โครม! เพล้ง! ตึง!
เสียงข้าวของหล่นกระแทกพื้นดังสนั่นออกมาจาก “ห้องเก็บของ” ใต้ถุนเรือน ฝุ่นละอองลอยคลุ้งออกมาเป็โขมงราวกับเกิดเพลิงไหม้
“แค่กๆ! เจอแล้ว! อันนี้แหละใช่เลย!”
เสียงหวานะโก้องอย่างดีใจ ก่อนที่ร่างระหงในชุดไทยเดิม (ที่บัดนี้โจงกระเบนถลกสูงขึ้นมาเหนิือเข่าอย่างไม่รักสวยรักงาม) จะโผล่ออกมาพร้อมกับ... ไหกระเทียมดองปากบิ่น ใบเก่าคร่ำครึ
“คุณหนู! วางลงเถิดเ้าค่ะ! นั่นมันไหไหว้ผีบรรพบุรุษ... เอ้ย ไม่ใช่ ไหดองผักเก่าเก็บ สกปรกจะตายไป!” ป้าจวงหวีดร้อง ยกมือทาบอก จะเป็ลมวันละสามรอบ
เอื้องขวัญปัดฝุ่นออกจากหน้า (ทำให้หน้าขาวๆ กลายเป็หน้าแมวเพราะคราบดำ) ยิ้มร่า
“สกปรกอะไรกันป้า นี่แหละ ‘ห้องเครื่อง’ ชั้นดี! ก้นมันร้าวพอดี น้ำหยดได้สะดวก ไม่ต้องเจาะให้เมื่อย!”
เธอกอดไหใบนั้นไว้แนบอกราวกับเป็สมบัติล้ำค่า ก่อนจะหันไปสั่งงานนังจุกที่ยืนตัวสั่นงันงก
“จุก! ไปที่โรงครัว ไปเอา ถ่านหุงข้าว มาให้ข้าหนึ่งกระบุง... อ้อ! เอาสากกะเบือมาด้วยนะ ข้าจะเอามาตำ!”
“ตำ?” นังจุกตาโต “คุณหนูจะตำถ่านกินแก้ท้องอืดหรือเ้าคะ?”
“โอ๊ย! จะเอามาตำให้มันละเอียด! จะเอามาทำตัวดูดซับสารพิษ... เอ่อนั่นแหละ ไปเอามาเร็วๆ เข้า!”
นังจุกวิ่งหายไปทางโรงครัว สักพักก็ได้ยินเสียงแม่ครัวโวยวายไล่หลังมา แต่สุดท้ายนังจุกก็แบกกระบุงถ่านดำเมี่ยมกลับมาจนได้
เอื้องขวัญไม่รอช้า เธอสั่งให้บ่าวชายสองคนไปขน ทราย และ กรวด จากกองวัสดุที่โรงหล่ออิฐมาเทกองไว้ที่ลานดินหน้าเรือน
แดดบ่ายเริ่มคล้อยลง แต่ความร้อนแรงของวิศวกรสาวกลับพุ่งสูงขึ้น
เธอนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นดิน (ท่านั่งที่ทำให้แม่นายจันทร์ต้องลมจับถ้ามาเห็น) ตรงหน้ามีกองทราย กองกรวด และกองถ่านดำปี๋
“เอาล่ะ... เริ่มการคัดแยกวัสดุ!”
เอื้องขวัญเริ่มปฏิบัติการด้วยความชำนาญ เธอใช้ตะแกรงร่อนแป้ง (ที่ไปจิ๊กมาจากในครัว) มาร่อนทรายเพื่อแยกเม็ดทรายละเอียดออกจากเศษหินดินปนเปื้อน
แกรกๆๆ... แกรกๆๆ...
เสียงร่อนทรายดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้ามุ่งมั่นจริงจัง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผม
ถัดมาคือกองถ่าน เธอคว้าสากกะเบือขึ้นมา แล้วเริ่มทุบถ่านให้แตกเป็ก้อนเล็กๆ พอประมาณ ไม่ให้ละเอียดเป็ผงฝุ่น แต่ก็ไม่ให้ใหญ่จนเกินไป
ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก!
เศษถ่านกระเด็นเลอะแขนเลอะเสื้อ แต่เอื้องขวัญไม่สนใจ เธอกำลังคำนวณพื้นที่ผิวัั (Surface Area) ของถ่านกัมมันต์ในหัวอย่างเมามัน
ในขณะที่เอื้องขวัญกำลังเพลิดเพลินกับงานช่าง บ่าวไพร่ที่แอบดูอยู่ห่างๆ เริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันหนาหู
“เฮ้ย... เอ็งดูสิ แม่หญิงเอื้องขวัญแกเป็กระไรไปวะ?” ไอ้จ้อย เด็กวัดท้ายเรือนกระซิบถาม
“ข้าว่า... ผีเข้าแน่ๆ” ป้าสาย แม่ครัวหัวป่าก์วิเคราะห์ “เมื่อกี้แกมาแย่งถ่านข้าไป ตาลุกวาวเชียว คนดีๆ ที่ไหนจะมานั่งเล่นดินเล่นทราย เล่นถ่านดำปี๋เยี่ยงเด็กสามขวบ”
“หรือจะเป็... ผีปอบ?” นังจุกเสนอความเห็น (ทั้งที่เพิ่งโดนใช้มา) “เห็นเขาว่าปอบชอบกินไส้ แต่นี่อาจจะเป็ปอบพันธุ์ใหม่ ชอบกินถ่าน?”
“ว้าย! อย่าพูดให้ข้าขนลุก!”
เสียงซุบซิบเ่าั้ไม่ได้เข้าหูเอื้องขวัญเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้ในหัวของเธอกำลังลำดับชั้นการกรองอย่างแม่นยำ
‘กรวดใหญ่ไว้ล่างสุดเพื่อกันทรายไหล... ตามด้วยกรวดเล็ก... ทรายหยาบ... ทรายละเอียด... และชั้นบนสุด พระเอกของเรา... ถ่านคาร์บอน!’
เอื้องขวัญยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ มองดูวัตถุดิบที่เตรียมพร้อม
เนื้อตัวมอมแมม หน้าตาเปื้อนคราบถ่าน มือดำปี๋เหมือนเพิ่งไปขุดเหมืองถ่านหินมา แต่แววตาของเธอกลับเป็ประกายสดใสที่สุดั้แ่ข้ามภพมา
“เสร็จล่ะ... เตรียมตัวพบกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้เลยทุกคน!”
เอื้องขวัญลุกขึ้นยืน ปัดมือแปะๆ ฝุ่นถ่านฟุ้งกระจายจนไอ้จ้อยที่แอบดูอยู่ต้องจามออกมา
“ฮัดชิ้ว!”
เอื้องขวัญหันขวับไปมอง แล้วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวตัดกับหน้าดำๆ
“อ้าว! มากันพอดี... พวกเอ็งน่ะ มาช่วยข้ายกไหใบนี้ไปตั้งบนตุ่มน้ำที เดี๋ยวนี้เลย!”
เหล่าไทยมุงสะดุ้งโหยง รีบกระวีกระวาดเข้ามาช่วยด้วยความกลัว (กลัวผีปอบกินถ่านจะอาละวาด)
เครื่องกรองน้ำรุ่นประวัติศาสตร์ กำลังจะถูกประกอบร่างแล้ว!
