จักรพรรดิโบกมือให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนที่เขาจะมองไปที่ขันทีหนุ่มและขันทีน้อยทั้งสอง สูดหายใจเข้าลึกแล้วถามออกมาว่า
“บอกข้ามา”
“ว่าสิ่งที่เกากงกงพูดเป็ความจริงใช่หรือไม่?”
“จงคิดดีๆ ก่อนตอบ ไม่ใช่นั้นแม้จะมีเทพองค์ใดลงมาจาก์ ก็ไม่อาจห้ามให้ข้าเอาศีรษะของพวกเ้าออกจากบ่าได้”
“....”
คำถามของจักรพรรดิอู่เิหลี่ทำเอาทุกคนในท้องพระโรงสับสน ปกติหากจิ้งหยวนทำผิด จักรพรรดิก็มักจะให้ทหารองครักษ์ไปเรียกตัวทันทีโดยไม่ต้องถามให้มากความ แต่ภายใต้ความโกรธนี้กลับเลือกที่จะระงับอารมณ์แล้วสอบถาม พวกเขาจึงมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจแล้วรอฟังอย่างเงียบๆ เพื่อดูสถานการณ์
ก่อนที่ขันทีหนุ่มประจำตัวองค์หญิงอู่หลิงจะก้าวขาออกมา ถอดเสื้อคลุมเขียวของขันทีและยกขากางเกงขึ้น เผยให้เห็นรอยฟกช้ำทั่วร่างทั้งใบหน้า ลำตัว และแขนขา แล้วพูดออกมาด้วยน้ำตาว่า
“ทูลฝ่าา สิ่งที่เกากงกงพูดเป็ความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านโหวอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่เขาไม่ใช่ต้นเหตุตามที่ท่านทูตปั่นกองกล่าวหา”
“เื่ทั้งหมดเริ่มต้นที่อาการประชวรเก่าขององค์หญิงกำเริบ และท่านโหวก็เข้ามาช่วยระงับอาการนั้นลง”
“แต่ใครจะคิด ว่าในขณะที่องค์หญิงทรง้าพักผ่อนและอาการสงบลงได้ไม่นาน ท่านทูตผู้นี้จะแอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายที่เรือนรับรอง”
“ก่อนที่หมอหลวงจะมา กระหม่อมที่เกรงว่าอาการขององค์หญิงจะกำเริบอีกครั้ง จึงได้เดินไปบอกให้ท่านทูตจากไป แต่แทนที่ทูตท่านนี้จะเชื่อฟัง เขากลับส่งเสียงดังและก่อกวนความวุ่นวายไปทั่วเรือน แถมยังทำร้ายร่างกายกระหม่อมและขันทีน้อยทั้งสองที่เข้ามาห้ามจนบวมช้ำ”
“รอยเขียวม่วงตามร่างของกระหม่อมและขันทีน้อยสองคนเป็หลักฐาน รวมทั้งนางในสองคนที่อยู่ข้างองค์หญิงก็เป็พยานได้ ส่วนเื่ที่ท่านโหวตั้งใจฆ่าโยนลงไปสระ ความผิดที่กล่าวหานั้นมันเสแสร้งมาก ท่านทูตปั่นกองเพียงแค่ว่ายน้ำไม่เป็ลื่นล้มแล้วตื่นตระหนกเกินเหตุ น้ำในสระลึกเพียงหัวเข่าแล้วเขาจะจมน้ำตายได้อย่างไร”
“ฝ่าา..โปรดทวงความยุติธรรมให้กับท่านโหวด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
บูมมมมมมมม
“...”
“...”
