บทที่ 23 ยอดฝีมือเหนือโลก ถอนตัวอย่างไร้รอยพาล
หลี่ชิงชิวนึกไม่ถึงว่าการเดินทางมาล้างแค้นในครั้งนี้จะทำให้เขาได้รับสมบัติล้ำค่ากลับไป ในระหว่างทางที่กำลังหลบหนี ในใจของเขาได้วางแผนการใหญ่ร้อยปีสำหรับสำนักชิงเซียวไว้เรียบร้อยแล้ว
นั่นคือการมุ่งเน้นบ่มเพาะ ‘หยวนหลี่’ ให้ถึงที่สุด!
เขาต้องหาทางปลุกกายาของเด็กน้อยให้ตื่นขึ้น และจะให้เด็กคนนี้ได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่อยากเรียน เพราะ ‘จิติญญาศาสตราจารย์’ ย่อมจะช่วยให้เขาสามารถสร้างสรรค์วรยุทธและอาคมใหม่ๆ ให้แก่สำนักชิงเซียวได้อย่างมหาศาลแน่นอน
์ช่างมีตาจริงๆ ทำดีได้ดีตอบแทน หากเมื่อครู่ข้ามิใจอ่อน ย่อมต้องพลาดเด็กคนนี้ไปเสียแล้ว และหากเขาเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของพันธมิตรเจ็ดบรรพต วันหน้าย่อมต้องกลายเป็ปัญหาใหญ่ที่ยากจะคาดเดาแน่นอน
หลี่ชิงชิวลอบคิดในใจด้วยความยินดี
ส่วนหยวนฉี่ที่ถูกอุ้มอยู่ด้วยมือเดียวนั้น ในใจกลับคิดเพียงว่าพี่ชายท่านนี้ช่างเก่งกาจนัก ที่อกมีน้องชายเกาะอยู่ มือหนึ่งอุ้มเขา อีกมือถือกระบี่ ช่างดูองอาจเท่ะเิไปเลย
วันหน้าข้าจะต้องเป็คนเช่นนี้ให้ได้!
พันธมิตรเจ็ดบรรพตตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน สี่ด้านล้วนเป็หน้าผา ต่อให้วิชาตัวเบาสูงส่งเพียงใดก็มิอาจเหินข้ามไปยังขุนเขาอีกลูกได้ ทางเดียวที่จะลงไปได้คือต้องผ่านซุ้มประตูสำนักทางด้านหน้าที่เขาเข้ามา
หลี่ชิงชิวพาหยวนฉี่และหยวนหลี่ร่อนลงบนชายคาบ้านหลังหนึ่ง เขาหยุดฝีเท้าลง มิได้มุ่งหน้าต่อ
หยวนฉี่หันไปมอง ใบหน้าที่มอมแมมปรากฏร่องรอยการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกที่ยากจะระงับไว้ได้
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป ห่างออกไปนับร้อยจาง ตามขั้นบันไดหินที่ทอดยาวลงไป บนลานฝึกยุทธแต่ละแห่งมีศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตกำลังรวมตัวกันอยู่เป็จำนวนมาก และจำนวนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพของฝูงชนที่ขยับเขยื้อนและแสงไฟจากคบเพลิงที่วูบวาบสร้างแรงกดดันมหาศาล
หยวนฉี่รู้สึกสิ้นหวังในใจ คนมากมายถึงเพียงนี้ พวกเขาจะหนีรอดไปได้อย่างไร?
หรือว่าตัวเขาและน้องชายจะมิอาจหนีพ้นจากขุมนรกพันธมิตรเจ็ดบรรพตแห่งนี้ไปได้จริงๆ?
