บทที่ 122 หลิงอู่มาแล้ว
“มีเบาะแสเป็พอ” ฉินชูพยักหน้า ถึงแม้เบาะแสจะไม่ได้ละเอียดนัก แต่อย่างน้อยก็มีเบาะแสและทิศทาง หากตรวจสอบต่อไปย่อมพบข้อเท็จจริง
“เ้ากลับไปพักก่อน อย่าให้จิตใจว้าวุ่น รอให้ผู้เฒ่าโม่ฟื้นฟูพลังขึ้นมาบ้าง ค่อยมาพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดกับเ้า เขาเป็คนที่เข้าใจเื่ในยุทธภพดีที่สุดในสำนักชิงหยุนของเรา” หลิงหยุนจื่อกล่าวกับฉินชู
ฉินชูโค้งตัวเล็กน้อยคำนับไปทางศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ ก่อนหันขวับเดินจากไป
ในห้วงความคิดของฉินชูมีแต่ภาพเหตุการณ์อันน่าเศร้าเ่าั้ เขาไม่รู้ว่าตัวด้วยซ้ำว่ากลับถึงผาหินตัดได้อย่างไร
ก่อนจะออกจากูเา ฉินชูคิดว่าตัวเองถูกท่านผู้เฒ่าเก็บมาเลี้ยง เขาไม่มีความรู้สึกผูกพันกับคนในครอบครัวตัวเอง แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองมีครอบครัว ความรู้สึกที่ฉินชูมีต่อคนในครอบครัวก็เบาบางมาก มีเพียงความว่างเปล่า แค่คิดยังนึกรูปลักษณ์หน้าตาไม่ออก จะไปมีความรู้สึกผูกพันได้อย่างไร แต่ในวันนี้ เขาได้เห็นความน่าเวทนา ได้เห็นความเศร้าโศก บุรุษชุดครามและสตรีชุดขาวผู้นั้นทุ่มเทเพื่อเขาอย่างไม่คิดชีวิต
“ไม่ว่าพวกท่านจะเป็ใคร มีความสัมพันธ์เช่นไรกับข้า สิ่งที่ผู้อื่นกระทำต่อพวกท่าน ข้าจะทวงคืนแทนมันเอง!” ฉินชูเหวี่ยงแขนทีหนึ่ง จากนั้นจึงััได้ว่าตรงอกร้อนรุ่มอย่างรุนแรง เขาจึงไปแช่ตัวในธารสายเล็กใต้ผาหินตัดอยู่พักหนึ่ง อาการก็ทุเลาลง
หลังจากกลับถึงเรือนไม้ ฉินชูไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาคิดว่าเื่บางอย่าง รอให้โม่เต้าจื่อฟื้นฟูกลับมาแล้วค่อยว่ากัน โม่เต้าจื่อดูออกว่าสตรีผู้นั้นเป็คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง เช่นนั้นย่อมวิเคราะห์เื่อื่นได้มากขึ้น
เมื่อไม่อาจสงบใจได้ ฉินชูจึงฝึกกระบี่อย่างคลุ้มคลั่งตรงหน้าเรือนไม้ เขาคิดจะใช้ความเหนื่อยล้านี้ทำให้ตัวเองสงบลง
ภายในศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ เขากำลังนั่งสมาธิรักษาอาการาเ็ ใบหน้าของเขาซีดเผือด สภาวะไม่ค่อยดีนัก หลิงหยุนจื่อจึงคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ
เมื่อใกล้ถึง่ฟ้าสาง โม่เต้าจื่อก็ลืมตาขึ้น
“ศิษย์พี่ ท่านเป็อย่างไรบ้าง?” หลิงหยุนจื่อเอ่ยถาม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“พลังเืลมเสียหายไปส่วนหนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเื่ราวจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ อาจเพราะเกี่ยวโยงกับเื่ค่อนข้างใหญ่โต ข้าจึงแบกรับผลตีกลับไม่ค่อยไหว” โม่เต้าจื่อกล่าว