เมื่อขันทีหนุ่มและขันทีน้อยเลิกเสื้อขึ้นให้เห็นรอยฟกช้ำและพูดจบ ชั่วขณะนั้นเหมือนมีใครสักคนโยนะเิลูกใหญ่ลงไปที่กลางท้องพระโรง
ดวงตาของขุนนางทุกคนที่ได้ยินก็เบิกกว้างอ้าปากเหวอเท่าไข่ห่าน
ทุกคนรู้ดีถึงความเป็ไปและอาการประชวรขององค์หญิงอู่หลิง ทุกครั้งที่ได้ยินถึงอาการป่วย ฝ่าาก็มักจะยกเลิกงานราชการในราชสำนักทั้งหมด หมอหลวงมากมายก็ต้องวิ่งกรู่ไปทำการรักษาและใช้เวลาอยู่หลายวัน
“สะ สิ่งที่เ้าพูดคือความจริงรึ?” เป็อัครเสนาบดีชางชุนอี๋ที่ถามขึ้น ด้วยที่บิดามารดาเสียั้แ่คนทั้งคู่ยังเล็ก เขาที่เติบโตมาพร้อมกับฮองเฮามาด้วยกันเพียงแค่สองคน ในที่นี้จึงไม่มีใครรู้ดีถึงโรคดังกล่าวไปมากกว่าเขา
โรคกลีบดอกบัวเหี่ยว คืออาการป่วยที่ทายาทสตรีรุ่นที่สามของตระกูลชางจะได้รับต่อมาจากมารดาผู้ให้กำเนิด ฮองเฮาได้รับมาจากผู้เป็ยาย และคนที่ได้รับ่ต่อจากฮองเฮาจึงเป็บุตรีคนที่สองอย่างองค์หญิงอู่หลิง เป็องค์หญิงคนเล็กที่จักรพรรดิทรงรักและตามใจอย่างถึงที่สุด
การป่วยขององค์หญิงเจ็ดจึงทำให้จักรพรรดิไม่มีกระจิตกระใจทำงาน จนบางครั้งก็ส่งผลมอบหมายงานให้ผู้สำเร็จราชการตัดสินใจในงานแผ่นดินแทน จนขุนนางทุกคนทราบดีว่าเื่นี้มีความสำคัญไม่ใช่แค่เชื้อพระวงศ์ แต่มันมีความสำคัญที่พัวพันไปถึงงานอื่นๆ ของแผ่นดิน
“เรียนท่านชางชุนอี๋ ไม่เพียงแต่ท่านโหวจะระงับอาการประชวรขององค์หญิงได้ด้วยเวลาแค่ไม่กี่เค่อเท่านั้น แต่ข้าและขันทีน้อยทั้งสองยังได้ยินมากับหู ว่าหากปรับเปลี่ยนวิธีการกินอาหาร โรคนี้ก็มีโอกาสหายขาดได้ด้วยขอรับ”
บูมมมมม
ะเิลูกที่สองถูกโยนลงมาอีกครั้ง จนคราวนี้จะทำเอาจักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ต้องกระเด้งตัวขึ้นยืน
“เป็จริงงั้นรึที่โรคนี้หายขาดได้”
ดวงตาของจักรพรรดิอู่เิหลี่แดงก่ำะโข้ามห้องไม่สนท่าทางที่ไม่สำรวมของตัวเอง
ั้แ่ที่เขายังเป็เพียงอ๋องยังไม่ขึ้นครองบัลลังก์ เป็เวลานานหลายสิบปีแล้วที่จักรพรรดิอู่เิหลี่หาวิธีรักษาโรคประหลาดของฮองเฮา แต่ก็ไม่มีวี่แววของการรักษาโรคนี้ให้หายขาด ้าจะเชิญหมอเทวดามาแต่จักรพรรดิอย่างเขาก็ตามหาที่อยู่ของอีกฝ่ายที่แน่นอนไม่ได้ เพราะหมอเทวดาคนนี้มักจะเดินทางไปตามูเาไม่อยู่กับที่
ดังนั้นต่อให้เื่นี้จะมาจากของจิ้งหยวนผู้ไม่ได้ความ แต่ด้วยการระงับอาการป่วยลงได้ในเวลาสั่นๆ โอกาสและเส้นทางมันก็ยิ่งน่าลองมากกว่าการตามหายาวิเศษที่ไม่มีจริงเสียอีก
“โปรดลงโทษบ่าวด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
“กระหม่อมไม่สามารถยืนยันเื่การรักษาที่หายขาดได้นอกจากตัวของท่านโหวเอง ตอนนั้นกระหม่อมใจึงจำได้แค่ไม่กี่อย่าง” การยืนขึ้นของจักรพรรดิก็ทำให้ขันทีหนุ่มใ รีบก้มหมอบลงพื้นแล้วพูดออกมา
“เขาว่าอย่างไรบ้าง” จักรพรรดิทรงขมวดคิ้ว้าฟังเพื่อขบคิดเอง จนสิ่งนี้จะทำให้ขันทีหนุ่มลังเลเพราะเขาเองก็จำได้แค่ไม่กี่อย่าง แต่ตอนที่เขาพยายามนึกเรียบเรียงคำพูด ใครจะไปคิดว่าเด็กทั้งสองที่คุกเข่าอยู่จะพูดขึ้นออกมาอย่างไรเดียงสา เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้เจอกับจักรพรรดิเป็การส่วนตัว
“กินเหล็ก”
“ใช่”
“พะ..พวกกระหม่อมได้ยินจากท่านโหวว่าให้องค์หญิงกินเหล็กกับตาอะไรสักอย่างแล้วจะหายขาดพ่ะย่ะค่ะ”
ห่ะ!!
ห่ะ!!
กินเหล็ก?
เหล็กที่เอาไว้ตีดาบนะเหรอ?
นั่นมันวิธีรักษาบ้าบอแบบไหนกัน?
“...”
“...”