หลี่ชิงชิวเองก็ััได้ถึงแรงกดดัน นึกไม่ถึงว่าพันธมิตรเจ็ดบรรพตจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเพียงนี้ ถึงขั้นมารวมตัวกันที่หน้าซุ้มประตูสำนักมากมายมหาศาล
เขามิใช่ว่าไม่มั่นใจในพลังฝีมือของตนเอง ทว่าเกรงว่าการฝ่าวงล้อมอย่างหักโหมจะทำให้หยวนฉี่และหยวนหลี่ได้รับาเ็
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ เริ่มโคจรพลังดูดซับ ‘หินิญญา’ ที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อ แปรเปลี่ยนปราณิญญาภายในหินให้กลายเป็พลังปราณของตนเอง เขา้าพุ่งฝ่าวงล้อมออกไปในสภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด
หยวนฉี่เงยหน้ามองหลี่ชิงชิว เขาเดาใจคนผู้นี้ไม่ออก นึกว่าหลี่ชิงชิวกำลังลังเล จึงกระซิบเสียงแ่ว่า "ท่านพี่ วางพวกเราลงเถอะ แล้วท่านจงหนีไปคนเดียวเถิด ไม่ว่าอย่างไร การที่ท่านสังหารประมุขของเจ็ดบรรพตได้ ไม่ว่าจะเป็ท่านใด พวกเราก็ซาบซึ้งในพระคุณของท่านมากแล้ว"
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า "ดูท่าพวกเ้าจะแบกรับหนี้เืไว้มหาศาล ไว้ลงเขาไปแล้ว ข้าจะรอฟังเ้าเล่าให้ฟัง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยวนฉี่ทั้งตื้นตันและสับสนในเวลาเดียวกัน
คนเยอะขนาดนี้ จะหนีลงเขาไปได้อย่างไร?
เขาไม่กล้ารบกวนหลี่ชิงชิวอีก ได้แต่รอคอยอย่างอดทน
หลี่ชิงชิวมิได้รอนานนัก เมื่อปรับสภาวะร่างกายจนพร้อมแล้ว เขาก็กระชับอ้อมแขนที่อุ้มหยวนฉี่ไว้ แล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
ยามเท้าเหยียบลงบนกระเื้ัคา กลับไร้ซึ่งเสียงสะท้อนใดๆ สิ่งนี้ทำให้หยวนฉี่รู้สึกอัศจรรย์ยิ่งนัก เสียงลมหวีดหวิวข้างหูยามที่มองเห็นกลุ่มฝูงชนเบื้องหน้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หัวใจของเขาแทบจะกระดอนออกมาจากอก
ท่านพี่คงมิได้คิดจะพุ่งเข้าชนตรงๆ หรอกนะ?
หลี่ชิงชิวมาถึงสุดขอบชายคาบ้านหลังสุดท้าย เขาโผนทะยานลงสู่พื้นดิน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังบันไดหินทันที
การปรากฏตัวของเขาดึงดูดสายตาของศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตมากมาย ทว่าเมื่อเห็นเขาสวมชุดศิษย์เจ็ดบรรพต ทุกคนจึงมิได้ระแวดระวัง เพียงแต่สงสัยว่าไฉนเขาจึงอุ้มเด็กมาด้วยถึงสองคน
ท่ามกลางฝูงชน มีประมุขสองคนกำลังสนทนากันอยู่ นั่นคือประมุขคนที่สอง กว่างลานเทียน และประมุขคนที่สี่ สวีจื่อเหิง
สวีจื่อเหิงมีร่างกายผอมแห้ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เขาเอามือปิดปากหาวพลางถามว่า "เกิดเื่อะไรขึ้นถึงได้เอะอะวุ่นวายขนาดนี้?"
กว่างลานเทียนดูท่าทางอายุราวหกสิบปี ร่างกายค่อนข้างท้วมและไว้หนวดเคราเฟิ้ม เมื่อได้ยินคำถามเขาก็ขมวดคิ้วตอบว่า "ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ทว่าเื่คงไม่เล็กแน่ บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับพวกนิกายชิง"
"นิกายชิงอีกแล้วรึ พวกคนคลั่งพวกนั้นช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ นับแต่หมายตายอดวิชาประจำสำนักเรา ก็มาก่อกวนไม่จบไม่สิ้น" สวีจื่อเหิงสบถออกมาด้วยความโมโห
กว่างลานเทียนส่ายหน้า "นิกายชิงได้ขุนนางใหญ่ในราชสำนักเป็ที่พึ่ง บารมีจึงกำลังพุ่งแรง พวกเราต้องระวังให้มาก"
สวีจื่อเหิงตั้งท่าจะกล่าวต่อ ทว่าพลันได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าศิษย์รอบข้าง เขาหันไปมองเห็นศิษย์คนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กสองคนเดินลงมาจากบันไดหินขั้นบนสุด
เพียงแวบเดียว โทสะของเขาก็ถูกจุดติดทันที เขาคำรามก้อง "บังอาจ! ใครสั่งให้เ้าไปแตะต้องพวกมัน?"
