คนที่อยู่ในห้องนั้นต่างก็เป็เหล่ายอดฝีมือ เหตุใดพวกเขาจะฟังนัยยะในคำพูดของผู้าุโไม่ออก ชายในเสื้อคลุมสีดำคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อรอรับคำสั่งในทันที “นายท่าน โปรดอนุญาตให้พวกข้าน้อยกลับไปที่ซงเยวี่ยหนานลู่เพื่อรีบไปตามหาหญ้านิรันดร์ [1] พวกข้าน้อยจะต้องหากลับมาให้นายท่านได้อย่างแน่นอน”
“ฝันไปเถอะ พวกเ้าก็เป็แค่คนไม่รู้เื่ที่สมควรตายแค่ไม่กี่คน!” ไม่ทันที่กงจื้อิจะได้พูดอะไร ผู้าุโอดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าเองก็ไปหาแล้วมากกว่าครึ่ง ที่หาเจอก็มีแค่ร่องรอยของจิ้งจอกเงินเท่านั้น ข้าจึงทำได้แค่รอเวลาที่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนผลัดเปลี่ยน จิ้งจอกเงินเ่าั้ก็จะออกมาหาอาหารโดยดมกลิ่นตามหาหญ้านิรันดร์ ดังนั้นข้าแค่ตามจิ้งจอกเงินไปก็จะเจอหญ้านิรันดร์ไปโดยปริยาย ปรากฏว่าพวกเ้าสองคนไม่ทันพูดอะไรก็จับข้าวิ่งกลับมาที่นี่ ไม่แน่ว่าตอนนี้หญ้านิรันดร์อาจเข้าไปอยู่ในท้องของจิ้งจอกเงินไปเรียบร้อยแล้วก็ได้”
ชายในเสื้อคลุมสีดำทั้งสามมองหน้ากันด้วยความรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิด แม้ว่าทุกคนในโลกจะรู้ว่าฝีมือการต่อสู้ของหมอหัตถ์เทวดานั้นจะเพียงพอแค่เอาชีวิตรอด ทว่าคนที่แก้พิษได้ก็ย่อมที่จะวางยาพิษได้เช่นกัน พวกเขาเองก็เกรงว่าจะต้องเสียสละพี่น้องไปโดยเปล่าประโยชน์ถึงได้ตกลงใช้แผนเหล่ยถิงซึ่งก็คือแอบดักซุ่มโจมตีและทำได้สำเร็จ จากนั้นก็รีบจับตัวผู้าุโกลับมาทันที ไหนเลยจะมีเวลาไปสนใจถามไถ่ว่าผู้าุโมาทำอะไรท่ามกลางป่าเขาแห่งนี้กันแน่
ท่านลุงอวิ๋นจ้องไปที่ทั้งสามอย่างดุดัน แต่ท้ายที่สุดท่านลุงอวิ๋นก็รู้ดีว่าพวกเขาตั้งใจเต็มที่เพื่อจะคุ้มครองนายน้อยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงส่งสัญญาณให้ติงเหว่ยรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยมองไปที่ผู้าุโที่มีน้ำโหแต่กลับยังไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนแต่อย่างใด นางจึงยิ้มและพูดว่า “ท่านลุงโปรดวางใจ หญ้านิรันดร์นั้นมิใช่ว่าต้องรออีกครึ่งเดือนถึงจะเติบโตได้เต็มที่หรือ? พรุ่งนี้เดี๋ยวเราค่อยรีบไปแต่เช้าก็ยังทัน อีกอย่าง์ย่อมตอบแทนคนขยันหมั่นเพียร เกรงว่า์จะรับรู้ถึงความจริงใจของท่านลุง บางทีอาจทำให้หญ้านิรันดร์นั้นเติบโตช้าไปอีกสักวันสองวันก็เป็ได้”
ผู้าุโเมื่อได้ฟังติงเหว่ยพูดเอาใจ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “สาวน้อยคนนี้ช่างเจรจาเสียจริง เอาเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะไปวาดรูปมาให้ แล้วพวกเ้าก็ออกไปตามหาหญ้านิรันดร์ ขอแค่หากลับมาได้ข้าก็จะเริ่มเตรียมยาแก้พิษในทันที”
ทุกคนมองไปที่กงจื้อิ หนึ่งปีกว่าแล้วที่พวกเขากระวนกระวายใจและวันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นแสงสว่าง ทุกคนต่างก็กระสับกระส่ายราวกับว่าถ้าหายใจแรงกว่านี้สักนิดก็จะทำให้แสงแห่งรุ่งอรุณใจนหนีไป
กงจื้อิใช้มือทั้งสองข้างััไปที่เอวและขาที่ไร้ความรู้สึก เขานิ่งเงียบอยู่นานและก็ออกคำสั่งว่า “ยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่ม เหลือคนเอาไว้สี่คนเพื่อคอยปกป้องที่นี่อย่างลับๆ ที่เหลือให้ไปทีู่เาทั้งหมด”
