เดิมคิดว่าทำให้หลิ่วซานอับอายครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายจะไม่ตอแยขอจิ้งจอกกับเฉียวรุ่ยอีก แต่หลิ่วเทียนฉีคิดไม่ถึงว่านางเอกคนนี้จะทำตัวประหนึ่งแมลงสาบตีไม่ตาย กลับจากตลาดสัตว์อสูรก็วิ่งเข้ามาขอจิ้งจอกน้อยจากเฉียวรุ่ยอีกแล้ว
“หลิ่วซาน เ้าประสาทหรือเปล่า? ข้าบอกเ้าแล้วว่าไม่ขาย เ้าฟังไม่เข้าใจหรือ?”
“น้องเฉียวรุ่ย ข้าชอบจิ้งจ้อกน้อยตัวนั้นมากจริงๆ เ้าขายให้ข้าเถอะนะ?”
“ข้าว่าเ้าประสาทไม่เบา นั่นเป็ของแทนใจที่คู่หมั้นข้ามอบให้ เ้าเข้าใจหรือไม่ว่าสิ่งใดเรียกว่าของแทนใจ?” เฉียวรุ่ยเท้าเอว เอ่ยถามอย่างหงุดหงิด
“น้องเฉียวรุ่ย ข้ารู้ว่าเ้ากับน้องเจ็ดรักกันดียิ่ง หากเ้าเอ่ยปาก น้องเจ็ดต้องมอบของแทนใจสักชิ้นให้เ้าอีกแน่ นี่คือศิลาทิพย์สองพันก้อน เ้ายกเลิกพันธสัญญากับจิ้งจอกน้อยแล้วขายมันให้ข้าเถอะ!” หลิ่วซานวิงวอนอย่างน่าสงสาร
“เ้าพูดบ้าอะไรอยู่ฮะ? ของแทนใจแลกกันได้ด้วยหรือไง? หรือเ้าอยากให้ข้าผิดใจกับเทียนฉี? หน้าตาเ้าก็งดงาม คิดไม่ถึงว่าจิตใจจะเน่าเหม็น หวังสร้างความบาดหมางในความสัมพันธ์ของพวกเราเช่นนี้เลยนะ?”
หลิ่วซานดื้อดึง มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้จะเอาจิ้งจอกน้อยทำให้เฉียวรุ่ยสงสัยเล็กน้อย นางทำเพื่อจิ้งจอกน้อยจริงหรือว่าที่จริงเกิดต้องตาเทียนฉีของตนเข้า
“ไม่ ข้าไม่ได้มีเจตนานั้น ข้า ข้าแค่ชอบจิ้งจอกน้อยตัวนั้น!”
“เฮอะ ชอบ เ้าชอบก็บังคับซื้อบังคับขายได้เลยหรือ? เช่นนั้นเ้าชอบเป็องค์หญิงก็ซื้อตำแหน่งองค์หญิงของผู้อื่นมาได้งั้นหรือ? ช่างน่าขำนัก!”
