บทที่ 58 เปลี่ยนแปลงกันได้
“ท่านาุโขอรับ เห็นทีแบบนี้คงไม่สมควรเท่าไร ศิษย์ยังพบเจอเื่บางเื่ในโบราณสถานชิงหวาง แต่ช่างเถอะ...” ฉินชูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น
ได้ยินฉินชูพูดเช่นนั้น โม่เต้าจื่อก็ถึงกับอึ้งงัน ชั้นเชิงของฉินชูทำเอาเขาตั้งตัวไม่ทัน เขาไม่เคยเข้าไปในโบราณสถานชิงหวางมาก่อน ตอนที่มันปรากฏขึ้นมาครั้งแรก เป็ตอนที่เขาเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในสำนักชิงหยุนได้ไม่นาน ตบะยังต่ำอยู่ แต่พอปรากฏขึ้นมาครั้งที่สอง ตบะของเขาก็สูงเกินไป
หลัวเจินไม่พูดอะไร เขารู้ดีว่ามีเื่บางอย่างที่เขาไม่รู้ระหว่างฉินชูกับโม่เต้าจื่อ
“เื่แต้มคุณูปการของเ้า เอาไว้เ้ามีแล้วค่อยคืนเป็อย่างไร” โม่เต้าจื่อคลี่ยิ้ม
“ท่านาุโขอรับ เื่ของศิษย์ ท่านยังคงยืนยันเหมือนเดิมใช่หรือไม่ขอรับ ท่านคงไม่ผิดคำพูดใช่หรือไม่” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อ ก่อนถามเพื่อยืนยันท่าทีของโม่เต้าจื่ออีกครั้ง
โม่เต้าจื่อพยักหน้า เขาไม่มีความคิดจะผิดคำพูดเื่ที่จะช่วยฉินชูย้อนนิมิตดูเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน
“ศิษย์พบกับร่างิญญาของท่านาุโชิงหวางขอรับ เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ศิษย์ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด นอกจากนี้ ศิษย์ยังได้รับอดีตกระบี่คู่กายของเขามาด้วยขอรับ” ฉินชูพูดขึ้น
ได้ยินแบบนี้ ดวงตาของโม่เต้าจื่อกับหลัวเจินพลันฉายแววตกตะลึงออกมาทันที เพราะพวกเขาและคนอื่นๆ ในสำนักชิงหยุนต่างคิดว่าชิงหวางตายไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉินชูกลับมาบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ นี่มันเื่อะไรกัน กาลเวลาผันผ่านมาหลายยุคเช่นนี้ แต่ชิงหวางยังมีชีวิตอยู่ แบบนี้ก็หมายความว่าเขาบรรลุตบะขั้นที่สูงที่สุดไปแล้ว ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็บางอย่างที่เหนือกว่านั้นก็เป็ได้
“เ้าได้รับอดีตกระบี่คู่กายของเขามา แล้วได้สืบทอดวิชาของเขามาด้วยหรือไม่” หลัวเจินมองฉินชูพลางถาม
“ไม่ขอรับ เขาบอกว่าศิษย์ไม่คู่ควรกับวิถีกระบี่ของเขา” ฉินชูพูดขึ้น เขาไม่คิดจะบอกเื่ของซั่งซูอวี๋ เพราะเื่นี้ถือว่าเป็ความลับของนาง ในเมื่อนางไม่พูด เขาก็ต้องปิดปากสนิท
โม่เต้าจื่อไม่ถามอะไรฉินชูอีก เื่วิชาสืบทอด มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา
หลังจากอยู่ต่ออีกสักพัก โม่เต้าจื่อกับหลัวเจินก็จากไป
ดื่มชาหมดหนึ่งแก้ว ฉินชูก็เริ่มฝึกวิชากระบี่ต่อ ตอนนี้เขาบรรลุขั้นที่สามเจินหยวนแล้ว สามารถปลดปล่อยพลังปราณออกนอกร่างกายได้แล้ว ดังนั้นพลังของวิชากระบี่ของเขาที่ผ่านมาไม่มีทางเทียบกับตอนนี้ได้แม้แต่นิดเดียว
ฝึกจนฟ้ามืด ฉินชูก็เข้าฌานขัดเกลาพลังปราณต่อ พลังปราณคือพื้นฐานของผู้ฝึกตน จำเป็ต้องพยายามบ่มเพาะขัดเกลาให้เสถียรภาพและยกระดับมันให้ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ
ณ ตำหนักยอดเขาหลัก