“สตรีผู้นั้นเป็คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงหรือ?” หลิงหยุนจื่อเอ่ยถาม
“ใช่ ข้ามั่นใจว่านางเป็สมาชิกเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ตอนที่นางหนีออกจากป่าไผ่ วิหคเพลิงในรูปพลังที่ปรากฏด้านหลังนาง คือร่างหงส์เพลิงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง บุรุษชุดครามก็เป็คนของเผ่าเช่นเดียวกัน การโจมตีอย่างรุนแรงนั่น ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่มีทางทำได้” โม่เต้าจื่อพยักหน้า
“บุรุษชุดครามและสตรีชุดขาวทุ่มสุดชีวิตเพื่อปกป้องฉินชู พอจะเดาได้ว่าฉินชูมีความสำคัญต่อพวกเขายิ่งนัก หรือมีความเป็ไปได้ที่ฉินชูจะเป็บุตรของพวกเขา และมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเป็แน่” หลิงหยุนจื่อกล่าว
โม่เต้าจื่อหรี่ตามองออกไปนอกศาลาที่พัก “ความจริงระหว่างนั้นยังมีบุคคลสำคัญอีกหนึ่งคน ก็คือผู้สูงวัยที่เลี้ยงดูฉินชู หากข้าดูไม่ผิด ความเป็มาของเขาน่ากลัวยิ่งกว่า เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดบุคคลเยี่ยงเขาถึงเลี้ยงดูฉินชูอย่างสงบใจได้นานถึงสิบสี่ปี”
“ผู้สูงวัยชุดดำนั่นมีความเป็มาใหญ่โตมากหรือ?” หลิงหยุนจื่อมองโม่เต้าจื่อพร้อมเอ่ยถาม
“ใหญ่โตเป็อย่างมาก! หากเขา้า เพียงโบกมือก็ทำลายกลุ่มอิทธิพลในแคว้นหนานเหยียนได้อย่างง่ายดาย ถึงข้าไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อน แต่เคยได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเขา เขาไม่ควรปรากฏตัวในแคว้นหนานเหยียน ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เปรียบเสมือนน้ำวนที่ลึกมาก ไม่รู้ว่าฉินชูจะแบกรับไหวหรือไม่!” โม่เต้าจื่อทอดถอนใจ
หลิงหยุนจื่อไม่ได้กล่าวอะไร เดิมทีเขาคิดว่าฉินชูเป็เด็กที่ตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ใดทำหายไป แต่บัดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เช่นนั้น เป้าหมายของคนชุดดำกลุ่มนั้นคือฉินชู พวกมันคิดจะตัดรากถอนโคน แบบนี้เหี้ยมเกินไปแล้ว ตอนนั้นฉินชูเป็แค่เด็กทารกในผ้าห่อตัวเท่านั้น
“ไว้พาเขามาที่นี่ ข้าจะพูดคุยรายละเอียดกับเขาเอง ศึกต่อสู้ในภาพเหตุการณ์นั้นทั้งนองเื น่าเวทนา และน่าเศร้าสลดเกินไป ต้องส่งผลกระทบต่อเขาเป็อย่างมากแน่นอน” โม่เต้าจื่อกล่าว
ณ หน้าผาหินตัดบนยอดเขาชิงจู๋ ฉินชูฝึกฝนจนเหนื่อยล้าหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ฉินชูนอนอยู่บนพื้น จ้องมองท้องฟ้า เขาไม่อาจสลัดความรู้สึกเ็ปใจไปได้ บุรุษชุดครามและสตรีชุดขาวทุ่มเทเพื่อเขามากเกินไป หรือพวกเขาจะเป็คนในครอบครัวของตนเองกัน?
ใช่หรือไม่ใช่กันแน่?