“เกิดเื่อะไรขึ้น ทะเลาะอะไรกัน?” หลิ่วเหอกับหลิ่วเทียนฉีที่ถูกรบกวนเปิดประตูห้องเดินออกมาหาเฉียวรุ่ยที่นอกประตู
“ท่านอาหลิ่ว คนผู้นี้หน้าไม่อายจริงเชียว ถึงกับจ้องของแทนใจที่เทียนฉีซื้อให้ข้า ตื๊อไม่เลิกจะให้ข้าขายให้ได้!” เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วเหอก็รีบฟ้อง
“หลิ่วซาน!” ได้ยินคำพูดนั้น หลิ่วเหอจึงมองไปทางหลิ่วซานอย่างเคร่งขรึม
“ท่านอาสาม ข้าไม่ได้มีเจตนาทำลายน้องเฉียวรุ่ยกับน้องเจ็ดนะเ้าคะ เพียงแต่จิ้งจอกน้อยตัวนั้นข้าชอบจริงๆ จึงอยากขอซื้อจากน้องเฉียวรุ่ยเท่านั้น!” หลิ่วซานเอ่ยอย่างจนปัญญา
“ข้าไม่ขาย นั่นเป็ของที่เทียนฉีมอบให้ข้า ข้าไม่ขาย ข้าบอกเ้าหลายสิบครั้งแล้วนะ” เฉียวรุ่ยตอบกลับอย่างหนักแน่น
หลิ่วเทียนฉีเห็นท่าทางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงของคนรักก็ก้าวมาข้างหน้า จับมืออีกฝ่ายไว้
ในนิยายต้นฉบับ เฉียวรุ่ยกับภรรยาห้าคนของพระเอกเป็ศัตรูกันโดยธรรมชาติ เห็นกันมักขัดตา พบหน้าเป็ทะเลาะ ไม่ใช่แค่หยอกเล่นสักนิด
พอเห็นภาพเฉียวรุ่ยกับหลิ่วซานทะเลาะกัน เขาพลันคิดถึงภาพที่เฉียวรุ่ยถูกภรรยาทั้งห้ากดขี่ทำร้ายอย่างโง่งมขึ้นมา นึกถึงตรงนี้พลันรู้สึกชิงชัง เขาไม่มีทางให้หลิ่วซานและอีกสี่คนเติบใหญ่แน่ หากคนเหล่านี้ผงาดขึ้นมา เก่งกาจไม่ธรรมดาอีกครั้ง เสี่ยวรุ่ยของตนคงหนีไม่พ้นถูกใช้เป็ตัวเบี้ยอีก
ในนิยายต้นฉบับคนที่เสี่ยวรุ่ยพบคือพระเอกสวะ แต่ตอนนี้คนที่เสี่ยวรุ่ยพบคือตน ดังนั้น เขาไม่มีทางให้โอกาสทั้งห้าคนมากดขี่ทำร้ายและสังหารเสี่ยวรุ่ยของเขาเป็อันขาด
“เทียนฉี เ้าดูนางสิ นางตอแยข้ามาทั้งบ่าย ข้ารำคาญจะตายอยู่แล้ว!” เฉียวรุ่ยถลึงตาใส่หลิ่วซาน พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“พี่สาม ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่? ข้าเคยบอกท่านแล้ว ข้าชอบเพียงเสี่ยวรุ่ย ไม่ได้ชอบท่าน!” หลิ่วเทียนฉีมองหลิ่วซานพลางถามด้วยสีหน้าอ่อนใจ
“น้องเจ็ด ข้าไม่ได้ ไม่ได้มีเจตนานั้น ข้าเพียง เพียงแต่ชอบจิ้งจอกตัวนั้นเท่านั้นเอง”
“นั่นเป็ของแทนใจของพวกเรา ตอนเช้าข้าก็บอกท่านแล้วนี่!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่าย หน้าบึ้งในบัดดล
“หลิ่วซาน ในเมื่ออสูรเลี้ยงเป็ของเสี่ยวรุ่ย แล้วเสี่ยวรุ่ยเขาก็ไม่ยินดีขายให้เ้า เ้าไปซื้อตัวอื่นก็พอ ไม่ต้องมาตอแยเสี่ยวรุ่ยอีก” หลิ่วเหอว่าต่อ เขาเข้าข้างเฉียวรุ่ยอยู่แล้ว
“แต่ ท่านอาสาม ข้า ข้าชอบจิ้งจอกน้อยตัวนั้นมากจริงๆ นะเ้าคะ!”