ซูซานเหอนั่งอยู่ที่นั่งประจำตำแหน่งของตน จางจี้นั่งอยู่ข้างๆ นอกจากนี้ยังมีเฉียนชิงอยู่ด้วย สีหน้าของทั้งสามคนในตอนนี้แทบดูไม่ได้
“วิเคราะห์จากคำพูดของหลิวเสวี่ย ตอนที่นางหนีพวกหลิ่วหนาน นางได้พบกับพวกฉินชู ดังนั้นจะต้องมีการต่อสู้ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน พวกเขาจะต้องตายด้วยน้ำมือของฉินชูแน่ๆ” จางจี้พูดเปิดประเด็น
“ฉินชูสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังสองเล่ม ก่อนเข้าไปโบราณสถานชิงหวางยังมีแค่เล่มเดียวอยู่เลย อีกเล่มคงได้มาจากข้างใน น่าจะไม่ใช่ของธรรมดา” ดวงตาของซูซานเหอฉายแววเหี้ยมโหด ตอนที่เห็นด้ามกระบี่เทพบูรพา เขาก็รู้สึกชอบและอยากได้ขึ้นมา
เฉียนชิงลุกขึ้นและเดินออกจากตำหนักไป “มันต้องตาย ศิษย์จะส่งคนไปฆ่ามันเอง มันออกห่างจากยอดเขาชิงจู๋เมื่อใด มันต้องตายเมื่อนั้น”
เฉียนชิงมาจากชนชั้นผู้ปกครองจากดินแดนแห่งหนึ่ง นอกจากกองกำลังสองสามกองที่ระดับสูงกว่า โดยปกติความเป็ความตายของผู้คนมากมายล้วนอยู่ในกำมือของเขา การที่ศิษย์รับใช้ที่เหมือนเศษขยะในสายตาเขากล้าลุกขึ้นมามีเื่กับเขาแบบนี้ มันทำให้เขารับไม่ได้ เขาต้องฆ่าฉินชูให้ได้ เพราะฉินชูฆ่าคนของเขาในสำหนักชิงหยุนไปแล้วไม่น้อย หลิ่วหนานกับหลิ่วเจ๋อล้วนถูกฆ่าตาย เื่นี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเมืองเชียนหลิ่วต้องหยุดชะงัก นอกเสียจากเขาต้องแต่งงานกับหญิงสาวจากตระกูลหลิ่ว
“ท่านรองเ้าสำนัก ตอนนี้หลัวเจินเองก็เริ่มแข็งข้อกับพวกเรายอดเขาหลักอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังให้ท้ายฉินชูอยากทำอะไรก็ทำตามใจ แบบนี้ยิ่งทำให้มันได้ใจ ดังนั้นเ้าฉินชูต้องตายสถานเดียว” จางจี้พูดขึ้น
“เื่นี้จัดการค่อนข้างยาก ตอนนี้ฉินชูบรรลุตบะขั้นที่สามเจินหยวนแล้ว แต่ลูกศิษย์ที่บรรลุขั้นที่สามจากยอดเขาหลักกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะเอาชนะฉินชูได้เลย มีแต่ลูกศิษย์สายเอกที่บรรลุตบะขั้นที่สี่ของยอดเขาหลักเท่านั้นที่พอจะทำเื่นี้ได้ แต่ข้ายังหาวิธีโน้มน้าวพวกเขาไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรให้เหตุผลอย่างไร” ซูซานเหออยากให้ฉินชูตายเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
“เช่นนั้นก็รอต่ออีกหน่อยแล้วกัน เวลาอันเหมาะสมย่อมมาเยือน มันไม่ใช่พวกดวงแข็งสักเท่าไร” จางจี้พูดขึ้น
ชีวิตในแต่ละวันของฉินชูเริ่มคงที่ เขาอยู่ฝึกวิชากระบี่ ขัดเกลาพลังปราณและเข้าฌานบำเพ็ญตนอยู่ที่ผาหินตัดอย่างขะมักเขม้น
่ต้นเดือนกับปลายเดือน ฉินชูยังคงออกไปทำภารกิจเหมือนเดิม ตอนนี้เขารับทำแต่ภารกิจระดับสามและระดับสี่เท่านั้น ดังนั้นจึงสะสมแต้มคุณูปการได้อย่างรวดเร็ว เมื่อใดที่ภารกิจบนยอดเขาชิงจู๋มีไม่พอ เขาก็จะไปที่หอคุณูปการบนยอดเขาหลักตามเคย
วันนี้ฉินชูกลับมาจากหอคุณูปการแห่งยอดเขาชิงจู๋ เขาเห็นซั่งซูอวี๋ในชุดกระโปรงสีขาวยืนอยู่หน้าประตูหอศิษย์รับใช้
“สาวสวย ไฉนถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้อยู่คนเดียว” ฉินชูแปลกใจเล็กน้อย เพราะซั่งซูอวี๋เป็ถึงความภาคภูมิใจของยอดเขาหลัก แต่กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่หอศิษย์รับใช้
