หลัวเลี่ยไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกในขณะนี้อย่างไรดี
เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่เขาก้าวไปข้างหน้า ต้นัก็จะกลายเป็ส่วนหนึ่งของเขาไปด้วย และเขาเองก็รู้สึกว่าเขา้าที่จะเป็หนึ่งเดียวกับมันด้วยเช่นกัน
สถานการณ์นี้ทำให้เขาเข้าใจว่า สาเหตุที่เขาสามารถก้าวขึ้นมาได้อาจเป็เพราะกลิ่นอายของับรรพชน
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกอย่างชัดเจน แต่หลัวเลี่ยก็เดาได้ว่าูเาัทมิฬหรือต้นไม้ัต้องเกี่ยวข้องกับูเาศักดิ์สิทธิ์และสังเวียนับรรพชน ซึ่งอาจเป็ความลับที่คนนอกไม่รู้
เมื่อคิดถึงกลิ่นอายของับรรพชน เขาก็รู้สึกโล่งใจ
แม้ว่าพลังของับรรพชนจะส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ แต่มันก็ต้องใช้เวลานานถึงจะสำแดงฤทธิ์ออกมา นอกจากนี้วรยุทธ์ของเขาเองก็แข็งแกร่งและสามารถต้านทานได้ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็ต้องกังวลมากเกินไป
หลัวเลี่ยปล่อยวางความกังวลทางร่างกายและจิตใจของเขา
เมื่อเขาเดินเข้าไปทีละก้าว ต้นัก็เติบโตทีละเกือบหนึ่งจั้ง และค่อยๆ สูงขึ้นเสียดฟ้า ซึ่งทะลุก้อนเมฆและเปล่งประกายส่องแสงกว้างไกลไปทั่วท้องทะเล ทำให้พื้นผิวน้ำทะเลที่สงบนิ่งปั่นป่วนคล้ายักลายร่าง
การเคลื่อนไหวนี้ดังมากจนทำให้ทางวังัตื่นตระหนก
จนแม้แต่าาัแห่งทะเลทั้งสี่ก็รับรู้ได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับต้นัหรือหลัวเลี่ยเลยก็ตาม
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าาาัแห่งทะเลทั้งสี่จะตัดสินใจอย่างไร แต่เมื่อมองจากภายนอกแล้ว เผ่าันั้นเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ และไม่แสดงออกถึงความผิดปกติใดๆ
แม้แต่ัโตเต็มวัยก็ไม่ปรากฏตัว
มีเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มัที่เป็เยาวชนเท่านั้น
และมีเพียงองค์ชายและองค์หญิงที่อยู่ใจกลางวังัเท่านั้นที่สังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด
บริเวณด้านนอกสังเวียนับรรพชนนี้ ชนชั้นสูงรุ่นใหม่จากทั่วทั้งดินแดนต่างก็ตื่นตระหนกและลอบสังเกต บางคนอดไม่ได้ที่จะรีบเข้าไปตรวจสอบ
"หลงไป๋จาง ทำไมเ้าถึงห้ามไม่ให้ข้าไป" สุ่ยอวิ๋นเหยาจากเผ่าทะเลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความรำคาญ
"ไม่มีประโยชน์ที่จะไป" หลงไป๋จางกล่าว "ข้ารู้สึกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในหุบเขาสุสานั มีัที่อยู่ในสภาพผิดปกติ และคนนอกก็ไม่สามารถเข้าไปได้เลย"
สุ่ยอวิ๋นเหยาตะคอก "ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งควรไปดูสิ ข้ามั่นใจว่าพวกชางจื่อเฟิงและคนอื่นๆ ต้องยอมแพ้และหันไปสนใจสมบัติแน่ๆ"
หลงไป๋จางพูดเบาๆ ว่า "แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าใครทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ แต่ข้าก็รู้สึกได้ว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับหลัวเลี่ยแน่นอน คนคนนี้สามารถทำลายได้ทุกที่ที่เขาไป ถ้าชางจื่อเฟิงสามารถจัดการกับเขาได้ แล้วจะต้องถึงมือพวกเราจากทะเลทั้งสี่หรือ แม่นางสุ่ยคิดว่ากลองจู่หลงของเผ่าัของพวกเราพังง่ายมากหรือ ข้าบอกได้เลยว่าหลัวเลี่ยจะต้องมาที่สังเวียนับรรพชนได้แน่นอน”
“ถ้าเขามาไม่ได้ เ้าจะต้องชดใช้กับคำพูดนี้ของเ้า” สุ่ยอวิ๋นเหยากล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
"ได้!"
