ไม่มีใครรู้ว่าอวิ๋นซีคุยอะไรกับอวิ๋นไห่ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือ หลังจากพูดคุยเสร็จ อวิ๋นไห่รีบเร่งกลับเมืองหลวงไปในคืนนั้น และแม้ว่าอวิ๋นเซ่าหลันกับโอวหยางเทียนหลานจะสงสัย แต่คนทั้งสองล้วนเป็คนฉลาด ไม่มีใครคิดถามอะไรให้มากความ
อวิ๋นซี จวินเหยียน และครอบครัวยังคงพักอยู่ที่บ่อน้ำร้อนจนกระทั่งวันที่หกเดือนหนึ่งถึงได้กลับไป ส่วนข่าวการสืบคดีลอบสังหารของทางฝั่งเมืองหลวงก็สามารถสืบหาข้อเท็จจริงได้จนกระจ่างแจ้งแล้ว ได้ยินมาว่า แท้จริงแล้วคนเ่าั้เป็โจรกลุ่มหนึ่งที่นอกเมือง มูลเหตุจูงใจของการลอบสังหารนี้มาจากเมื่อสองปีก่อนที่องค์ชายสี่พาคนไปถล่มรังพวกเขาจนราบ ด้วยความแค้นนี้ อีกฝ่ายที่หาตัวองค์ชายสี่ไม่เจอ จึงได้คิดจะจัดการกับจวินเหยียนผู้เป็หนิงอ๋องแทน
ตอนที่อวิ๋นซีได้ยินข่าวนี้ก็เป็ตอนที่นางกลับมาถึงจวนอ๋องแล้ว นางหัวเราะหึหึอย่างเ็า “เื่เช่นนี้จะหลอกได้ก็แค่พวกคนโง่เท่านั้น” คนเ่าั้ต้องเป็คนที่ฮองเฮาแอบชุบเลี้ยงไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่น่าประหลาดใจนัก คนเป็ถึงฮองเฮา แต่เหตุใดจึงต้องมีนักฆ่าฝีมือดีมากมายเพียงนี้ไว้ในมือ อีกฝ่ายคิดจะทำอะไร
ขณะที่จวินเหยียนกลับมีท่าทีสงบนิ่งเป็อย่างมาก เขาพูดเสียงขรึม “เื่นี้ให้สามีเป็คนจัดการเถอะ สามีจะสืบหาให้ชัดเจนอย่างแน่นอน”
นางอืมเรียบๆ ไปเสียงหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรต่อ
เช้าวันที่สองหลังจากที่พวกนางกลับมาเมืองหลวง อวิ๋นซีก็ได้พาเด็กทั้งสามเข้าวัง เพื่อไปถวายบังคมไทเฮา และในตอนที่หญิงชราเห็นอวิ๋นซีก็เข้ามาจับมือและไต่ถามอะไรอีกมากมาย กระทั่งแน่ใจแล้วว่าทุกคนไม่เป็อะไร นางถึงได้เบาใจลง “ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว พวกเ้าไม่รู้หรอก ตอนที่ได้ข่าวว่าพวกเ้าถูกลอบสังหาร คนแก่อย่างข้าหลับไม่ลงไปหลายวัน แม้ใจจะคิดอยากส่งคนไปที่บ่อน้ำร้อน พาพวกเ้ากลับมา แต่ฮ่องเต้ก็บอกว่า อีกไม่นานจวินเหยียนก็ต้องกลับมาทำงานเช่นเดิม และเหตุที่พวกเ้ายังไม่กลับมาโดยทันทีก็ย่อมไม่ใช่เพราะเป็อะไรไป ทั้งยังกำชับไม่ให้ข้าส่งคนไปรบกวนพวกเ้า”
อวิ๋นซีอมยิ้ม กล่าวว่า “การที่เสด็จย่าทรงเป็ห่วงพวกเราเพียงนี้ถือเป็วาสนาของหม่อมฉันและท่านอ๋องแล้วเพคะ พวกเราดีใจจริงๆ เพคะ” เมื่อพูดจบ อวิ๋นซีก็เดินเข้าไปคุกเข่าโขกศีรษะ “เป็ความผิดของหลานสะใภ้เองเพคะที่ทำให้เสด็จย่าต้องเป็กังวล”
