ตอนที่คำสั่งของแม่ทัพใหญ่มาถึง การโบยไม้กระบองครั้งสุดท้ายจากทั้งหมดสี่สิบครั้งก็เพิ่งจบลงไปพอดิบพอดี
เพี๊ยะ!
เหลียงเหวินเฉิงเจ็บจนกัดฟันแทบแตก!
“เหลียงเหวินเฉิง! ท่านแม่ทัพเรียกเ้าไปพบที่กระโจม!”
เหลียงเหวินเฉิงคิดในใจ ‘สมกับเป็ท่านแม่ทัพ โบยก่อนแล้วค่อยให้รางวัล ชั้นเชิงไม่ธรรมดา!’
เหลียงเหวินเฉิงเดินกะเผลกๆ เข้าไปในกระโจมของแม่ทัพ—
เอ๊ะ? ในกระโจมมีสตรีอยู่ด้วย?!
“เหลียงเหวินเฉิง”
เขากำลังรู้สึกแปลกใจ แล้วก็ได้ยินเสียงทุ้มของฟู่ถิงเย่เรียก
“ขอรับ ข้าน้อยอยู่ที่นี่ขอรับ” เหลียงเหวินเฉิงรีบก้มหน้าลง
“หากปรับปรุงธนูตามแบบที่เ้าว่า จะได้ระยะยิงเท่าใด?” ฟู่ถิงเย่ถามเขา
เหลียงเหวินเฉิงตอบ “เรียนท่านแม่ทัพ หากสำเร็จ ระยะยิงน่าจะอยู่ที่ประมาณสี่ร้อยก้าวขอรับ”
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปทางหวาชิงเสวี่ย
สี่ร้อยก้าว...ตรงกับที่นางพูดไว้เลย
ถึงแม้ว่าฟู่ถิงเย่จะเชื่อคำพูดของหวาชิงเสวี่ยแล้ว แต่ยามนี้เมื่อมีคนมาช่วยพิสูจน์ เขาก็ยังอดรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อไม่ได้
“เ้ามั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่?” ฟู่ถิงเย่ถาม
เหลียงเหวินเฉิงคิดว่าฟู่ถิงเย่กำลังถามตน พอกำลังจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินหญิงสาวข้างๆ ตอบว่า “ข้ารู้แต่วิธีทำ แต่ไม่ถนัดเื่การสร้างขึ้นมา จำเป็ต้องอาศัยช่างฝีมือ...”
“เ้าทำคันธนูเป็รึ?!” เหลียงเหวินเฉิงอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความใ
ตามหลักแล้วการแทรกเช่นนี้ถือว่าเสียมารยาทอย่างมาก แต่ฟู่ถิงเย่รู้ว่าเ้านี่หลงใหลในเื่การสร้างอาวุธ จึงคร้านจะไปเอาเื่เอาราวอะไรกับเขา
ฟู่ถิงเย่โยนภาพร่างที่เขาออกแบบกลับไปให้ “นี่คือภาพที่แม่นางหวาช่วยแก้ไขให้เ้า ลองดูสิ”
เหลียงเหวินเฉิงรับกระดาษมาด้วยความรีบร้อน ทันใดนั้นก็พบว่ามีจุดที่ถูกทำเครื่องหมายว่าผิดพลาดอยู่หลายจุดบนโครงธนูที่เขาออกแบบ เขาถอนหายใจอย่างใคร่รู้ แล้วพูดว่า “ที่ข้าล้มเหลวทุกครั้ง เป็เพราะจุดเหล่านี้หรือ...”
ทันทีที่เขาดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ก็เงยหน้าขึ้น มองหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาเป็ประกาย “เพียงแค่แก้ไขจุดเหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างคันธนูวิเศษที่ยิงได้ไกลถึงสี่ร้อยก้าวได้จริงหรือ?!”
ฟู่ถิงเย่ไม่ชอบสายตาที่เขามองหวาชิงเสวี่ยเอาเสียเลย มันจะเปิดเผยมากเกินไปแล้วกระมัง?!
ฟู่ถิงเย่: “แค่กแค่ก!” เ้าช่วยระวังหน่อย!
น่าเสียดายที่เหลียงเหวินเฉิงไม่ได้รับสัญญาณจากแม่ทัพใหญ่เลย ยังคงทำท่าทางเหมือนเดิม
หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้ม “คันธนูวิเศษ? ...ไม่ถึงขนาดนั้นกระมังเ้าคะ หากติดตั้งเพลาลูกเบี้ยว [1] ระยะยิงอย่างน้อยก็น่าจะถึงหกร้อยก้าวได้ สี่ร้อยก้าวนั้นจะนับว่าเป็คันธนูวิเศษได้อย่างไร...”
เหลียงเหวินเฉิงยิ่งใ “เ้าพูดจริงหรือ?!”
แม้แต่ฟู่ถิงเย่ก็มองไปยังหวาชิงเสวี่ย!