“ข้ามาหาเ้า เ้าไม่คิดจะเชิญข้าเข้าไปหน่อยหรือ” ซั่งซูอวี๋เอ่ยขึ้น ดวงตางดงามของนางกวาดมองฉินชู ไม่ได้เจอกันเกือบสามเดือน นางพบว่ารังสีของฉินชูค่อนข้างเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
ฉินชูพยักหน้า ก่อนพาซั่งซูอวี๋เข้ามาด้านในหอศิษย์รับใช้ ฉินชูพานางเดินผ่านท่ามกลางสายตาแปลกใจของบรรดาศิษย์รับใช้ที่ผาหินตัด
หลังจากเชิญซั่งซูอวี๋นั่งลง เขาก็ต้มน้ำเตรียมชงชา
โดยปกติ ศิษย์รับใช้แห่งสำนักชิงหยุนไม่ดื่มชา แต่ฉินชูไม่ใช่ศิษย์รับใช้ทั่วไป ขนาดลูกศิษย์สายในบนยอดเขาชิงจู๋เจอฉินชูยังต้องประสานมือทักทาย
“อีกไม่นาน ข้าจะไปจากที่นี่แล้ว” ซั่งซูอวี๋มองหน้าฉินชู
“ไปจากที่นี่? ท่านาุโจากตระกูลเ้าจะมารับเ้าแล้วหรือ” ฉินชูถาม
ซั่งซูอวี๋พยักหน้า “ใช่แล้ว ดังนั้นก่อนจะไปจากที่นี่ ข้าจึงแวะมาเยี่ยมเ้า”
“ยากมากที่จะได้เจอคู่แข่งที่คู่ควรและคนที่ถูกชะตาด้วยในสำนักชิงหยุน น่าเสียดายยิ่งนัก” ฉินชูถอนหายใจ เขาพูดออกมาจากใจจริง ในบรรดาลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก มีเพียงซั่งซูอวี๋คนเดียวที่สร้างความกดดันให้เขาได้
“ข้าไม่มีทางเลือก หากมีเวลาหรือสะดวก บางทีข้าอาจจะแวะมาที่สำนักชิงหยุนอีกก็ได้ มาดูว่าวิถีกระบี่ของเ้าไปถึงไหนแล้ว” ซั่งซูอวี๋พูดขึ้น
“ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ที่สำนักชิงหยุนได้อีกนานแค่ไหน เอาไว้เติบโตขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ข้าคงออกไปเผชิญโลกภายนอกเช่นกัน” ฉินชูพูดขึ้น เขาต้องออกไปเจอโลกภายนอก เพราะหลังจากโม่เต้าจื่อย้อนนิมิตถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีของเขา เขาจำเป็ต้องออกตามหาต้นกำเนิดของตัวเอง
“เ้าจะไปจากสำนักชิงหยุนเช่นกันหรือ” ซั่งซูอวี๋มองฉินชูด้วยสายตาแปลกใจ
ฉินชูพยักหน้า “ตอนที่อยู่ด้านในโบราณสถานชิงหวาง ข้าบอกเื่ของข้ากับเ้าไปแล้ว ข้าถูกขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ตอนนี้หน้าอกของข้าถูกแทงทะลุ คนในตระกูลข้าคิดว่าข้าตายแล้ว จึงได้จับข้าฝัง แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมหน้าอกตัวเองถึงถูกแทงทะลุ ไม่รู้ว่าทำไมคนในตระกูลถึงคิดว่าข้าตายแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่รู้ว่าทำไมถึงมีคนอยากฆ่าข้า ข้าอยากรู้ว่าคนในตระกูลของข้าเป็อย่างไร”
“ท่านาุโชิงหวางบอกแล้วว่าเ้ามีเืศักดิ์สิทธิ์สถิตร่าง นี่เป็หนึ่งในเบาะแส แต่จงพึงตระหนักเอาไว้ว่าตระกูลที่เกี่ยวข้องกับเืศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่ธรรมดา ดังนั้นเ้าต้องระวังตัว” ซั่งซูอวี๋พูดเตือนฉินชู
ฉินชูคลี่ยิ้มตอบรับ “ขอบใจมาก แล้วข้าจะระวังตัว เ้าก็เช่นกัน จากตระกูลมาฝึกตนที่สำนักชิงหยุนแบบนี้ แสดงว่าเ้าจะต้องมีเื่ทุกข์ใจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ข้าเชื่อว่าขอแค่มีความคิดอยากเปลี่ยนแปลง ทุกเื่ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และทุกเื่ล้วนเป็ไปได้ทั้งนั้น”