ทุกคนที่เงี่ยหูรอฟังก็ผงะ การกินดวงตาอะไรสักอย่างก็พอจะเป็ไปได้ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ยินว่าหากกินเหล็กแล้วอาการป่วยจะหายดี
จนทำให้ขันทีหนุ่มรีบดึงขันทีน้อยสองคนให้อยู่เงียบๆ แล้วพูดออกมาแก้ต่างว่า
“ทูลฝ่าา โปรดอภัยให้กับเด็กสองคนที่ไม่รู้ความด้วยพ่ะย่ะค่ะ ทั้งคู่พึ่งเข้ามาในวังได้แค่ 5 เดือน”
“สิ่งที่ท่านโหวพูดยังคงยากจะเข้าใจและต้องให้เขาอธิบายเอง แต่ที่กระหม่อมมั่นใจคือให้องค์หญิงเสวยเครื่องในสัตว์และผักใบเขียว ตอนนี้ฝ่าาทรงไปดูอาการขององค์หญิงก่อนเถิด เื่อาหารฝ่าาควรไปถามท่านโหวเองเป็การส่วนตัว”
คำพูดของขันทีหนุ่มก็ทำเอาทุกคนที่ได้ยินพึ่งจะนึกขึ้นได้ เมื่อกี้เื่ของจิ้งหยวนทำให้ทุกคนตะลึงเกินไปหน่อย ทำให้คำพูดของขันทีหนุ่มจะทำให้จักรพรรดิได้สติ ว่าตอนนี้เขาควรไปดูอาการขององค์หญิงไม่ใช่มายืนถามอะไรให้มากความ
ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้เกากงกงประกาศยกเลิกงานประชุมราชสำนัก แต่ขณะที่กำลังออกจากท้องพระโรงเดินผ่านปั่นกองที่ยืนตัวสั่นอยู่ ความโกรธที่เคยระงับไว้ก็ปะทุขึ้นอีกรอบ
“ในเมื่อทูตบางคนยอมรับกับข้าด้วยปากเอง ว่าต้องลงโทษคนทำผิดให้ได้ อย่างนั้นก็อย่าให้การละเลยนี้กระทบสัมพันธ์ที่ดีของสองอาณาจักร”
“ทหาร!!! ลากปั่นกองออกไปและลงโทษเขาด้วยการเฆี่ยนยี่สิบที!”
จักรพรรดิอู่เิหลี่ะโขึ้นอย่างกะทันหัน
ด้านนอกท้องพระโรง ทหารองครักษ์หลวงสองคนก็เข้ามาแล้วลากตัวปั่นกองออกไป
ปั่นกองที่ถูกลากก็ตกตะลึงสับสนกับสิ่งที่เขาได้ยิน
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมเื่นี้ถึงเป็แบบนี้ได้?
คนที่ต้องถูกลงโทษคือจิ้งหยวนไม่ใช่เหรอ…
แล้วมันจะกลายมาเป็ตัวเองที่ถูกกระทำได้ยังไง
เขาโดนจิ้งหยวนตบหน้ามานะ?
“...”
“ฝ่าา กระหม่อมบริสุทธิ์ ขันทีหนุ่มกำลังโกหก ขันทีหนุ่มกำลังโกหก ฝ่าา...”
แม้ว่าปั่นกองจะะโเสียงดัง แต่ก็ไม่มีใครฟังคำข้อแก้ตัวของเขา
ปั่นกองแค่้าแก้แค้นจิ้งหยวนเพื่อทำให้อีกฝ่ายอับอายเท่านั้น แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นจะมีองค์หญิงอู่หลิง ที่มักจะอยู่แค่วังหลังไปอยู่ที่เรือนรับรอง
ถึงจะเป็ทูตและมีสถานะพิเศษ แต่การลงโทษคือสิ่งที่ปั่นกองยอมรับมันเองต่อหน้าทุกคน แถมขุนนางส่วนใหญ่ของต้าชวี ก็ไม่ชอบพวกทูโบที่ใช้่เวลาที่พวกเขาลำบากมากดดันอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครที่ยินดีจะก้าวขาเข้ามาช่วย
เมื่อเลิกประชุมและจักรพรรดิจากไป เหล่าขุนนางก็เดินออกจากท้องพระโรง เหลือเพียงแค่คณะทูตเล็กๆ สองสามคนกับขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ที่มานั่งดูทหารองครักษ์โบยคนทำผิดกลางลานกว้างหน้าวังไทชวี
โดยเฉพาะขุนพลฮัวเหยาจิน คนอื่นหัวเราะเงียบๆ พยายามไม่ให้คณะทูตเห็น แต่เขานั่นหัวเราะลั่นแทบจะไม่ปิดบัง แถมยังคิดอีกว่าหากมีสุราดีๆ และกับแกล้มสักสองสามจาน ฉากนี้คงเป็อะไรที่ยอดเยี่ยมน่าดู
“โบยครั้งที่หนึ่ง”
เพี๊ยะ!!
อ๊ากกกกก!!
“สวย!!”
“โบยได้ดี”
เอาแรงๆ กว่านี้หน่อยสิ”
“ตอนข้าโดนโบยก้นมันแรงกว่าไม่ใช่เหรอ?”
“อย่าให้ทูตทูโบน้อยหน้ากว่าคนต้าชวีของเราได้”
ฮ่าฮ่าฮ่า
^^