ในชาติก่อนของนาง ไทเฮาดีกับนางด้วยความจริงใจ ส่วนตอนนี้ก็เป็เพราะจวินเหยียน คนจึงเปรียบได้ดังรักบ้านก็รักอีกาที่อยู่บนบ้านด้วย หญิงชราดีทั้งกับนาง หวานหว่าน และลูกชายทั้งสองจากใจจริง ด้วยเื่นี้ นางรู้ดี ถึงได้พยายามเตือนตนเองอยู่ตลอดว่าอย่าได้หลงระเริงไปกับความรูสึกนี้ เพราะยิ่งได้รับความสำคัญก็ยิ่งควรต้องรอบคอบระมัดระวังให้มากขึ้น
ไทเฮาหัวเราะอย่างสงวนกิริยาขณะประคองคนขึ้นมา เมื่อก่อนตอนนางอายุได้สิบสี่ปีก็ถูกบังคับให้ต้องเข้าวังมาอยู่กับฮ่องเต้พระองค์ก่อน จากนั้นก็ให้กำเนิดลูกชายสองคน ลูกสาวคนหนึ่ง ทว่าลูกสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นดีกลับมาป่วยตายไปเสียก่อน นี่นับเป็ความเ็ปที่ฝังลึกอยู่ในใจของนางมาโดยตลอด ก่อนที่ตอนหลังจะได้มาเจอกับสาวน้อยจากจวนเฉียวกั๋วกง แม่นางน้อยที่อ่อนโยนจิตใจดีผู้นั้นช่วยเติมเต็มจิตใจของนางที่รู้สึกติดค้างบุตรสาว
มิคาดวันหนึ่งที่นางไม่อยู่ในเมืองหลวง จะต้องได้รับข่าวร้ายของตระกูลเฉียวที่คนทั้งตระกูลถูกสังหารสิ้น ไม่มีเหลือรอด ส่วนแม่นางน้อยผู้นั้นก็ล้มป่วยจนตายจากไปทั้งแม่และลูก ทันทีที่รู้ข่าวนี้ ในใจนางก็เศร้าโศกจนเป็เหตุให้ล้มป่วยไปนาน
เดิมทีคิดว่า ชีวิตนี้คงไม่มีแม่นางคนใดให้นางชอบอีกแล้ว แต่ใครจะรู้ ภรรยาของจวินเหยียนจะดีเช่นนี้
“ตอนนี้เป็แม่ของลูกแล้ว อย่าได้เอะอะก็จะคุกเข่าท่าเดียวต่อหน้าข้าเลย อีกทั้ง ตอนนี้ก็อากาศหนาวนัก หากคุกเข่าจนเข่าเสีย เ้าเด็กจวินเหยียนนั่นต้องมาถามเอาความกับอายเจียอีกแน่” ไทเฮาพูดยิ้มๆ
อวิ๋นซีทำเพียงยิ้มน้อยๆ ถึงแม้ไทเฮาจะตรัสเช่นนี้ แต่ตัวนางย่อมไม่กล้ารับพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ ถึงแม้จวินเหยียนจะเป็พระนัดดาสายตรงของไทเฮา แต่ตัวนางก็ควรต้องยึดถือและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ และต่อให้จะมีวันใดที่เขาเกิดอคติต่อไทเฮาขึ้นมาจริงๆ ก็ย่อมไม่มีทางพูดออกมาเหมือนอย่างในตอนนี้ที่เขาโกรธแค้นฮองเฮา คนทำเพียงเก็บไว้ในใจ จะพูดออกมาไม่ได้เป็อันขาด
อวิ๋นซีฝากฉางรุ่ยฉางฮว๋ายไว้ที่ตำหนักของไทเฮา จากนั้นจึงพาหวานหว่านไปถวายบังคมฮองเฮาที่ตำหนักเฟิ่งอี้ต่อ ไม่ว่าเื้ัสตรีผู้นั้นจะทำอันใด แต่มารยาทก็ยังเป็สิ่งที่ควรมี นางจะขาดตกบกพร่องไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