สวีจื่อเหิงโผนทะยานร่างขึ้นสูง เหยียบไปบนบ่าของเหล่าศิษย์ทีละคน ก่อนจะะโพุ่งเข้าใส่หลี่ชิงชิวอย่างดุดัน
เสียงของเขาดุจสายฟ้าฟาด รัศมีประดุจพยัคฆ์ร้าย ทำเอาหยวนฉี่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
สวีจื่อเหิงมีลมปราณห่อหุ้มรอบกาย ความเร็วในการร่อนลงมาพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน เขาซัดฝ่ามือนำหน้ามาหนึ่งข้าง พลังลมปราณอันรุนแรงพุ่งเข้าใส่หลี่ชิงชิวและเด็กทั้งสองอย่างหนักหน่วง
หลี่ชิงชิวใช้มือขวาชักกระบี่ ตวัดฟันขึ้นเบื้องบนในทันที ประกายกระบี่สายหนึ่งถูกฟาดออกไป แสงสว่างจ้าของมันสะท้อนเข้าตาเหล่าศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตนับร้อย
สวีจื่อเหิงที่อยู่กลางอากาศมิอาจหลบเลี่ยงได้เลย พลังฝ่ามือของเขาถูกปราณกระบี่ของหลี่ชิงชิวฟาดจนสลายไปสิ้น ก่อนที่ปราณกระบี่จะพุ่งเข้าปะทะร่างเขาอย่างจัง
พรวด!
สวีจื่อเหิงราวกับถูกพลังมหาศาลกระแทกเข้าอย่างจัง ร่างหงายหลังกระเด็นพร้อมกระอักเืออกมาเป็สาย เขาพุ่งถลาไปข้างหลังด้วยความเร็วที่ไวยิ่งกว่าตอนพุ่งมา
เหล่าศิษย์เจ็ดบรรพตที่อยู่เบื้องล่างตั้งตัวไม่ทัน ทว่าก็ตามสัญชาตญาณพยายามจะรับร่างเขาไว้ ผลลัพธ์คือถูกกระแทกจนล้มระเนระนาดไปเป็แถบๆ
กว่างลานเทียนเห็นภาพนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้าง ศิษย์คนอื่นๆ ก็ขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน สวีจื่อเหิงเป็ถึงประมุข และเป็ยอดฝีมืออันดับสี่แห่งทำเนียบฟ้าแคว้นกูโจว หากมิใช่ยอดคนเหนือโลกย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้เขาได้ง่ายๆ
ทว่าภาพที่พวกเขาเห็นคืออะไร? สวีจื่อเหิงผู้เก่งกาจกลับถูกอีกฝ่ายฟาดเพียงดาบเดียวจนาเ็สาหัส!
เมื่อมองไปยังหลี่ชิงชิวที่ยังคงยืนอยู่ในท่วงท่าตวัดกระบี่ แววตาของทุกคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ท่ามกลางรัตติกาลที่เมฆครึ้มม้วนตลบ แสงจันทร์เล็ดลอดออกมาเพียงครึ่งดวง หลี่ชิงชิวประทับยืนอยู่ที่หัวบันได มือหนึ่งอุ้มเด็ก อีกมือถือกระบี่ ร่างกายตระหง่านท้าลมแรงที่พัดผ่านจนชายเสื้อสะบัดพริ้ว รัศมีที่เขาสำแดงออกมาในยามนี้ข่มขวัญศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตนับร้อยจนไม่มีใครกล้าขยับ
ยอดฝีมือเหนือโลก!
นั่นคือสิ่งที่กว่างลานเทียนคิดอยู่ในขณะนี้
เขาตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รีบออกคำสั่งทันที "ตั้งค่ายกล! ห้ามปล่อยมันหนีไปได้เด็ดขาด!"