หลิงหยุนจื่อมา แล้วเฝ้ามองฉินชูอย่างเงียบสงบครู่หนึ่ง เขารู้ว่าฉินชูได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจไม่น้อย
“ลุกขึ้น! ดูสภาพของเ้าสิ เป็ชายชาตรีไม่ว่าจะเผชิญกับเื่ใด ก็ต้องยิ้มแล้วแบกรับไว้ให้ได้” หลังจากมองฉินชูอยู่พักหนึ่ง หลิงหยุนจื่อจึงเอ่ยปากกล่าว
ฉินชูพยักหน้าทีหนึ่งก่อนลุกขึ้นยืน เขารู้ว่ายังคงต้องก้าวเดินต่อไป
“เราไปพบผู้เฒ่าโม่กันเถอะ เขามีเื่จะคุยกับเ้า” หลิงหยุนจื่อพาฉินชูมายังศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ
ตอนนี้แท่นบูชาหน้าศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อได้หายไปแล้ว ทุกสิ่งยังคงเหมือนก่อนหน้า สิ่งที่ต่างออกไปคือสีหน้าของโม่เต้าจื่อที่ดูขาวซีดเล็กน้อย
“ฉินชู ข้าบอกเล่าตามสถานการณ์ที่เห็นจากการย้อนนิมิตได้ โดยปกติแล้วการย้อนนิมิตด้วยแก่นโลหิตของเ้า จะสามารถย้อนนิมิตได้ถึง่เวลาที่เ้าถือกำเนิด แต่เพราะเกี่ยวโยงถึงเหตุการณ์ใหญ่โต มันจึงมีขีดจำกัด ป่าไผ่ที่พวกเราเห็นนั่นละขีดจำกัด ข้าไม่อาจตามหาเบาะแสก่อนหน้านั้นได้อีก บุรุษชุดครามผู้นั้นมีพลังต่อสู้แข็งกร้าว องอาจห้าวหาญ ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เขาน่าจะเป็คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้แสดงความสามารถที่เป็พร์ออกมา ข้าจึงวิเคราะห์ชาติกำเนิดได้ยาก แต่สตรีผู้นั้น ข้ายืนยันความเป็มาของนางได้ ตอนออกจากป่าไผ่ สิ่งที่นางใช้น่าจะเป็ร่างหงส์เพลิงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง เบาะแสน่าจะอยู่ที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ส่วนเื่อื่นคงหมดหวัง ข้าช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้” โม่เต้าจื่อกล่าวกับฉินชู
“ขอบคุณผู้เฒ่าโม่ที่ช่วยเหลือฉินชู” ฉินชูโค้งตัวคำนับผู้เฒ่าโม่
“จากนี้เ้าควรสงบใจไว้ก่อน ชาติกำเนิดของเ้าเกี่ยวโยงกับเื่ราวใหญ่โต เปรียบเสมือนน้ำวนขนาดใหญ่ หากเ้าะโเข้าไปในตอนนี้ เกรงว่าคงก่อให้เกิดคลื่นน้ำกระเพื่อมไม่ได้ด้วยซ้ำ” โม่เต้าจื่อมองฉินชูพร้อมกล่าว
“ศิษย์เข้าใจขอรับ” ฉินชูผ่อนลมหายใจออกมา เขาเพียงรู้สึกกดดันเล็กน้อย
โม่เต้าจื่อจึงบอกว่าเขาต้องฟื้นฟูพลังก่อน จากนั้นจึงค่อยพาฉินชูไปเข้าร่วมงานประลองของสี่สำนักใหญ่
ฉินชูพยักหน้า ถึงแม้จะรู้เบาะแสเื่ชาติกำเนิดของตนเองแล้ว แต่เื่บางอย่างที่ควรทำก็ยังต้องทำ
หลังออกจากศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ ยามมาถึงหน้าประตูขึ้นยอดเขาชิงจู๋ ฉินชูได้พบกับคนคุ้นเคย นั่นคือเฉียนหลิงอู่
“มาแล้วหรือ!” ฉินชูกล่าวทักทาย
“เอ่อ... ข้ามาแล้วเ้าไม่ดีใจหรือ?” สภาวะอารมณ์ของฉินชูไม่ค่อยดีนัก เื่นี้ทำให้เฉียนหลิงอู่ไม่เข้าใจ นางคิดว่าฉินชูไม่ควรเ็ากับนางเช่นนี้
“ใช่ว่าจะไม่ดีใจ พวกเราไปกันเถอะ!” ฉินชูพาเฉียนหลิงอู่มายังลานศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ จากนั้นจึงให้เอ้อพั่งสั่งคนไปเตรียมสุราอาหารมาให้เขา พร้อมทั้งกำชับว่าขอสุราปริมาณมากหน่อย
หลังจากมาถึงเรือนไม้ ฉินชูเชิญเฉียนหลิงอู่นั่งลง จากนั้นจึงต้มน้ำชงน้ำชา
“ฉินชู สภาวะอารมณ์ของเ้าไม่ค่อยปกติ ข้าทำสิ่งใดให้เ้าไม่พอใจหรือ?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
“ท่านมาหาข้า ข้ารู้สึกยินดีมากจริงๆ แต่สภาวะอารมณ์ของข้าไม่ค่อยปกตินัก ข้าต้องปรับอารมณ์เสียก่อน” ฉินชูกล่าว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? บอกข้าได้หรือไม่ บางทีข้าอาจให้คำชี้แนะเ้าได้บ้าง!” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว
ฉินชูชงน้ำชาหนึ่งกา “พูดเื่ท่านก่อน ท่านมาเพราะเหตุใด?”
“เหตุใดข้าถึงมาไม่ได้? ข้ามาเพื่อพูดคุยกับสำนักชิงหยุน และที่สำคัญคือมาเยี่ยมเ้า” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว
