเว่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
แม่ทัพฟู่เห็นท่าทางของรองหัวหน้าเว่ยเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว...
ใต้เท้ารองหัวหน้ากรมสรรพาวุธผู้นี้ มักจะทำให้เขารู้สึกปวดหัวมากอยู่เสมอ
เพราะเขาเป็ตาแก่ที่เซ้าซี้น่ารำคาญเป็ที่สุด!
วิ่งมาที่นี่ทุกสองสามวัน อ้างว่าเป็การร้องขอแทนชาวบ้าน ทว่ากลับยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ นานา!
เดือนที่แล้ว เขาบอกว่าพวกช่างทำงานหนัก ควรจะขยายวันหยุด่ปีใหม่ออกไปอีกหนึ่งวัน และต้องจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าด้วย
เดือนก่อนหน้านั้น เขาบอกว่าทหารในกองทัพไม่ถนอมอาวุธ จนทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ควรเพิ่มกฎระเบียบทางทหาร หากผู้ใดทำให้อาวุธเสียหายต้องถูกลงโทษด้วยการโบยไม้เรียว!
เดือนก่อนหน้านั้นก็ด้วย เขาบอกว่าอาหารในกรมสรรพาวุธนั้นแย่มาก! ช่างฝีมือกินไม่อิ่มเลยไม่มีแรงทำงาน!
...
สรุปก็คือ ตราบใดที่เกี่ยวกับกรมสรรพาวุธ ช่างฝีมือ และอาวุธ เขาจะต้องโผล่หน้ามา!
หากไม่สนใจเขา เขาก็จะคุกเข่าค้างอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกขึ้น เล่นบทขุนนางผู้ซื่อสัตย์ทูลความจริง! เหมือนแมลงวัน หากฆ่าเขาไม่ตาย ก็จะคอยแต่รบกวนจนทำให้รำคาญใจ
ฟู่ถิงเย่ไร้หนทางรับมือกับเขาจริงๆ
หากจะใช้ไม้แข็ง? เขาก็อายุหกสิบเจ็ดสิบปีแล้ว ฟู่ถิงเย่กลัวว่าตีลงไปแค่ไม้เดียวก็อาจทำเขาตายได้
ถึงแม้ตำแหน่งรองหัวหน้าของเขาจะเป็แค่ขุนนางขั้นแปด แต่ก็มีหน้าที่ดูแลช่างฝีมือ เว่ยฮั่นดำรงตำแหน่งรองหัวหน้ากรมสรรพาวุธมากว่ายี่สิบปีแล้ว มีชื่อเสียงเป็ที่นับถือในหมู่ช่างฝีมือชาวบ้าน
ช่างเถอะ ช่างเถอะ อีกสองปีก็จะเกษียณแล้ว ทนเขาไปอีกหน่อยก็แล้วกัน
ฟู่ถิงเย่ถาม “ใต้เท้าเว่ยมีเื่อะไรหรือ?”
เว่ยฮั่นประสานมือค้อมกายไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา ตอบว่า “ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านจึงเรียกสตรีเข้ามาในค่ายขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่พอจะคาดเดาได้ จึงตอบเสียงเรียบว่า “แม่นางหวาเป็ผู้ที่ข้าเชิญมาช่วยเหลียงเหวินเฉิงสร้างธนู”
รองหัวหน้าเว่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง “เหลียงเหวินเฉิง? ...ภาพร่างของเหลียงเหวินเฉิง ข้าน้อยเคยดูแล้ว! ไม่มีทางเป็ไปได้เลย! เขาเอาแต่เพ้อฝันไปวันๆ เหลวไหลสิ้นดี!”
“ก่อนหน้านี้ก็จริงอยู่ที่ไม่มีทางเป็ไปได้ ทว่าแม่นางหวาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว สามารถลองดูได้”
รองหัวหน้าเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโมโห “ท่านแม่ทัพจะเชื่อสตรีได้อย่างไรขอรับ?! หากข่าวนี้แพร่ออกไป จะเอาหน้าของช่างฝีมือในกรมสรรพาวุธหลวงของข้าไว้ที่ไหน?!”
สายตาของฟู่ถิงเย่เ็าลงเล็กน้อย “ข้าไม่รู้เลย หน้าตาของช่างในกรมสรรพาวุธนั้นจะสำคัญไปกว่าการปรับปรุงธนู?”