หลงไป๋จางเอามือไพล่หลังแล้วตอบอย่างใจเย็นว่า "คู่ต่อสู้ที่สามารถทำให้หัวใจของข้าหลงไป๋จางคนนี้สั่นไหวได้ จะไม่สามารถแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ได้อย่างไร" เขามองไปยังทิศที่ตั้งของหุบเขาสุสานั และสงสัยในใจว่าทำไมผู้แข็งแกร่งในเผ่าัถึงไม่ปรากฏตัวออกมา หรือพวกเขากำลังบอกเราว่าอย่าเข้าไปในหุบเขาสุสานั
เมื่อต้นัสูงทะลุเมฆก็ได้โดนแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้ต้นัมีพลังมากยิ่งขึ้น และลำต้นของมันก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อหลัวเลี่ยเข้าใกล้ต้นั เขาก็ถูกขัดขวางโดยพลังที่มองไม่เห็น
เขาพยายามรวบรวมพลังของับรรพชนแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล
ในทางกลับกัน ต้นัได้ซึมซับพลังแก่นแท้ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าอย่างเต็มที่
การซึมซับนี้ทำให้ต้นักลายเป็ัซึ่งลึกลับและน่าอัศจรรย์มาก
“กรรซ์ๆ...”
รากของต้นัแผ่ขยายอย่างรวดเร็วจาก้าของูเาัทมิฬ ราวกับัทองที่ปกคลุมูเาัทมิฬทั้งหมด จากนั้นจึงหยั่งรากลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับแก่นพลังจากพื้นดิน
เมื่อรากถูกยึดไว้ ต้นัที่แต่เดิมทะลุขึ้นไปบนก้อนเมฆก็เริ่มหดตัวลง
จนในที่สุดต้นัก็หดลงเหลือความสูงสามจั้ง และลำต้นขนาดใหญ่ประมาณคนสองคนสามารถโอบล้อมไว้ได้ เมื่อมองจากระยะไกลลำต้นดูเหมือนัที่มีลวดลายแปลกๆ ประดับอยู่
กิ่งก้านและใบเขียวที่ชอุ่มเหมือนัตัวเล็ก ลมพัดใบไม้เต้นระบำ และได้ยินเสียงัลอยมาตามลม
มวลอากาศโดยรอบเปลี่ยนเป็สีทอง และพัฒนาเป็รูปร่างของัที่บินไปมา ซึ่งดูงดงามมาก
และพลังที่มองไม่เห็นซึ่งปิดกั้นหลัวเลี่ยไว้ก็หายไปเช่นกัน
เขาก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ อีกครั้ง
เมื่อเขาเดินไปถึงด้านหน้าของต้นไม้ เขาก็ััได้ถึงไอพลังของั ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเขาเองก็ปลดปล่อยไอพลังัออกมาเช่นกัน ตอนนี้บรรยากาศระหว่างหลัวเลี่ยและต้นไม้จึงคล้ายกับัสองตัวกำลังหายใจรินรดกันอยู่
เมื่อยืนอยู่ในระยะใกล้ หลัวเลี่ยก็ััได้ถึงความลึกลับอันไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อเขาใช้มือััต้นไม้ เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังััร่างกายของัอยู่
เมื่อหลัวเลี่ยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เขาจึงค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ เขาหันหลังให้ต้นั จากนั้นก็นั่งลงที่ด้านหน้าต้นไม้ ชักกระบี่องค์ชายที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมา แล้วเสียบมันลงไปบนพื้นทางด้านซ้ายของเขา
ทันใดนั้นลำแสงัทองก็พุ่งมาจากต้นัและตกลงบนกระบี่องค์ชาย
จากนั้นกระบี่องค์ชายก็เปลี่ยนจากสีเงินเป็สีทองในชั่วพริบตา แล้วกระบี่องค์ชายก็พุ่งพรวดขึ้นมาราวกับจะผ่าท้องฟ้า
กระบี่องค์ชายเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว
การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่ใช่การเลื่อนระดับจากอาวุธธรรมดาเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็การเปลี่ยนแปลงโดยแก่นแท้ หากแต่เดิมกระบี่องค์ชายไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเลื่อนขั้นขึ้นเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ และเป็แค่อาวุธธรรมดาตลอดไป แต่ตอนนี้มันสามารถก้าวไปสู่สถานะอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็อาวุธเทพได้
ในขณะเดียวกัน คำว่า "กระบี่องค์ชาย" บนพื้นผิวของฝักก็เปลี่ยนไป
เมื่อแสงสีทองจางลงและกลับมาเป็สีเงิน คำที่ปรากฏขึ้นคือ...กระบี่จักรพรรดิ!