“ขอรับ นายท่าน”
เขาจะลองทุ่มหมดหน้าตัก เดิมพันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีและต่อสู้อย่างสุดกำลังสักตั้ง
ในที่สุดใบหน้าของผู้าุโก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็บิดี้เีแล้วะโว่า “เดินทางมายากลำบาก กระดูกของคนแก่อย่างข้าแทบจะพังทลายไปแล้ว จัดสถานที่อยู่ให้ข้าด้วย”
ติงเหว่ยรีบมองไปทางท่านลุงอวิ๋นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านลุงอวิ๋น ห้องฝั่งตะวันออกมิใช่ยังว่างอยู่หรอกหรือ? เดี๋ยวอุ่นตี้หรงสักหน่อยแล้วให้ท่านลุงอยู่ที่นั่นได้พอดีเลย วันก่อนข้าทำเสื้อให้ท่านพ่อชุดหนึ่ง เราเอาให้ท่านลุงใช้เปลี่ยนก่อน ส่วนที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยปรึกษากันเพิ่มเติม ดีหรือไม่?”
ท่านลุงอวิ๋นเดาความคิดของติงเหว่ยออกอย่างง่ายดาย เคยมีคนพูดประโยคหนึ่งเอาไว้ได้ดีว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปนานๆ ก็จะเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน นี่ไม่ได้หมายถึงระหว่างชายและหญิงเท่านั้น ต่อให้เป็คนแปลกหน้าที่มาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันและกินอยู่ที่เดียวกัน อย่างไรก็ต้องทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นถึงสามส่วน หากว่าอีกครึ่งเดือนยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่มไม่สามารถนำหญ้านิรนดร์กลับมาได้ ไม่แน่ว่าบางทีหมอเทวดาท่านนี้อาจเห็นแก่ความรู้สึกดีๆ และยื่นมือช่วยเหลือแก้พิษก็เป็ได้
“ตกลง เช่นนั้นก็จัดให้อยู่ที่ห้องฝั่งตะวันออก เครื่องนอนและของใช้ล้วนเป็ของใหม่ทั้งหมด อีกอย่างตอนกลางวันก็ทำความสะอาดห้องไว้แล้วด้วย”
ผู้าุโได้ยินเช่นนั้นก็เดินเอามือไพล่หลังออกไป ขณะที่กำลังจะเดินออกจากธรณีประตูไปแต่แล้วเขาก็หันกลับมามองที่ติงเหว่ย “แม่นางน้อยคนนี้ ต่อไปให้เ้าเรียกข้าว่าลุงเหว่ย เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะเตรียมตำรับยาเพื่อปรับสมดุลให้ เ้าให้นายของเ้าออกเงินไปซื้อสมุนไพรมา วันนี้เ้าลำบากเพื่อเขาไม่น้อย และนี่ก็เป็สิ่งที่เ้าควรได้รับตอบแทน”
ติงเหว่ยได้ฟังแล้วก็หน้าแดงทันที ถึงแม้นางจะปฏิบัติต่อท่านผู้าุโอย่างกระตือรือร้นและสนิทสนม แต่มากกว่าครึ่งก็เป็เพราะคาดหวังให้เขาช่วยแก้พิษให้กงจื้อิ หากจะพูดขึ้นมาก็ขาดความจริงใจจริงๆ นางก้มตัวลงและคำนับเพื่อขอโทษ แต่ท่านผู้าุโเหว่ยกลับโบกมือไปมา แล้วก็ก้าวออกนอกประตูไป
หลินลิ่วรีบตามออกไปและนำผู้าุโไปที่ห้องตะวันออกในทันที
เหลือไว้เพียงทุกคนในห้องที่ไม่มีใครพูดอะไรเป็เวลานาน จากนั้นก็มองไปยังติงเหว่ยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่ทุกคนพยายามทุกวิถีทางทั้งใช้ไม้นวมและไม้แข็ง แต่อย่างไรผู้าุโก็ไม่ยอมรับปาก คาดไม่ถึงว่าติงเหว่ยแค่ทำอาหารและพูดจาอย่างนุ่มนวลไม่กี่ประโยคก็จัดการเกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ หรือว่านางกับผู้าุโเหว่ยจะมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน ทำให้ถูกชะตากันเช่นนั้นหรือ?
