แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งของเงาดำนั่น มันช่างงดงามเกินมนุษย์ทั่วไป เขายืนอยู่ตรงหน้าต่าง ไม่ได้เข้ามาใกล้ สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นสุราไม่พึงประสงค์มาเป็ระลอก
“สิ่งใดก็ล้วนปิดบังเหยียนฉายเหรินไม่ได้เลย” เขาประสานมือคำนับด้วยรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “ไม่ทำให้ท่านใจะดีกว่า”
ป้าโฉ่วรู้ว่าพวกเขามีเื่พูดคุยกันจึงถอยออกไปเฝ้านอกห้องเงียบๆ เมื่อประตูปิดสนิท โคมวังหลวงในห้องพลันดับลง เหยียนอู๋อวี้คลุมผ้าห่มนั่งตะแคงอยู่ตรงขอบเตียงพลางมองเขาอยู่ห่างๆ อย่างอดชื่นชมในใจไม่ได้ ตอนเด็กคิดว่าหลังจากเติบโตขึ้นรูปลักษณ์เขาต้องไม่ธรรมดาแน่ ห้าปีต่อมามันช่างน่าทึ่งอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ
“มีคนงามมาเยี่ยมเยียนยามดึกจะไม่ใได้อย่างไร?” เหยียนอู๋อวี้พูดพลางแย้มยิ้ม “ให้ข้าเดา จุดประสงค์การเดินทางมาในครั้งนี้ของท่านเป็เพราะองค์หญิงใหญ่ใช่หรือไม่?”
จวินอู๋เสียซ่อนใบหน้าไว้ในเงามืดท่ามกลางแสงจันทร์เพื่อที่จะได้มองนางอย่างไม่เกรงกลัว น้ำเสียงคุ้นเคย ท่วงท่าผ่อนคลาย ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้ระแวงเขาเลย ในใจเขามีความรู้สึกสบายใจเหมือนกัน การไม่ระแวงเช่นนี้เป็ความสุขที่คาดไม่ถึง
ทว่าจุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ สามีที่กอดผีผาอันใหม่ เขาจะมาปลอบโยนนางหรือ?
เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้านางและเห็นรอยยิ้มที่ผ่อนคลายของนาง จวินอู๋เสียจึงรู้ว่าตนเองกังวลจนเกินเหตุ ความกังวลจนเกินเหตุในครั้งนี้ไม่ได้น่าหงุดหงิด ทว่ากลับทำให้เขามีความสุขยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นน้ำเสียงเขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะเออออไปกับนาง “เป็เช่นนี้จริง”
“รูปลักษณ์ของท่านทำให้สตรีใต้หล้าพากันน้ำลายหก เื่นี้ไม่น่าแปลกใจ คิดดูแล้ว หลายปีมานี้ท่านหลีกเลี่ยงได้อย่างไร? เกรงว่าครั้งนี้ท่านก็ไม่ได้หวาดกลัวเกินไปกระมัง?” เหยียนอู๋อวี้คิดพลางพูดไปด้วย จากนั้นก็ล้มเลิกการคาดเดาก่อนหน้าของตนเอง
“เพียงแค่ต้องไปในที่ที่นางไม่ไป ไม่ไปในที่ที่นางไปก็หลีกเลี่ยงได้แล้ว”
“เช่นนั้น วันนี้ท่านจงใจหรือ?” เหยียนอู๋อวี้ถามกลับ
“เลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายเหมือนน้ำกับไฟ และข้าก็คือถังน้ำมัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าเหยียนอู๋อวี้อึมครึม ความผ่อนคลายเมื่อครู่หายไปในคราเดียว ความไม่พอใจปรากฏออกมาเลือนราง
“ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร” สีหน้าจวินอู๋เสียยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและรอยยิ้มยิ่งลึกซึ้งขึ้น
เหยียนอู๋อวี้พยายามทัดทาน “ท่านไม่ควรยุ่งกับการต่อสู้ในครั้งนี้ ไม่ว่าผู้ใดกุมอำนาจ สถานการณ์ของท่านก็เหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเอาสิ่งใดไปมั่นใจว่าพวกเขาจะแตกหักกันเพราะท่าน?”
จวินอู๋เสียมองนาง “รัชทายาทราชวงศ์ใต้”
เหยียนอู๋อวี้นึกถึงปมของเื่นี้ออกทันที ทว่าความหงุดหงิดก็ยังไม่หายไป “เหตุใดต้องทำเช่นนี้?”