“ชอบหรือ? ชอบของของผู้อื่นเนี่ย พูดได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้เชียวหรือ?” หลิ่วเหอหน้าถมึงทึง มองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้า ข้า...” หลิ่วซานกัดริมฝีปาก นางรู้สึกไร้คำพูด
“หลิ่วซาน เ้าฟังข้าให้ชัด นั่นเป็ของแทนใจที่เทียนฉีมอบให้ข้า ตีข้าให้ตายข้าก็ไม่ขาย หากเ้าอยากได้ก็มาฆ่าข้าแล้วแย่งสมบัติไปซะ!” เฉียวรุ่ยถลึงตาตอบอย่างหงุดหงิด
หากถูกผู้หญิงคนนี้ตอแยอีก เขาต้องบ้าเป็แน่ นั่นเป็ถึงสัตว์เทพเชียวนะ เขาจะขายได้อย่างไรเล่า? เขาไม่ได้โง่เสียหน่อย?
“น้องเฉียวรุ่ย ข้า ข้าไม่ได้มีเจตนานั้นจริงๆ ข้า ข้าเพียงแต่!”
“พอแล้ว เสี่ยวรุ่ยต้องพักผ่อน เชิญพี่สามกลับห้องไปเถิด แม้เสี่ยวรุ่ยเป็บุรุษสองเพศ อย่างไรก็เป็บุรุษ พี่สามยังไม่ออกเรือนก็บุกมาห้องของบุรุษเช่นนี้ เล่าลือออกไปจะไม่ดีกับชื่อเสียงของพี่สามนะขอรับ” ใบหน้าเ็าของหลิ่วเทียนฉีกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ
ยังดีที่ซื้อจิ้งจอกเทพลายทองมาได้ก่อนก้าวหนึ่ง ไม่เช่นนั้น ด้วยความยึดติดที่หลิ่วซานมีต่อจิ้งจอกตัวนี้คงต้องตกอยู่ในมือนางเป็แน่!
“ข้า...” ได้ยินคำนี้ สีหน้าของหลิ่วซานยิ่งจืดเจื่อนลง
“เ้ากลับห้องของตนไปซะ ไม่ต้องมาโหวกเหวกโวยวายต่อ มันรบกวนข้ากับฉีเอ๋อร์วาดยันต์ยิ่งนัก!” หลิ่วเหอบอก สื่อเป็นัยให้อีกฝ่ายจากไปอย่างเฉียบขาด
“เ้าค่ะ!” หลิ่วซานขานรับ ออกจากห้องเฉียวรุ่ยไปอย่างไม่มีทางเลือก
หลิ่วเหอมองบุตรชายกับเฉียวรุ่ยทีหนึ่งก็หมุนตัวกลับไปในห้องของตน
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉีมีสีหน้าคับแค้น
“เอาล่ะ ไม่มีเื่อะไรแล้ว เ้าวางใจดูดกลืนศิลาทิพย์เถอะ ยันต์เขตแดนแผ่นนี้ เพียงเ้าแปะมันไว้บนประตูก็ไม่มีใครรบกวนเ้าได้!” เขาพูดพลางเอายันต์เขตแดนแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้เฉียวรุ่ย
“อื้อ ข้ารู้แล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับยันต์วิเศษมา
“อืม ไปฝึกฝนเถอะ ข้าจะไปเรียนวาดยันต์กับท่านพ่อต่อ!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าตอบอีกครั้ง มองส่งหลิ่วเทียนฉีจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
.........