ติงเหว่ยเก็บถ้วยกับตะเกียบเสร็จแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสีหน้าของทุกคนก็เดาออกได้มากกว่าครึ่ง นางคิดไปคิดมาแล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเคยได้ยินคนเล่าเื่หนึ่งว่า มีอยู่วันหนึ่งลมเหนือและพระอาทิตย์แข่งขันกันว่าใครจะทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาถอดเสื้อกันหนาวออกได้ ลมเหนือออกแรงพัดอย่างสุดแรงจนแทบจะหอบต้นไม้ออกไปทั้งต้น แต่แล้วคนที่ผ่านไปผ่านมากลับกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้นไปอีก ทว่าพระอาทิตย์กลับไม่ได้ทำอะไร เขาแค่ส่องแสงอยู่บนศีรษะของคนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างเงียบๆ ผ่านไปไม่ทันไรคนเ่าั้ก็ร้อนจนต้องถอดเสื้อกันหนาวออกมา ทฤษฎีเ่าั้ข้าเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากมาย ข้าแค่รู้สึกว่าท่านลุงเหว่ยเดินทางมาตั้งไกล จะต้องเหนื่อยล้าและหิวโหยอย่างแน่นอน ข้าจึงทำอาหารต้อนรับ จากนั้นค่อยขอร้องก็เท่านั้น”
หลังจากพูดจบ นางก็หยิบกล่องอาหารแล้วเดินออกไป…
……
กงจื้อิมองดูเงาหญิงสาวคนนั้นเดินอ้อมฉากกั้นลมและค่อยๆ หายไป ดวงตาสีดำขลับทั้งคู่กลับร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าหญิงสาวคนนี้จะเป็สิ่งมีชีวิตที่มีมนต์ขลังอยู่จริงๆ ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่านางฉลาดเฉลียว แต่ยิ่งรู้จักกันนานเท่าไรก็ยิ่งค้นพบความพิเศษของนาง แม้ว่านางจะใช้เวลาทั้งวันอยู่รอบเตาและตะกร้าเย็บผ้าเหมือนหญิงสาวทั่วไป แต่ความฉลาดเฉียบแหลมของนางก็น่ากลัวไม่เบา หากว่านางเป็บุรุษเกรงว่าบางทีบนโลกใบนี้อาจไม่มีสกุลกงจื้อ และไม่มีสกุลซือหม่า!
“ลุงอวิ๋น ข่าวจากซีจิงบอกว่าซือหม่าเชวี่ยนได้บุกเข้าไปในจวนของขุนนางระดับสามหลายคนอย่างนั้นหรือ?”