ถึงกระนั้นในวันหน้าหากฮองเฮาคิดอยากจะทำอะไรขึ้นมา นางก็ยังต้องดูว่า ไทเฮาและเสี้ยวเหวินตี้จะยอมหรือไม่
เพียงแต่เมื่อเดินมาถึงตำหนักเฟิ่งอี้ อวิ๋นซีกลับคิดไม่ถึงว่า ผู้คนที่อยู่ในตำหนักจะครึกครื้นถึงเพียงนี้ เนื่องจากนางที่เพิ่งเดินไปถึงด้านนอกตำหนักกลับได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังลอดออกมา
รอจนนางกำนัลเข้าไปรายงานแล้ว อวิ๋นซีถึงได้พาหวานหว่านเข้าไป
ฮองเฮาสวมกงจวงสีแดงอมชมพูดอกท้อปักลายหงส์สีเหลืองอร่าม ทั้งร่างแลดูสง่างามและสูงส่ง ขณะนั้นในตำหนักเฟิ่งอี้แห่งนี้ยังมีฮูหยินโหวเฉิง ฮูหยินเฉิง รวมถึงเฉิงิฮุ่ย และเต๋อเฟยนั่งอยู่ด้วย
อวิ๋นซีหัวเราะเ็าในใจ สตรีตระกูลเฉิงนับว่าอยู่กันครบทุกคนแล้วสินะ?
ฮองเฮามองสองแม่ลูกที่เดินเข้ามาถวายบังคมตนอยู่ด้านล่าง มือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกำแน่นเข้า นังสตรีชั้นต่ำสมควรตาย! นางต้องสูญเสียคนไปกว่าสิบคน แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชีวิตของอีกฝ่ายได้ คนช่างดวงแข็งเสียจริง
นางมองอวิ๋นซี พูดขึ้นเรียบๆ “ลุกขึ้นเถอะ”
เมื่ออวิ๋นซีและหวานหว่านลุกขึ้นแล้วก็ได้ยินฮองเฮาพูดต่อไปว่า “เหตุใดไม่พาฉางรุ่ยฉางฮว๋ายมาด้วยเล่า? ”
ถึงแม้จะรังเกียจเคียดแค้นสตรีตรงหน้า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรฉางรุ่ยกับฉางฮว๋ายก็ถือเป็หลานชายของตน นางไม่เคยคิดจะลงมือกับลูกคนใดของจวินเหยียนทั้งนั้น ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้ชอบหวานหว่านที่มีบรรยากาศรอบตัวคล้ายอวิ๋นซีอย่างกับเป็คนคนเดียวกัน
อวิ๋นซียืนอยู่ตรงกลางตำหนักใหญ่ในท่วงท่าที่สง่างาม ตอบด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม “ตอบเสด็จแม่ ฉางรุ่ยฉางฮว๋ายล้วนอยู่ที่ตำหนักของเสด็จย่า ไทเฮาทรงไม่ให้หม่อมฉันพาเด็กๆ มา ตรัสว่าให้พวกเขาอยู่เป็เพื่อนพระองค์ที่ตำหนักสืออันเพคะ”
ฮองเฮาได้แต่หัวเราะในใจ เด็กสองคนยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อให้จะรั้งอยู่ที่ตำหนักสืออันก็ไม่อาจเป็เพื่อนคลายเหงาให้ไทเฮาได้ คนช่างเป็ยายแก่ที่ชอบขัดขวางไปเสียทุกเื่จริงๆ ถึงแม้ในใจจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา “ดี ทว่า ในเมื่อเ้าเองก็มาที่นี่แล้ว เปิ่นกงมีเื่อยากจะพูดกับเ้าอยู่พอดี”
อวิ๋นซีพยักหน้า “เสด็จแม่เชิญตรัสเพคะ”
ฮองเฮาชี้ไปยังสตรีในชุดกงจวงสีชมพูที่นั่งอยู่ด้านล่าง ก่อนจะพูดว่า “นั่นคือคุณหนูสายตรงจากตระกูลเฉิงโหว เฉิงิฮุ่ย เปิ่นกงคิดว่าจะรอให้ผ่านงานเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮาไปก่อน หลังจากนั้นก็จะให้จวินเหยียนตบแต่งเฉิงิฮุ่ยเข้าจวนหนิงอ๋อง เป็ผิงเฟย [1] ”
อวิ๋นซีได้ยินก็แทบอยากจะหัวเราะออกมาเสียจริงๆ เมื่อก่อนคิดจะแต่งเข้าเป็ชายารอง แต่ตอนนี้ถึงกับคิดจะเป็ผิงเฟยแล้ว นางมองเฉิงิฮุ่ยที่รูปลักษณ์งดงาม “เสด็จแม่ ั้แ่ที่แคว้นหนานเย่าของเราก่อตั้งราชวงศ์มาก็ยังไม่เคยมีท่านอ๋ององค์ใดแต่งผิงเฟยเข้ามาเลยนะเพคะ แน่นอน หากว่าเสด็จแม่หวังจะให้ท่านอ๋องตบแต่งนางเข้ามา เช่นนั้นคำพูดเหล่านี้ท่านก็ควรตรัสกับท่านอ๋องเอง หากท่านอ๋องทรงรับปาก เช่นนั้นก็ไม่ต้องแต่งตั้งนางเป็แค่ผิงเฟยหรอกเพคะ สามารถให้นางเข้ามาเป็พระชายาเพียงหนึ่งเดียวของจวนหนิงอ๋องได้เลยเพคะ”
ฮองเฮาขมวดคิ้ว ถามเสียงเ็า “นี่เ้าพูดอันใดออกมา? ”
“ไม่ได้พูดอันใดเลยเพคะ หากว่าท่านอ๋องโปรดแม่นางเฉิงด้วยใจจริง แน่นอนว่าหม่อมฉันย่อมส่งเสริมพวกเขาทั้งสอง และยินดีจะพาลูกทั้งสามกลับหานโจวไปเสียเดี๋ยวนี้ ชั่วชีวิตนี้จะถือว่าตนไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับโอวหยางจวินเหยียนอีก ต่อให้เป็ตายก็จะไม่พบกันอีก” อวิ๋นซีมองไปยังเฉิงิฮุ่ยด้วยสายตาเ็า “หากว่าแม่นางเฉิงมีใจคิดอยากจะเข้าจวนหนิงอ๋องจริงๆ เช่นนั้นข้าก็หวังว่าเ้าจะเตรียมตัวเตรียมใจให้ดี เพราะประตูใหญ่ของจวนหนิงอ๋องไม่ใช่ว่าจะเข้าได้ง่ายๆ ใจของโอวหยางจวินเหยียนเองก็ชิงไปไม่ง่ายเช่นกัน และที่สำคัญอย่าได้คิดแต่จะแย่งชิงด้วยความวู่วามชั่ววูบกระทั่งชื่อเสียงของตนก็ไม่คิดสนใจ”
เมื่ออวิ๋นซีพูดจบ นางก็ไม่สนใจว่าเฉิงิฮุ่ยผู้นี้จะมีสีหน้าไม่น่ามองเพียงใด นางทำเพียงมองตรงไปยังสายพระเนตรที่น่าหวาดกลัวคู่นั้นของฮองเฮาแล้วพูดว่า “หม่อมฉันออกมาจากตำหนักสืออันมานานพอควร ทั้งยังไม่ได้พาแม่นมเข้าวังมาด้วย เกรงว่ายามนี้เด็กชายทั้งสองคงจะหิวแล้ว หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] ผิงเฟย(平妃)หมายถึง ภรรยาอ๋องที่สูงศักดิ์ระดับเดียวกับพระชายา