อยู่ที่หมู่บ้านเฟิงเยี่ยพักผ่อนครบสองวัน ทุกคนก็เร่งเดินทางต่อ
ระหว่างทางทั้งหกนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียว หลิ่วซานเห็นเฉียวรุ่ยมองตนด้วยสายตาดูแคลนอยู่ตลอดก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางรู้ว่าตนทำให้อีกฝ่ายรำคาญเข้าแล้ว เขาถึงไม่ไว้หน้าอีกต่อไป
“ท่านอาสาม พวกเราออกจาหมู่บ้านเฟิงเยี่ยก็ต้องกินกลางแจ้งนอนในรถม้าอีกแล้วสินะเ้าคะ?” หลิ่วอู่เอ่ยอย่างหดหู่
“พวกเราเป็ผู้ฝึกตน นอนกลางดินกินกลางทรายถือเป็เื่ปกติยิ่ง เสี่ยวอู่ เ้าต้องเข้าใจว่าการเป็ผู้ฝึกตนที่ผู้คนเคารพต้องฝึกจิตใจเสียก่อน หากกระทั่งความทุกข์เล็กน้อยเท่านี้เ้ายังทนไม่ได้ แล้วเ้าจะกลายเป็ผู้สำเร็จในการฝึกตนได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเหอมองหลิ่วอู่พลางตักเตือนอย่างเคร่งครัด
“ท่านอาสามสั่งสอนได้ทันเวลาเลยเ้าค่ะ พวกเราผู้ฝึกตนสมควรสงบใจต่อสิ่งที่พานพบถึงจะถูก” หลิ่วซือพยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง
“เ้าค่ะ ข้าทราบแล้วท่านอาสาม!” หลิ่วอู่พยักหน้าตอบรับ
“ท่านพ่อ อีกนานเท่าไรพวกเราจะถึงนครเซิ่งตูขอรับ?” เดินทางมาสิบวันแล้ว หลิ่วเทียนฉีคิดว่าคงใกล้ถึงที่หมายแล้วกระมัง
ได้ยินบุตรชายถาม หลิ่วเหอพลันยิ้ม “ประมาณอีกครึ่งเดือนได้”
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราต้องผ่านเมืองเทียนซินใช่ไหมขอรับ?” หลิ่วเทียนฉีถามต่อ
“ถูกต้อง อีกแปดวันพวกเราจะถึงเมืองเทียนซิน หลังจากถึงเมืองนั้น พวกเ้าทั้งหลายก็พักผ่อนให้ดีสักหน่อย รอออกจากเมืองเทียนซินได้ก็ใกล้ถึงนครเซิ่งตูแล้ว!”
“อ้อ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
เมืองเทียนซิน! ในที่สุดพระเอกกับนางเอกก็จะได้พบกันแล้วสินะ?
“ครึ่งเดือน? ช่างเร็วนัก ในที่สุดพวกเราก็ใกล้ถึงนครเซิ่งตูแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยตื่นเต้น เขาดึงแขนเสื้อของหลิ่วเทียนฉีไว้ ในดวงตาเต็มไปด้วยจินตนาการอันงดงามถึงนครกับวิทยาลัยเซิ่งตู
“ใช่แล้ว จะถึงนครเซิ่งตูแล้วล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีมองท่าทางร่าเริงของคนรัก เขายิ้มด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ถึงเมืองเทียนซิน เขาจะตามติดเสี่ยวรุ่ยไม่ห่างสักก้าว ไม่ให้เสี่ยวรุ่ยพบหน้าพระเอกได้เด็ดขาด หรือต่อให้พบก็จะไม่ให้โอกาสไปชอบพระเอกอีก
“คิดว่าตอนนี้ นครเซิ่งตูคงมีผู้ฝึกตนมารวมกันมากมายเลยสินะ!” คิดถึงภาพสิบปีก่อนตอนพี่ใหญ่กับพี่รองไปนครเซิ่งตู ถนนอันรุ่งเรืองและฝูงชนที่เบียดเสียด หลิ่วซานรู้สึกเหมือนพึ่งผ่านพ้นเมื่อวาน
คิดไม่ถึงว่าจะเร็วปานนี้ ผ่านไปสิบปี ถึงตาตนเข้าร่วมการสอบคัดเลือกของวิทยาลัยเซิ่งตูแล้วสินะ