“ขอรับ นายน้อย ข้าได้ยินมาว่าชายที่อายุเกินสิบแปดปีล้วนถูกตัดศีรษะ ญาติผู้หญิงของพวกเขาเข้าร่วมกับสำนักการสังคีต ตอนนี้สถานการณ์ในซีจิงกำลังคับขัน มีเพียงไม่กี่คนที่ยังเดินไปเดินมาบนท้องถนน” ท่านลุงอวิ๋นไม่รู้ว่านายท่านจะถามเื่นี้ขึ้นมา แต่เขาก็ยังคงตอบอย่างระมัดระวังเช่นเดิม
กงจื้อิพยักหน้าสองสามครั้งและออกคำสั่งว่า “ส่งสารไปยังฝ่ายคลังและฝ่ายข่าวกรองทั้งสองกลุ่มให้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าของแต่ละครอบครัว และหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อเลี้ยงดูพวกเขาด้วย”
ในที่สุดท่านลุงอวิ๋นก็เข้าใจในเจตนาของนายน้อย และเขาก็พูดยกย่องซ้ำไปซ้ำมาว่า “นายน้อยเป็คนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ”
กงจื้อิกลับส่ายหัวและดวงตาของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง “ก็แค่หยิบยืมคำพูดของคนอื่นมาใช้ก็เท่านั้น ไปเตรียมพู่กันและหมึกมา ข้าจะเขียนจดหมายสักสองสามฉบับ”
หลังจากพูดจบ เขาหันไปหาเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วพูดว่า “ใน่หลายเดือนที่ผ่านมานี้คงลำบากพวกเ้าไม่น้อย พักผ่อนดีๆ สักคืนแล้วพรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า หลังจากยี่สิบวัน ต่อให้หาหญ้านิรันดร์ไม่เจอก็ต้องกลับมา ข้าทำของเล่นบางอย่างไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน เดี๋ยวจะให้หลินลิ่วเอามาให้พวกเ้า ในป่าในเขามีอันตรายรอบด้านจะได้มีอะไรช่วยให้เอาตัวรอดเพิ่มอีกสักอย่าง”
“ขอบคุณนายท่าน” ชายทั้งสามคนในชุดดำคุกเข่าลงและคำนับอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นขอตัวออกไป…
……
่เวลาที่สวยที่สุดในโลกนี้ก็คือเดือนสี่ เนื่องจากมีบรรยากาศที่สดใสของฤดูใบไม้ผลิ ต้นหญ้าที่สูงชะลูด นกกระจิบบินไปมา ูเาและป่าไม้เขียวขจี ความหนาวเย็นของฤดูหนาวและความกังวลในฤดูใบไม้ผลิได้จางหายไป แสงแดดก็ส่องมายังผู้คนที่สัญจรไปมาด้วยความอบอุ่นเป็พิเศษ แมลงหลากสีหลายชนิดที่มุมของลานบ้านแต่ละแห่งก็เริ่มส่งเสียงร้องออกมาด้วยเช่นกัน
ทั่วทั้งบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างูเาแห่งนี้ ชาวไร่ชาวนาที่พักผ่อนมาตลอดทั้งฤดูหนาวได้ทยอยกันออกจากบ้านไปกระจายอยู่ตามที่นาของตนเอง ที่นาของบางคนก็อุดมสมบูรณ์ บางคนก็แห้งแล้ง พวกเขายุ่งไม่น้อย ทั้งหมักปุ๋ย ขุดร่อง และหว่านเมล็ด ในใจก็ภาวนาให้์ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ความอบอุ่นและอิ่มท้องของคนแก่และเด็กทั้งครอบครัวได้ถูกฝังลงไปในดินรอเวลาเติบโต
สกุลอวิ๋นไม่ได้ซื้อที่นาบริเวณใกล้เคียง ดังนั้นจึงไม่ต้องยุ่งกับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิแต่อย่างใด ทว่าทั้งนายทั้งบ่าวต่างก็ไม่มีใครแอบี้เีเลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเอง ยุ่งอยู่กับการทำงานแต่ก็ยังคงเงียบสงบอย่างมีระเบียบ