“ข้าอยากกลับราชวงศ์ใต้ เป็ตัวประกันมาแปดปี นานพอแล้ว”
เหตุผลที่จวินอู๋เสียพูดออกมาทำให้เหยียนอู๋อวี้โต้แย้งไม่ได้ นางเงียบไปครู่หนึ่ง
สิ่งที่นางคิดถึงคือความปลอดภัยของเขา และสิ่งที่เขา้าคือการกลับแคว้น
แปดปีมานี้ ไทเฮากับองค์หญิงใหญ่กุมอำนาจแคว้นเซวียนและไม่เคยให้โอกาสเขาจากไป ดังนั้นเขาจึง้าเปลี่ยนคน เปลี่ยนสถานการณ์หรือ?
“ท่านเอาอันใดมามั่นใจว่าซ่งอี้เฉินจะทำได้?” เหยียนอู๋อวี้ไม่เชื่อใจซ่งอี้เฉิน พวกเขาล้วนเป็พวกเดียวกัน
“บุรุษทำสิ่งใดมักมองการณ์ไกลกว่าสตรีอยู่บ้าง” จวินอู๋เสียคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบายให้นางฟัง “หลังจากฟื้นฟูความเป็อยู่บ้านเรือนมาแปดปี อำนาจของราชวงศ์ใต้กำลังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น หากไม่เกิดความวุ่นวาย เกรงว่าอีกไม่นานก็จะกลายเป็ภัยคุกคามของแคว้นเซวียน ทว่าสตรีเฒ่าแคว้นเซวียนทั้งสองท่านนี้กลับแย่งชิงตำแหน่งโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน หากข้าเป็ซ่งอี้เฉิน หลังจากกุมอำนาจแล้วจะส่งข้ากลับไปทันที”
จากจุดนี้เหยียนอู๋อวี้ก็เข้าใจความหมายของเขาทันที “หลังท่านกลับไปคงหลีกเลี่ยงการต่อสู้ของรัชทายาทแห่งราชวงศ์ใต้ไม่ได้ ถึงเวลานั้นกิจการภายในคงจะวุ่นวาย อาจก่อให้เกิดคลื่นใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซ่งอี้เฉินสามารถใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความเป็อยู่ประชาชนและจัดระเบียบราชสำนักใหม่ได้ กว่ากิจการภายในของราชวงศ์ใต้จะจัดการเสร็จสิ้นก็อ่อนระโหยโรยแรงหมดแล้ว แคว้นเซวียนเคลื่อนทัพทีละนิดก็สามารถกลืนกินได้ทั้งราชวงศ์ใต้”
จวินอู๋เสียมองนางอย่างชื่นชม “ท่านไม่เหมือนสตรีโง่งมพวกนั้น”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ เหตุใดท่านยังอยากกลับไปอีก?” เหยียนอู๋อวี้ไม่สนใจคำชมของเขาและถามเขาตรงๆ “หรือว่าเป็เพราะ...…”
“ข้ากลับไป ราชวงศ์ใต้ถึงจะเป็ของข้า ข้าไม่กลับไป ต่อให้เหี้ยมหาญเพียงใดก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า อีกอย่างใช่ว่าข้าจะสู้ซ่งอี้เฉินไม่ได้” จวินอู๋เสียตอบกลับอย่างแน่วแน่
ครั้งนี้เหยียนอู๋อวี้ไม่ได้ดูแคลนเขา อยู่แคว้นเซวียนมาแปดปี ตอนนี้เขาเผชิญหน้ากับนางด้วยท่าทีเช่นนี้ต้องเป็เพราะการหล่อหลอมในอดีตแน่นอน ทว่าเขามีปัญหาที่ยากจะรับมืออยู่หนึ่งเื่ “อำนาจของราชวงศ์ใต้สู้แคว้นเซวียนไม่ได้ โดยเฉพาะหลังเกิดความวุ่นวายภายใน”
จวินอู๋เสียพูดพลางแย้มยิ้ม “ที่เรียกว่าความวุ่นวายภายในเป็เพียงสิ่งที่ซ่งอี้เฉินคิด ทันทีที่ข้ากลับไปจะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายภายในแน่นอน”
เหยียนอู๋อวี้ไม่รู้ว่าเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน ทว่ากลับเชื่อว่าเขาจะทำได้อย่างไม่รู้ตัว นางจึงไม่ได้กังวลกับปัญหานี้อีก เพียงแค่ถามเขาว่า “จัดการกับมือสังหารครั้งก่อนอย่างไรหรือ?”
จวินอู๋เสียตอบอย่างผ่อนคลาย “ไปหาแล้วก็ฆ่าจนเกลี้ยง ทว่าหลุดรอดไปได้หนึ่งคน ยังหาตัวไม่พบ ไม่มีอันใดต้องกลัว”
เหยียนอู๋อวี้รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาพูดแน่นอน ทว่าในเมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ ตนเองจึงไม่ถามให้มากความอีก “คืนนี้ท่านมาหาข้า ้าให้ข้าช่วยอันใดหรือ?”
