ภายในคฤหาสน์ตระกูลคาเว็นดิช บรรยากาศแห่งความสูงศักดิ์เคยอบอวลด้วยกลิ่นอายของความภูมิฐาน จางลงอย่างเห็นได้ชัดหลังการจากไปของ โจเซฟ คาเว็นดิช ผู้เป็ดั่งเสาหลัก และดวงใจแห่งครอบครัว ภายหลังวันพิธีศพที่ะเืจิตใจทุกผู้คน
เหล่าสาวใช้และคนรับใช้ต่างรู้ดีว่าภายในคฤหาสน์แห่งนี้เปรียบเหมือนต้องแบกรับเงาแห่งความโศก แทนที่จะมีชีวิตชีวาด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้ม ทุกห้องโถงกลับเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าเบาหวิวของพวกเธอที่กำลังทำหน้าที่เช้าเย็นตามปกติ และไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปเท่าใด ก็ไม่มีใครกล้าเคาะประตูห้องนอนของคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงประจำตระกูลเลยแม้แต่คนเดียว
"จะ...จะเข้าไปดีไหม?"
สาวใช้คนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนอีกคนด้านข้าง ขณะที่พวกเธอยืนลังเลอยู่หน้าห้องนอนใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เพราะนี่เป็เวลาที่อาหารเช้าควรจะถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หากแต่ั้แ่เช้าจรดสายยังไม่มีใครเห็นริชาร์ดหรือเลดี้อลิซลงมาจากห้องเลย
"พวกเขาเสียใจมาก... โดยเฉพาะคุณผู้ชาย" สาวใช้อีกคนตอบเสียงสั่น "ถึงจะเวลามื้ออาหาร แต่ฉันเกรงว่าคงไม่ควรไปรบกวนท่าน"
ทั้งสองชะงัก เมื่อเกิดเสียงฝีเท้าดังมาจากปลายโถง มิแรนดาเดินตรงมา เธอผู้มียศเป็ถึงพลตรี แห่งกองทัพ แต่ในยามนี้สีหน้าที่เคยแข็งแกร่งแน่วแน่กลับเคร่งขรึมแฝงความโศกลึก สายตากวาดมองสาวใช้สองคนที่ยืนก้มหน้าด้วยความเกรง
"ไม่ต้องกลัวหรอก" มิแรนดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงพยายามราบเรียบ "ถ้าใครจะเข้าไป ก็คงไม่มีใครเหมาะเท่าฉัน..."
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วเคาะประตูห้องเบาๆ
"ท่านพ่อคะ... ท่านแม่... วันนี้ก็สายมากแล้ว ลูกขออนุญาตเข้าไปนะคะ"
ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน มิแรนดาจึงตัดสินใจกดลูกบิดประตูเข้าไปช้าๆ ภายในห้อง ม่านหนาทึบยังคงปิดสนิท แสงยามสายจึงส่องเข้ามาได้เพียงลำแสงเล็กน้อย เห็นเพียงเงารางๆ ของริชาร์ดที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง มือค้ำศีรษะราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงอารมณ์บางอย่าง ข้างกันคือเลดี้อลิซที่กำลังกุมมือสามีไว้แน่น
"ท่านพ่อ ท่านแม่..." มิแรนดาเรียกเบาๆ "ลูกขอให้ท่านลงไปทานอะไรรองท้องกันหน่อยนะคะ"
"มิแรนดา..." ริชาร์ดเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว ดวงตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามจะปรับสีหน้าให้ปกติ แต่ก็ยังเห็นความเศร้าชัดเจน
เลดี้อลิซก็เช่นกัน ดวงตาที่เคยอ่อนโยน บัดนี้ผ่านการร้องไห้จนบวมเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจ สะกดความเศร้า แล้วฝืนยิ้มให้ลูกสาว
"ไปกันเถอะค่ะ... อย่างน้อยก็ออกไปนั่งในห้องอาหาร ไม่งั้นทุกคนจะกังวลกันไปใหญ่"
ริชาร์ดพยักหน้ารับคำอย่างเงียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ท่าทางเขาเหมือนคนแบกรับความหนักอึ้งสุดจะพรรณนา แต่อย่างน้อยการมีมิแรนดาอยู่ข้างๆ ก็ช่วยค้ำจุนจิตใจเขาอยู่บ้าง
ทั้งสามเดินลงไปตามบันไดคฤหาสน์ ผ่านโถงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าหรูหรา เดิมทีเป็สถานที่ ที่ตระกูลคาเว็นดิชมักใช้ต้อนรับแขกหรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ใหญ่โต แต่ ณ เวลานี้ทุกอย่างเงียบ ราวกับเฝ้าความสูญเสีย
บนโต๊ะอาหาร ริชาร์ดนั่งลงบนเก้าอี้ประธานเช่นเคย เขาลากสายตาผ่านเก้าอี้ตัวอื่นๆ ที่ว่างเปล่า บางตัวตั้งไว้อย่างงดงามแต่กลับไม่เคยมีคนมานั่ง เพราะบางคนไม่เคยหวนกลับมาที่บ้านหลังนี้ ส่วนบางตัว… เป็ของคนที่จากไปไม่หวนคืน