ติงเหว่ยมองดวงอาทิตย์ที่อยู่สูงเสียดฟ้า ทำให้ใต้ชายคาอบอุ่นเป็อย่างมาก อวี้ฉือะโเรียกเฉิงเหนียงจื่อให้หยิบเสื่อน้ำมันและผ้าห่มเก่าๆ มาวางคลุมทับด้วยผ้าห่มอีกชั้น จากนั้นก็วางอันเกอเอ๋อร์และเอ้อร์หวาลงไป้า ทำให้พวกเขาคลานเล่นไปมาได้อย่างอิสระ
ต้าหวาเป็พี่ชายที่ดี หลังจากฟังคำสั่งของมารดาแล้ว เขาก็เฝ้าอยู่ข้างๆ น้องชายและนายน้อยอย่างตั้งใจ หากว่าพวกเขากลิ้งไปถึงขอบผ้าห่มก็จะช่วยหมุนตัวกลับไปอีกฝั่งให้
เอ้อร์หวาบางทีอาจเสียเปรียบตอนที่อยู่ในครรภ์ของมารดาไปหน่อย เดิมทีหน้าตาดูอ่อนแอราวถั่วงอกไม่มีผิด ผ่านไปสองเดือน ยามนี้ถูกเลี้ยงดูจนอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเขายังสวมชุดเล็กๆ สีน้ำเงิน ดูเซ่อซ่าและน่ารักไม่เบา
ส่วนอันเกอเอ๋อร์มีพื้นฐานร่างกายดีมาั้แ่แรก กินได้เยอะและนอนหลับได้ดี เมื่อเทียบกับเอ้อร์หวาแล้วเขาสูงและตัวใหญ่กว่าหนึ่งเท่า เขาสวมชุดทำจากผ้าดิ้นสีแดงที่แม่นางหลี่ว์เย็บด้วยตนเอง ที่คอของเขาใส่สร้อยคอเงินที่ท่านลุงอวิ๋นให้ และที่สร้อยคอมีจี้สีเงินที่แกะสลักคำมงคลว่าอายุมั่นขวัญยืนห้อยอยู่ ข้อมือเล็กของเขาก็ใส่กำไลเงินข้างละหนึ่งเส้น บางทีหัวเราะและขบกัดหมัดของเขาไปด้วย ท่าทางอ้วนตุ๊ต๊ะของเขาในขณะนั้นเหมือนเหนียนฮว่าหวาหว้า [2] ไม่มีผิด ทำให้ติงเหว่ยที่นั่งเด็ดผักอยู่ด้านข้างก้มหน้าลงมาและหอมแก้มลูกชายของนางอย่างหมั่นเขี้ยว
อันเกอเอ๋อร์กำลังคลานอย่างมีความสุข ทันใดนั้นจู่ๆ ก็ถูกท่านแม่กอดอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจึงเตะเท้าไปมาด้วยความไม่พอใจ เมื่อเอ้อร์หวาที่อยู่ด้านข้างเห็นเข้าก็สงสัย และยกไม้ยกมือไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน
เมื่อเฉิงเหนียงจื่อที่กำลังเย็บผ้าอยู่เห็นดังนั้น นางจึงรีบเข้าไปอุ้มลูกชายกลับไป ติงเหว่ยพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เ้าทำอะไรทำไมต้องระมัดระวังขนาดนั้น? พวกเขาล้วนแต่เป็เด็กไม่ประสีประสา ปล่อยให้พวกเขาเล่นกันไปเถอะ”
เฉิงเหนียงจื่อหน้าแดงและยิ้มออกมานิดหน่อย แต่อย่างไรนางก็ไม่อาจปล่อยผ่านลูกชายไปได้ ในใจของนางรู้สึกว่าต่อให้นายหญิงจะดีกับพวกเขาทั้งครอบครัวสักแค่ไหนแต่อย่างไรก็เป็เ้านายพวกเขาไม่สามารถที่จะไม่เคารพได้ ต่อให้คุณชายน้อยจะยังเป็เด็กตัวน้อยที่น้ำลายไหลอยู่ก็ตาม
ติงเหว่ยยิ้มและส่ายหัว นางไม่พูดอะไรมาก จากนั้นก็มองไปที่บานหน้าต่างที่กำลังเปิดอยู่ครึ่งหนึ่งในห้องหลัก ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะเกือบทั้งเช้า หากเป็อย่างนั้นต่อไปเอวและขาที่เดิมทีก็ไร้ความรู้สึกของเขาจะต้องทนไม่ไหวอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงลุกขึ้นและเดินเข้าไปยกมือเพื่อเปิดบานหน้าต่าง และทักทายด้วยรอยยิ้มว่า “นายน้อย วันนี้อากาศแจ่มใส ออกไปเดินเล่นกันสักรอบสองรอบเถอะ!”