“ช่วย?” จวินอู๋เสียไม่ได้คิดถึงเื่นี้ เขาไม่้าให้นางอยู่ในแผนการ ทว่าในเมื่อนางยกประเด็นขึ้นมาเขาจึงไม่เกรงใจและพูดพลางแย้มยิ้ม “ท่านเป่าขลุ่ยก็พอ”
“ขลุ่ย?” นางมองเขาพลางรับขลุ่ยที่เขามอบให้
“องค์หญิงใหญ่ต้องใช้มนต์เสน่ห์กับข้าแน่ หากข้าทนไม่ไหวคงแย่ ท่านเป่าขลุ่ยเตือนข้าบ่อยๆ ช่วยข้าได้”
แม้เหยียนอู๋อวี้จะไม่รู้ว่าขลุ่ยเลาเล็กในมือมีผลอย่างไรกันแน่ ทว่าในเมื่อเขาร้องขอเช่นนี้ ถึงเวลานั้นนางก็จะทำตาม นางจึงถามรายละเอียดการพบกันของพวกเขาอย่างละเอียดเพื่อยืนยันเวลาและสถานที่ จากนั้นจดจำให้ขึ้นใจ
เมื่อนางจำอย่างละเอียดแล้วจู่ ๆ จวินอู๋เสียก็เอ่ยถาม “แต่เหตุใดท่านถึงอยากช่วยข้า?”
“ครั้งก่อนท่านช่วยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ไม่ว่าทั้งด้วยอารมณ์หรือเหตุผล ข้าควรตอบแทนบ้าง” เหยียนอู๋อวี้ตอบอย่างสมเหตุสมผล จากนั้นก็เก็บขลุ่ยกลับไปอย่างระมัดระวัง
จวินอู๋เสียมองท่าทางนางอย่างละเอียดโดยที่รอยยิ้มในดวงตาไม่ได้ลดลง จากนั้นก็ถามอีกว่า “ขอละลาบละล้วงถามเื่หนึ่งได้หรือไม่?”
เหยียนอู๋อวี้เงยหน้ามองเขา นางได้ยินเขาถาม ทว่ามองไม่เห็นใบหน้าเขา “ท่านดีดพิณไม่เป็ใช่หรือไม่?”
เหยียนอู๋อวี้ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“วันนี้ข้าทำอะไรบางอย่างในเสียงพิณ” จวินอู๋เสียไม่ได้ปิดบังนาง “ท่านฟังไม่ออกหรือ?”
“คนอื่นฟังออกหรือ?” เหยียนอู๋อวี้พูดอย่างใและถามเขาด้วยความงุนงง “เกรงว่าทำอะไรบางอย่างเล็กน้อยของท่านจะไม่เล็ก ตอนนั้นท่านทำอันใดหรือ?”
“ท่านเคยได้ยินวิชาพิณควบคุมจิตใจหรือไม่?”
ตอนแรกที่เหยียนอู๋อวี้ฝึกฝนทักษะพิณอย่างยากลำบากเคยอ่านพบในหนังสือโบราณว่าคนที่มีทักษะพิณยอดเยี่ยมจะใช้เสียงพิณกระตุ้นความคิดในใจผู้ฟัง คนที่เก่งกาจถึงขั้นล้วงความในใจออกมาได้ ทว่าก็มีจุดหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือหากอีกฝ่ายไม่รู้ทักษะพิณก็ไร้ประโยชน์
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่บนเรือในวันนี้จะมากจะน้อยล้วนมีงานอดิเรกชั้นสูงอยู่บ้าง เกรงว่าส่วนใหญ่จะทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงในวันธรรมดาอย่างการดีดพิณอยู่บ้าง ขนาดบรรดานางสนมในตำหนักยังต้องมีความชำนาญเลย
“ท่านใจกล้าเกินไปแล้ว” เหยียนอู๋อวี้พูดอย่างทอดถอนใจ “แค่เพียงมีหนึ่งคนจับสังเกตได้ ท่านก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว”
“หากไม่เสี่ยงดูจะรู้ข้อมูลสำคัญได้อย่างไรเล่า?” จวินอู๋เสียพูดพลางแย้มยิ้ม “พูดถึงเื่นี้ ท่านต้องให้ความสนใจกับตระกูลเซียวบ้าง เกรงว่ามันจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิดแน่นอน”
เหยียนอู๋อวี้มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ พลางรอคำพูดต่อไปของเขาอยู่เงียบๆ