“สิบปีก่อนพี่สามเคยไปนครเซิ่งตู เล่าสภาพของนครให้พวกเราฟังสักหน่อยสิ พวกเราจะได้เข้าใจเื่ราวล่วงหน้าสักนิด!” หลิ่วซือมองหลิ่วซานก่อนเอ่ยเสียงเบา
ได้ยินเช่นนี้ หลิ่วอู่กับเฉียวรุ่ยก็มองไปทางหลิ่วซานด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
“อ้อ อันที่จริง นครเซิ่งตูก็ไม่ต่างจากเมืองฝูเฉิงของพวกเรานักหรอก แค่ถนนกว้างขวางกว่า ผู้คนเมื่อเทียบกับเมืองฝูเฉิงก็มากกว่าอยู่นิดหน่อยเท่านั้น” หลิ่วซานส่ายศีรษะบอกตอบ
“นครเซิ่งตูเป็เมืองหลวงของแคว้นจินอวี่ของพวกเรา เป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีปราณทิพย์เข้มข้นยิ่งนัก ผู้ฝึกตนระดับสูงทั่วทุกสารทิศต่างมาชุมนุม บนถนนใหญ่พบเห็นผู้ฝึกตนระดับดวงปราณได้ทั่วไป ยิ่งเป็ตระกูลใหญ่จะพบผู้ฝึกตนระดับจิตแรกกำเนิดปกครอง แล้วทำไมพี่สามถึงบอกว่าเหมือนกับเมืองฝูเฉิงเล่า?” หลิ่วเทียนฉีมองหลิ่วซานอย่างไม่พอใจ คิดว่าหลิ่วซานไม่อยากเล่าสภาพของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากนัก จึงคิดปิดบัง
“ข้า ตอนที่ข้าไปนครเซิ่งตูข้าอายุแค่สิบสี่ อายุยังน้อยไม่รู้มากหรอก!” หลิ่วซานกังวล กลัวหลิ่วซือกับหลิ่วอู่เข้าใจนางผิดจึงรีบอธิบาย
“เทียนฉี เ้าเองก็เคยไปนครเซิ่งตูหรือ? ทำไมถึงรู้เล่า?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาอย่างสงสัย เขาจี้ถาม
“ข้าไม่เคยไป แต่ท่านพ่อเคยไปน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางมองหลิ่วเหอที่นั่งอยู่ข้างกาย
สิ่งที่หลิ่วเทียนฉีรู้ ล้วนมาจากการที่หลิ่วเหอบอกเขา!
“ท่านอาหลิ่ว ท่านเคยไปหรือ?” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเหอ ถามอย่างสงสัย
“อืม สิบปีก่อนข้าเคยมานครเซิ่งตูครั้งหนึ่งด้วยกันกับครอบครัวพี่ใหญ่!” ที่จริงเขาเคยไปนครเซิ่งตูเพียงครั้งเดียว
“เช่นนั้น ท่านอาสามคิดว่านครเซิ่งตูเป็สถานที่เช่นไรหรือเ้าคะ?”
“นครเซิ่งตูภายนอกดูงดงาม อันที่จริงกลับเป็สถานที่อันตรายนัก เมื่อพวกเ้าไปถึง อย่าได้เลินเล่อล่วงเกินผู้ใดเข้าเชียว แม้เป็ผู้ฝึกตนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นที่เดินอยู่บนถนนใหญ่ก็เป็ไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็ระดับดวงปราณ หากไม่ระวัง พวกเ้าอาจตายตอนไหนก็ได้”
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ขานรับ
“แม้อันตรายอยู่บ้าง แต่ก็เป็สถานที่ดีไม่เลวทีเดียว ปราณทิพย์เข้มข้นยิ่ง เมืองฝูเฉิงเทียบไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลิ่วเหอเห็นเด็กสามคนใกลัวก็ยิ้ม เสริมขึ้นอีกหนึ่งประโยค
“หากปราณทิพย์เข้มข้น ถ้าเช่นนั้นต้องเป็สถานที่ฝึกฝนที่ดีแน่!” เฉียวรุ่ยยิ้มมองคนรักข้างกาย
“ใช่แล้ว!” หลิ่วซือพยักหน้า รู้สึกว่านครเซิ่งตูต้องเป็สถานที่ที่ดีเกินคาด