กงจื้อิกำลังขมวดคิ้วและเขียนจดหมาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเ็า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินใครบางคนทักทายจึงหันกลับไปมอง ราวกับว่าแสงแดดที่เต็มลานบ้านตกกระทบลงไป ที่ร่างกายและมือของนางโดยตรง ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นเป็พิเศษ
เขามองหญิงสาวที่ถูกอาบไปด้วยแสงแดดอีกครั้ง รู้สึกราวกับว่าทั้งตัวของหญิงสาวคนนั้นกำลังเปล่งประกายออกมา รอยยิ้มที่มีความสุขและสดใสของนางทำให้เขาพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว “ตกลง”
ติงเหว่ยยิ้มพลางโบกมือให้เฟิงจิ่วที่อยู่ที่มุมห้อง “รีบไปช่วยนายน้อยเตรียมไม้ค้ำยันมาเร็วเข้า ออกไปเดินเล่นสักรอบสองรอบก็จะถึงเวลากินข้าวแล้ว ผักป่าวันนี้สดมากเป็พิเศษ ข้าจะห่อเกี๊ยวน้ำหลายๆ ชามแล้วก็แบ่งให้เ้าชามหนึ่งด้วย”
เฟิงจิ่วตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และในที่สุดก็วิ่งไปเอาไม้ค้ำยันออกมา หลังจากนั้นก็ช่วยพยุงนายท่านของเขาออกจากห้อง เมื่อเห็นว่าติงเหว่ยเข้ามารับ่ต่อแล้ว เขาก็ยกมือปาดเหงื่อเย็นๆ ออกจากศีรษะ
นายท่านเป็คนที่เกลียดเวลาถูกคนอื่นรบกวนตอนกำลังใช้ความคิดที่สุด เมื่อก่อนตอนยังอยู่ที่ซีจิงเคยมีสาวใช้คนหนึ่งที่พอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้างถูกไล่ทุบตีออกไปด้วยเหตุผลนี้ เมื่อครู่เขายังใจนเกือบจะไปขอความเมตตาแทน คิดไม่ถึงว่านายน้อยไม่เพียงแต่ไม่โกรธทั้งยังวางมือจากหน้าที่และออกไป
นี่หมายความว่าอาจารย์ชอบพี่ติงขึ้นมาจริงๆ นิดหน่อยใช่หรือไม่...
ติงเหว่ยไม่รู้ว่าเฟิงจิ่วกำลังแอบเริ่มนินทาอีกครั้ง นางพากงจื้อิไปเดินสองรอบ จากนั้นก็ะโสั่งให้เฉิงเหนียงจื่อพาอันเกอเอ๋อร์ไปปัสสาวะ และติงเหว่ยก็ไปเตรียมอาหาร
……
ปรากฏว่าประตูไม้แกะสลักของห้องตะวันออกกลับเปิดออกและมีเสียง “แอ๊ด” ผู้าุโเหว่ยเดินออกมาจากด้านในห้อง เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อวาน เขาเปลี่ยนชุดใหม่ หวีผม และตัดหนวดเครา ในชั่วพริบตาเดียวจากขอทานก็เปลี่ยนเป็หมอเทวดาาุโในตำนาน
-----------------------------------------
[1] หญ้านิรันดร์ 不老草 หมายถึง พืชสมุนไพรหายากที่ส่วนใหญ่เป็กาฝากบนรากของต้นไม้ชนิดหนึ่งบนหน้าผาสูงชัน กลีบดอกเป็สีม่วงแดงเข้ม ช่อดอกแหลมและซ้อนกันเป็ทรงพุ่มอย่างเป็ระเบียบ จัดได้ว่าเป็พืชสมุนไพรหายากในูเาฉางไป๋ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านผลทางเภสัชวิทยาที่เป็เอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ตามความเชื่อจากนิทานพื้นบ้าน “หญ้านิรันดร์” มีผลมหัศจรรย์ในการบำรุงไตและเสริมสร้างหยาง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำไส้และเป็ยาระบาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาว และเป็ะ เนื่องจากมีวิธีการเจริญเติบโตแบบพิเศษ มีระยะการกระจายตัวที่แคบ และเป็พืชกาฝาก
[2] เหนียนฮว่าหวาหว้า 年画娃娃 หมายถึง เด็กผิวขาวตัวอ้วนที่ถือปลาคาร์ปในรูปตอนปีใหม่ ซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งความมงคล โดยมีความหมายว่ามีกินมีใช้ทุกปี