สีหน้าของรองหัวหน้าเว่ยเปลี่ยนไป “ข้าน้อยมิกล้า! ข้าน้อยเพียงแต่คิดว่าการกระทำของท่านแม่ทัพนั้นเหลวไหลเกินไป! ให้สตรีมาสร้างอาวุธของกองทัพ เกรงว่าสุดท้ายคงจะกลายเป็เื่ตลกขบขันไปทั่วหล้า! ท่านแม่ทัพ! โปรดพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งเถิดขอรับ!—”
ประโยคสุดท้ายเขาะโออกมาสุดเสียง!
ฟู่ถิงเย่มองเขาอย่างเบื่อหน่าย หันหลังกลับไปนั่งลง กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องพูดมากอีก”
“ท่านแม่ทัพยังยืนยันที่จะทำเช่นนี้หรือ?!” เว่ยฮั่นกล่าวด้วยความเ็ป “ถึงแม้ว่าจะทำให้ค่ายชิงโจวกลายเป็ที่หัวเราะเยาะก็ไม่ลังเลเลยหรือขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่ “เหตุใดใต้เท้าเว่ยถึงคิดว่าข้าจะกลายเป็ตัวตลก ไม่ใช่ขุนนางผู้มีวิสัยทัศน์กัน?”
“การให้สตรีสร้างอาวุธก็เป็เื่ไร้สาระอยู่แล้ว ยังคิดจะสร้างธนูที่ยิงได้ไกลถึงสี่ร้อยก้าวอีก เป็เื่ที่เพ้อฝันชัดๆ! ท่านแม่ทัพเชิญสตรีผู้นี้เข้ามาในค่าย นายทหารในค่ายจะคิดอย่างไร? ช่างในกรมสรรพาวุธหลวงจะคิดอย่างไร?!”
ฟู่ถิงเย่แค่นเสียงเ็า “สตรีเข้ามาในค่ายแล้วอย่างไร? ใต้เท้าเว่ย ตราบใดที่ยังมีความเป็ไปได้ ข้าก็อยากจะลองดู อย่าว่าแต่สตรีเลย ต่อให้เป็สุนัขตัวหนึ่ง หากมันมาบอกข้าว่ามันสามารถสร้างธนูแบบนี้ขึ้นมาได้ ข้าก็จะให้มันลองทำ!”
เว่ยฮั่นอ้าปากตาค้างมองฟู่ถิงเย่ พูดไม่ออกอยู่เป็เวลานาน
หลังจากนั้นพักหนึ่ง รองหัวหน้าเว่ยก็สะบัดแขนเสื้อ ค้อมกายคำนับ เคราสีดอกเลาที่ห้อยย้อยลงมาทำให้เขายิ่งดูแก่ชรามากขึ้นไปอีก
เขากล่าวอย่างหนักแน่น “ในเมื่อท่านแม่ทัพยืนกรานเช่นนี้ ข้าน้อยก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว แต่อาวุธที่กรมสรรพาวุธหลวงสร้างขึ้น ล้วนเป็สิ่งของที่มีพลังหยางแข็งแกร่ง สตรีนั้นมีพลังหยินอ่อนแอ ไม่ควรเข้ามาในกรมสรรพาวุธหลวงของข้า เพื่อไม่ให้เป็การทำลายพลังหยางของทหารในกองทัพของข้า”
ฟู่ถิงเย่จ้องมองเว่ยฮั่นด้วยสายตาเ็า เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ใต้เท้าเว่ย้าข่มขู่ข้าหรือ?”
“ข้าน้อยมิกล้า ข้าน้อยเป็เพียงขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆ คำพูดและการกระทำของข้าน้อย ล้วนทำเพื่อประชาชนและทหารของแคว้นต้าฉี คำพูดที่ตรงไปตรงมามักจะไม่ถูกใจเสมอ ท่านแม่ทัพโปรดไตร่ตรองให้ดี” เว่ยฮั่นโค้งคำนับ “ข้าน้อยขอลา”
—————————————————————————
[1]เตียงหลัวฮั่น(罗汉床)เตียงลักษณะคล้ายตั่งยาวที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับนอนคนเดียว ปกติมักไม่ได้ใช้เป็เตียง และมีการจัดวางโต๊ะเสริมไว้ตรงกลาง ทำให้มีพื้นที่สองส่วนไว้สำหรับนังเล่นหรือจิบชา