เลดี้อลิซมานั่งทางด้านขวามือ สวมชุดไว้ทุกข์เนื้อผ้าดีสีดำขลับ สื่อถึงการสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือน มิแรนดานั่งถัดจากมารดา ด้านซ้ายมีก็เก้าอี้ว่างอีกเป็แถว แล้วตามด้วย รีเบคก้าที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบเป็คนสุดท้าย เธอก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ สีหน้าโศกเศร้า ดวงตาบวมเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น
เธอเคยเป็ภรรยาของโจเซฟ… แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เก้าอี้ที่เคยประจำตำแหน่งของโจเซฟดูว่างเปล่าและเยียบเย็น
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารครอบครัวที่เคยรื่นเริงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้หนาวเหน็บเหมือนเงาฝนในสายลม ริชาร์ดเงยหน้าขึ้นมองทุกคนตรงหน้า เขารู้ดีว่าพวกเขาต่างก็เ็ป แต่ไม่มีใครปริปากพูดออกมา เขาเป็เสาหลักของบ้าน และควรเป็ผู้ปลอบโยนผู้อื่น ทว่าจิตใจของเขาเองก็ยังไม่พร้อม
เขาถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ฉันหวังไว้เสมอว่าพวกเราจะได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา... ฉันเคยยึดติดว่าถ้าเอ็ดเวิร์ดได้กลับบ้าน ถ้ามิแรนดาได้กลับมาจากชายแดน ถ้าโจเซฟกับรีเบคก้าจะยังอยู่เป็ครอบครัวที่สมบูรณ์... แต่ความปรารถนาของฉันถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดีอีกต่อไป"
ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนล้วนมองดูเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งที่ไม่น่าจะมีใครนั่งได้อีกแล้ว เก้าอี้ของโจเซฟ
ทันใดนั้นก็มีเสียงรองเท้าเหยียบกระทบพื้นหิน พ่อบ้านประจำตระกูลวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นใ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก
"นายท่านขอรับ... ท่าน...ท่านเอ็ดเวิร์ดมา..."
ริชาร์ดชะงัก เขาหันขวับไปมองหน้าพ่อบ้านเหมือนไม่เชื่อหูตนเอง "เอ็ดเวิร์ด?"
พ่อบ้านยังไม่ทันได้เอ่ยเชิญตามมารยาท ชายร่างสูงในชุดเรียบง่ายก็โผล่เข้ามาที่ห้องอาหารอย่างถือวิสาสะ และด้านข้างเขาคืออิซาเบล เด็กสาวผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อน
สายตาของทุกคนในห้องอาหารเบิกกว้าง พากันตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง เมื่อคนที่จากตระกูลไปนานแสนนานกลับมา
เอ็ดเวิร์ดหันมาสบตากับริชาร์ดเพียงชั่วขณะ ริชาร์ดนิ่งอึ้งทันที คำพูดมากมายผุดขึ้นในใจ หากแต่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้เป็ประโยคใดๆ ชั่วขณะนั้นเขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ
อิซาเบลไม่พูดอะไร ได้แต่โค้งตัวให้พอเป็พิธี
สุดท้าย ริชาร์ดตัดสินใจ "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เอ็ดเวิร์ด" เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง ดวงตายังแดงก่ำและแฝงความอาลัยอาวรณ์ถึงใครบางคน ที่ไม่มีวันหวนคืน
เอ็ดเวิร์ดนิ่งไปครู่ ก่อนค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งพร้อมกับอิซาเบลก็นั่งตามลงข้างๆ ผู้เป็บิดา
เก้าอี้ทุกตัวรอบโต๊ะอาหารถูกจับจองในวันนี้ เหลือเพียงหนึ่งเดียวที่ว่างเปล่าอยู่ตรงตำแหน่งของโจเซฟ คนสำคัญที่ไม่มีวันได้กลับมา
ไม่รู้ว่าควรเรียกบรรยากาศนี้ว่าอบอุ่นหรือขื่นขมดี ทั้งสองพี่น้องสบตากันสลับหันมองเก้าอี้ของโจเซฟ
สายตาของมิแรนดาและรีเบคก้ามองภาพเบื้องหน้า นิ้วมือรีเบคก้ากำชายกระโปรงแน่น น้ำตาคลอ เมื่อคิดถึงสามีที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีก
……
ท่ามกลางแสงอรุณหม่นมัว ชาร์ลส์ชายหนุ่มที่เคยเป็นักสืบชื่อดัง ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็ฆาตกรในคดีสังหารเ้ากรมคลัง และโจเซฟเพื่อนสนิท