กล่าวจบ เขาก็หยิบนกหวีดไม้ออกมาเป่าสุดแรง เสียงนกหวีดแสบแก้วหูดังกังวานไปทั่วผืนฟ้าในยามค่ำคืน
หลี่ชิงชิวเริ่มเคลื่อนไหว เขาวิ่งลงบันไดด้วยความเร็วสูง ในมือเขามิใช่กระบี่เทียนหง ทว่าคือกระบี่ของเฉินเยี่ย
แม้ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตจะหวาดกลัว ทว่าด้วยจำนวนที่มากกว่ามหาศาลทำให้เกิดความฮึกเหิมขึ้นมาบ้าง เมื่อได้รับคำสั่งประมุข พวกเขาก็พากันชักดาบชักกระบี่พุ่งเข้าใส่หลี่ชิงชิว ฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาประดุจคลื่นมนุษย์ที่กำลังทะลักขึ้นสู่บันได
หลี่ชิงชิวพุ่งเข้าสู่ใจกลางฝูงชน ตวัดกระบี่อย่างว่องไว ประกายกระบี่วาบวับพร้อมโลหิตที่สาดกระเซ็น ฝีเท้าของเขาคล่องแคล่วว่องไวดุจภูตพราย หลบหลีกคมดาบนับสิบเล่มได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่กระบี่ในมือเขากลับเฉือนเข้าที่ลำคอของศัตรูได้อย่างไร้พลาดพลั้ง
หยวนฉี่หลับตาปี๋ด้วยความกลัว ซบหน้าลงที่บ่าของหลี่ชิงชิว ส่วนหยวนหลี่ที่อยู่ในอ้อมอกก็ถูกรบกวนจนขมวดคิ้วแน่น แม้จะไม่มีแรงลืมตา
หลี่ชิงชิวก้าวหนึ่งสังหารหนึ่งคน ต่อให้ศัตรูเบื้องหน้าจะมีมากมายเพียงใดเขาก็มิได้ล่าถอย หากมองลงมาจากที่สูงจะเห็นว่า คลื่นมนุษย์ของศิษย์เจ็ดบรรพตกลับถูกชายเพียงคนเดียวรุกไล่จนต้องถอยร่นลงไป
กว่างลานเทียนมิได้ขลาดกลัว เขาใช้ท่าร่างอันพิสดารประดุจัเลื้อยผ่านฝูงชน พุ่งเข้าหาเื้ัของหลี่ชิงชิวอย่างรวดเร็ว
หยวนฉี่ที่ซบอยู่บนบ่าััได้ถึงกระแสลมแรงจึงลืมตาขึ้นมาดูโดยสัญชาตญาณ เขาเห็นกว่างลานเทียนพุ่งเข้ามาดุจัปีศาจร้าย ฝ่ามือขวาที่ฟาดนำหน้ามาเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื
หยวนฉี่พลันนึกถึงภาพยามที่พ่อของเขาถูกกว่างลานเทียนควักหัวใจออกมาในทันที รูม่านตาของเขาสั่นสะท้อนด้วยความกลัวอันมหาศาลที่เข้าเกาะกินหัวใจ
ในวินาทีนั้นเอง หลี่ชิงชิวราวกับมีตาหลัง เขาหมุนตัวกลับมาตวัดฟันเพียงดาบเดียว
ดาบนี้รุนแรงและเฉียบคมถึงขีดสุด บนตัวกระบี่ถึงกับมีกระแสสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ขจัดความมืดมิดในดวงตาของหยวนฉี่ไปจนสิ้น
กว่างลานเทียนใกับการหมุนตัวกลับกะทันหันของหลี่ชิงชิว เขาจึงรีบหงายหลังหลบคมกระบี่นั้น ทว่ายังมิทันจะได้เคลื่อนไหวต่อ หลี่ชิงชิวก็ถีบเข้าที่ยอดอกของเขาเต็มแรงจนกระเด็นออกไป
แรงถีบส่งร่างกว่างลานเทียนกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นหลายตลบ ชนเข้ากับลูกน้องล้มระเนระนาด
หลี่ชิงชิวชักเท้ากลับ เขารู้สึกว่าขาเริ่มชามีอาการล้าเล็กน้อย
ร่างกายของเขาแม้จะได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับกว่างลานเทียนที่พุ่งมาเต็มกำลังพร้อมลมปราณภายในมหาศาล การถีบออกไปเพียงครั้งเดียวนี้จึงต้องใช้แรงมหาศาล
หลี่ชิงชิวหมุนตัว มุ่งหน้าสังหารต่อไป
สิ่งที่เขา้าในตอนนี้คือการฝ่าวงล้อม มิใช่การล้างสำนัก
เขายังมิทันจะไปได้ไกล ก็มีศิษย์เจ็ดบรรพตจำนวนมหาศาลพุ่งลงมาจาก้าเพื่อสมทบอีกระลอกใหญ่
ในเวลาเดียวกัน...
ณ ยอดเขาห่างไกลออกไป สตรีชุดดำยืนอยู่ริมหน้าผา นางมองเห็นม่านหมอกระหว่างหุบเขามลายหายไป ภายในพันธมิตรเจ็ดบรรพตปรากฏจุดแสงไฟลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เดิมทีนางกำลังจะเข้านอน ทว่ากลับได้ยินเสียงแตรสัญญาณเตือนภัยบุกรุกของพันธมิตรเจ็ดบรรพตเสียก่อน
"เขาถึงกับสร้างความวุ่นวายได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวรึ..."