ฟู่!
ในขณะเดียวกันผ้าคลุมวีรชนก็พลิ้วไหวไปตามสายลม
จากผ้าคลุมสีขาวไม่มีลวดลายใดๆ เมื่อแสงของัทองส่องลงมามันก็กลายเป็สีทอง และทำให้ผ้าคลุมได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ความสามารถในการกักเก็บพลังก็ยิ่งน่าทึ่งมาก ตอนนี้หลัวเลี่ยไม่จำเป็ต้องตั้งใจกักเก็บพลังแล้ว เพราะผ้าคลุมนี้สามารถกักเก็บพลังได้เองโดยไม่มีการรั่วไหลออกมาเลยแม้แต่น้อย
และสุดท้ายแสงสีทองก็รวมตัวกันรอบผ้าคลุม เกิดเป็เส้นขอบรูปัสีทอง
ผ้าคลุมวีรชนกลับมาเป็สีขาวโดยมีลวดลายรูปัล้อมรอบ
สิ่งเดียวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือสนับมือยุวชน
เพราะมันเป็ของที่จักรพรรดิซวนหยวนหลงเหลือไว้ แม้ว่าพระองค์จะประทานให้กับองค์ชายเล็กแล้ว แต่มันก็มีไอพลังของพระองค์ปะปนอยู่ ซึ่งไอพลังนี้ก็แข็งแกร่งเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้ต้นัเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบของมันได้
หลังจากทุกอย่างจบลง หลัวเลี่ยก็สงบลง และเริ่มทำตามความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ในใจของเขา
เขารู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างจิติญญาของับรรพชนกับต้นั และมันจะเป็กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เขาได้รับประโยชน์มากขึ้นจากต้นั
เมื่อถูกดึงดูดด้วยความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมนี้ ก็ดูเหมือนว่าหลัวเลี่ยจะถูกดึงเข้าไปในต้นั ราวกับว่าเขาตกลงไปในโลกที่มีัจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังบินว่อนอยู่ และัแต่ละตัวก็แสดงวิชายุทธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก เพราะวิชายุทธ์นี้สามารถช่วยเสริมพลังของเคล็ดวิชาเต๋านับอนันต์ที่เขาสร้างขึ้นใหม่ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ได้
เคล็ดวิชาเต๋านับอนันต์มีไว้สำหรับระดับหยินหยาง ระดับแก่น์ และระดับวังชะตาเท่านั้น มันไม่สามารถใช้ฝึกในระดับทลายยุทธ์ ระดับกายทองคำ ระดับบรรพชน และระดับเทพได้ เพราะมันยังขาดเนื้อหาที่สมบูรณ์ไปอีกมาก
แต่ในใจของหลัวเลี่ย เขาคาดหวังให้เคล็ดวิชานี้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเคล็ดวิชาทั้งปวง
ดังนั้นเขาจึงยังต้องปรับปรุงและเสริมเติมแต่งการฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็การปูพื้นฐาน หรือสร้างแนวทางในการฝึกฝนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทุกสิ่งก็ล้วนเป็เื่ใหญ่
ภาพของหลัวเลี่ยที่กำลังใช้ความคิดกับการผสมผสานระหว่างตัวเขาและต้นักลายเป็ภาพที่ทำให้ทุกคนหลงใหล
หลัวเลี่ยนั่งอยู่ด้านหน้าของต้นัที่สูงราวสามจั้ง ไอพลังัแผ่ออกมาบดบังรอบกายของเขา หลัวเลี่ยนั่งขัดสมาธิบนพื้น โดยขาขวาวางทับบนขาข้างซ้าย มือขวาของเขาวางลงมาอย่างสบายๆ หัวของเขาก้มต่ำลงเล็กน้อย ผมสีดำขลับของหลัวเลี่ยปลิวไสว และผ้าคลุมวีรชนก็พลิ้วไหวขึ้นไปในอากาศ ภาพเงาอันน่าทึ่งนี้ได้ตราตรึงอยู่ในใจของทุกคนยากที่จะลบออกได้