บัดนี้เขากำลังนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่บนเนินดินแห่งหนึ่งห่างไกลผู้คน ด้านหน้าคือแม่น้ำสายใหญ่ แสงอาทิตย์อ่อนส่องผ่านต้นไม้รอบข้าง
สภาพาแจากการต่อสู้และการทรมานกลับหายไปจนสิ้น เนื้อหนังที่เคยไหม้หรือมีรอยช้ำเขียวกลับเรียบเนียนอย่างน่าประหลาด แม้แต่นิ้วมือที่เคยถูกถอดเล็บก็ยังขึ้นใหม่เป็ปกติ จนน่าจะกล่าวว่าไม่มีหลักฐานใดๆ บ่งชี้ว่าเขาเคยผ่านความบอบช้ำมามากขนาดไหน
ชาร์ลส์ค่อยๆ ขยับนิ้วมือ พลางถอนหายใจยาว "เหมือนฝันไป…" เขาพึมพำขณะหันมองร่างกายตนเอง
เมื่อคืนหลังจากที่เขาจัดการใช้ผลึกิญญาฝังลงสู่หัวใจผ่านพิธีกรรมยกระดับตัวตนขั้นสอง และนั่นเป็่เวลาที่ความทรงจำทั้งหมดของเขากลับคืนมา
'ธารา วัตสัน คือชื่อจริงของฉัน พ่อเป็คนอังกฤษ แม่เป็คนไทย ตอนนี้อายุยี่สิบห้าปี เคยเป็นักศึกษามหาวิทยาลัย อยู่ในกรุงเทพ ก่อนจะมาที่นี่จำได้ว่ารับโทรศัพท์จากที่บ้าน ว่าพ่อป่วยหนักด้วยอาการเส้นเืในสมองแตก จึงรีบลางาน ลาอาจารย์ ขับรถฝ่าสายฝนเพื่อไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาล'
'ในคืนนั้นตอนที่กำลังอยู่ในห้องนอน ฉันหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเรือ ฉันมองท้องฟ้าเจอพายุกลางทะเล และเป็วันเดียวกันกับที่ฉันเสียความทรงจำ'
ธารา หรือ ชาร์ลส์ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความทรงจำที่กลับคืนมาช่างเป็ความยินดี แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความกังวล
กังวลถึงพ่อที่นอนป่วยอยู่ที่อีกโลกหนึ่งยังเกาะกินใจเขาไม่เลิก 'ผ่านไปกี่ปีแล้วในโลกนั้น… พ่อยังมีชีวิตอยู่ไหม แม่จะเป็อย่างไร และน้องสาว?'
"ต้องกลับไปให้ได้" ชาร์ลส์พึมพำ น้ำเสียงเข้มขึ้น "ก่อนหน้านั้นต้องสะสางหนี้แค้นที่ค้างคานี้ก่อน" ภาพของโจเซฟที่นอนจมกองเืปรากฏขึ้นในหัว
"ไอ้ชาติชั่วนั้น ฉันจะตามหาแกให้เจอ แล้วให้ชดใช้สาสมกับสิ่งที่จะทำลงไป" ชาร์ลส์หลับตา สูดลมหายใจ ประกาศคำมั่นในใจ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
เดินกลับเข้าไปในกระท่อมร้าง เพื่อหยิบถังไม้ที่เก็บข้าวของเขาเอาไว้ หันหน้ากลับไปทางเมืองหลวง ยืนสงบนิ่งไว้อาลัย ให้เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาบนโลกใบนี้
นี่เป็สิ่งเดียวของผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานศพ ทำได้ในตอนนี้ ก่อนจะหันหลังกลับ ด้วยดวงตาที่แน่วแน่ออกเดินทาง โดยมีสายลมพัดตามหลัง ดังสัญญาณส่งอำลาผู้พเนจรในแดนที่แปลกแยก ให้ออกเดินทาง
……
สถาปัตยกรรมหินสีขาวบริสุทธิ์เรียบเนียนไร้รอยแตกร้าว ส่องประกายด้วยสีขาวบริสุทธิ์ ไร้ต้นกำเนิดแสง ไร้เงา ราวกับไร้ความมืดมาแต่กำเนิด
บนอากาศสูงนั้นประดับไปด้วยอักษรสีทองเร้นลับ ซึ่งเมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นมันไหลรวมเป็เส้นด้าย เส้นด้ายแต่ละสายถักทอกันคล้ายร้อยเรียงเป็ผืนผ้าภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ขยับไหวเหมือนมีชีวิต
กลางห้องมี ปากกาขนนกสีขาวทองวาดอักษรในอากาศอย่างช้าๆ ไม่ทราบว่าพลังใดเป็ผู้เขียน
ทันใดนั้น ที่มุมห้องมีเปลวไฟสีน้ำเงินสว่างวูบขึ้นวาบหนึ่ง เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น แม้แทบไม่มีแสงแจ่มจ้าพอจะส่งผลใดๆ แต่กลับทำให้ ดวงตาสีฟ้าบริสุทธิ์ขนาดใหญ่กลางห้อง หันขวับมาจ้อง
แต่เมื่อมองสักพัก ไม่เห็นความผิดปกติอื่นใด ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก็หันกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปากกาขนนกสีขาวทองยังคงเขียนตัวอักษรต่อไปในความเงียบสงบ
……
และในความมืดมิดไร้สิ้นทุกแสง เงียบสงบ ไร้สุ้มเสียง บัดนี้ได้ปรากฏเสียงออกมา
"แกนชะตาเริ่มเคลื่อน... ผู้วายชนม์หวนคืน"
(จบบทที่ 1 ผู้วายชนม์หวนคืน)