สตรีชุดดำนึกถึงใบหน้าของหลี่ชิงชิวแล้วลอบตระหนกในใจ
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินลงเขาไป นางมิปรารถนาจะให้ตนเองเข้าไปพัวพันกับปัญหาที่กำลังจะตามมา
หลี่ชิงชิวสลัดกระบี่ยาวในมือที่บิ่นแตกจากการเข่นฆ่าทิ้งไป แล้วชักกระบี่เทียนหงออกมาจากเอวเพื่อต่อสู้ต่อ
เื้ัของเขามีคนนอนกองอยู่บนพื้นนับสิบ รอบกายของเขาเต็มไปด้วยศัตรูที่รุมล้อมจนแทบไม่มีที่ว่างให้หายใจ
แม้เขาจะแสดงแานุภาพที่แข็งแกร่งเพียงใด ทว่าศิษย์เจ็ดบรรพตยังมิได้ขวัญหนีดีฝ่อไปเสียทั้งหมด
หลี่ชิงชิวจ้องมองไปเบื้องหน้า แววตาแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็น มือขวาของเขาพลันปล่อยฝักกระบี่ ทว่าถึงกระนั้น กระบี่เทียนหงกลับยังคงลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างอัศจรรย์
กระบี่เทียนหงสั่นระริกก่อนจะพลิกหันปลายแหลมชี้ตรงไปเบื้องหน้า ภาพนี้ทำเอาศิษย์เจ็ดบรรพตแถวหน้าถึงกับตาค้างด้วยความงุนงง
วืดดด!—
พร้อมกับเสียงอากาศฉีกขาดที่ดังสนั่นปานะเิ กระบี่เทียนหงพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าอย่างรุนแรง ปราณิญญาแปรสภาพเป็ปราณกระบี่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่ขวางทาง และหลี่ชิงชิวก็พุ่งตามหลังกระบี่ไปติดๆ
เสียงคมดาบกรีดเฉือนเนื้อหนังและเสียงเสียดสีกับกระดูกดังขึ้นไม่ขาดสาย หลี่ชิงชิวใช้ ‘วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย’ สังหารฝ่าวงล้อมออกไปเป็ทางยาวประดุจเส้นทางโลหิต
กว่างลานเทียนกุมหน้าอกพยายามลุกขึ้นยืน ทันทีที่เห็นภาพอันน่าหวาดหวั่นนั้น เขาก็ไอออกมาอย่างรุนแรง เืสดๆ พุ่งออกมาจากปากไม่หยุด ดวงตาเบิกโพลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
ภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของทุกคน หลี่ชิงชิวฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จ มุ่งหน้าหายลับเข้าไปในความมืดมิดของรัตติกาล
ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตมิกล้าตามล่าส่งเดช ด้วยความเร็วที่หลี่ชิงชิวสำแดงออกมา พวกเขาไม่มีทางตามทันแน่นอน ทุกคนต่างหันกลับไปมองกว่างลานเทียนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา
กว่างลานเทียนมิได้ออกคำสั่งตามล่า เพราะเขาเองก็มิกล้าจะตามไปเช่นกัน
"แย่แล้ว! ท่านประมุขใหญ่ถูกโจรชั่วสังหารสิ้นชีพแล้ว!"
เสียงหนึ่งดังมาจากเื้ั เห็นศิษย์คนหนึ่งวิ่งลนลานขึ้นมาบนบันไดหิน ะโก้องเสียงหลง คำพูดนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจศิษย์เจ็ดบรรพตนับร้อยที่เพิ่งผ่านศึกหนักมา
กว่างลานเทียนรู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า เขาหันกลับไปมองสวีจื่อเหิง บัดนี้สวีจื่อเหิงสิ้นใจไปแล้วจริงๆ นอนจมกองเือยู่ตรงนั้น
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ชิงชิวอุ้มเด็กทั้งสองพุ่งทะยานลงเขาอย่างรวดเร็ว ในใจของเขาเริ่มมีความกังวลปรากฏขึ้น เพราะเขาสิ้นเปลืองปราณิญญาไปกว่าครึ่งแล้ว มิอาจตกอยู่ในวงล้อมการต่อสู้ที่ยืดเยื้อได้อีก
ทันใดนั้น แถวข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นตรงหน้าเขา:
[เนื่องจากท่านสามารถสังหารเ้าสำนักฝ่ายศัตรูได้เป็ครั้งแรก และสามารถถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย เป็การกู้หน้าและรักษาบารมีของสำนักชิงเซียว ท่านได้รับโอกาส ‘การสืบทอดมรดกเต๋า’ 1 ครั้ง]