หกร้อยก้าว นี่ไม่ได้พูดเล่นใช่หรือไม่?! มันเกินจริงไปแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยเห็นสีหน้าตกตะลึงของทั้งสองคน จึงรีบเสริมว่า “ของที่ใช้ทำเพลาลูกเบี้ยวหายากมาก ยังไม่มีทางสร้างได้ แต่ถ้าปรับปรุงตามภาพร่างของ...ของพี่เหลียงได้สำเร็จ สี่ร้อยก้าวนั้นย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน”
ฟู่ถิงเย่ “เรียกเขาว่าเหลียงเหวินเฉิงก็พอ”
แต่เหลียงเหวินเฉิงกลับสนใจอีกเื่สำคัญ “หมายความว่า ถ้ามีวัสดุเพียงพอก็สามารถสร้างอะไรนะ...เพลา เพลาลูกเบี้ยว ที่เ้าบอกได้อย่างนั้นหรือ?”
หวาชิงเสวี่ย “...”
นางจะตอบอย่างไรดี? ความจริงแล้วหากมีวัสดุเพียงพอ มีอะไรบ้างที่สร้างไม่ได้? แม้แต่ปืนใหญ่ก็ยังสร้างได้เลย...
ปัญหาคือ ไม่มีวัสดุ ไม่มีวัสดุอย่างไรเล่า!
ฟู่ถิงเย่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หากเป็เช่นนั้น ก็สร้างคันธนูตามภาพร่างก่อน หากทำสำเร็จ ข้าจะกราบทูลฝ่าาเพื่อเผยแพร่คันธนูนี้”
เหลียงเหวินเฉิงดีใจจนเนื้อเต้น “ท่านแม่ทัพ! ท่านเห็นด้วยแล้ว?!”
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ “แน่นอนว่าใช้วิธีเดิมของเ้าไม่ได้ ตอนนี้มีคนแก้ไขให้แล้ว นับว่ายังพอมีค่าให้ลองดู”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “หากระหว่างนั้นมีปัญหาใดๆ เ้าสอบถามความเห็นจากแม่นางหวาได้”
เหลียงเหวินเฉิงมีสีหน้าลำบากใจ “ท่านแม่ทัพ...แม่นางหวา นางเป็เพียงสตรี...การจัดให้นางเข้าไปในค่ายธนูคงไม่เหมาะสมกระมัง?”
“ไม่มีนาง เ้ารับรองได้หรือไม่ว่าจะสร้างคันธนูที่ยิงได้ไกลสี่ร้อยก้าวได้?” ฟู่ถิงเย่ถามเขาด้วยน้ำเสียงเ็า
เหลียงเหวินเฉิงพูดตะกุกตะกัก “ตามหลักแล้ว...น่าจะได้ขอรับ...”
“ตามหลักของเ้าบอกว่าให้ส่งภาพร่างที่ผิดพลาดเป็ร้อยจุดมาให้ข้าอย่างนั้นหรือ?”
“...” เหลียงเหวินเฉิงค่อยๆ ก้มหน้าลงเงียบๆ
ฟู่ถิงเย่ไม่สนใจเขาอีก หันไปถามหวาชิงเสวี่ย “นอกจากช่างฝีมือผู้ชำนาญแล้ว ยัง้าอะไรอีกหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยทบทวนความทรงจำในหัวอีกครั้ง ก่อนพูดขึ้นเบาๆ ว่า “ข้า้าไม้ไผ่คุณภาพดีมาขึ้นเป็โครงธนู ให้ช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญผ่าออกเป็สี่ส่วนเท่าๆ กัน แต่ละส่วนกว้างประมาณสามนิ้ว นำไปอบด้วยถ่านไฟเพื่อไล่ความชื้น จากนั้นขัดเขาควายมาติดกับตัวคันธนู เพื่อเพิ่มแรงดีดของปีกธนู สุดท้ายนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ใช้กาวที่ได้จากการเคี่ยวถุงลมปลาทาลงบนตัวคันธนูและเขาควาย ตากให้แห้งแล้วทากาวซ้ำ ทำซ้ำยี่สิบรอบก็จะได้คันธนูที่สมบูรณ์”
หวาชิงเสวี่ยพูดจบ นางมองไปที่ฟู่ถิงเย่ แล้วมองไปที่เหลียงเหวินเฉิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า “หากทำตามที่ข้ากล่าวมานี้ได้ ระยะยิงน่าจะอยู่ระหว่างสี่ร้อยถึงห้าร้อยก้าว”
เหลียงเหวินเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ “ยังยิงได้ไกลกว่าสี่ร้อยก้าวอีกหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “หากคนยิงธนูเก่ง พลังของธนูก็จะยิ่งมากขึ้น”
พูดไปโดยไม่คิดอะไร แต่ฟู่ถิงเย่กลับคิดว่าหวาชิงเสวี่ยจะต้องกำลังชมเขาอยู่แน่ๆ หากเขาใช้คันธนูนี้ แน่นอนว่าจะยิ่งทรงพลัง...
...
ล้อรถม้าบดลงบนพื้นถนน เสียงดังครืดคราด
หวาชิงเสวี่ยยกม่านด้านข้างขึ้น หน้าแดงน้อยๆ ยื่นออกมาพูดกับฟู่ถิงเย่ที่อยู่ด้านนอกรถม้า “ท่านแม่ทัพ ไม่ต้องไปส่งแล้วเ้าค่ะ...”
หากยังไปต่อ คงจะไปถึงหน้าประตูเมืองผานสุ่ยแล้ว...
ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่บนหลังม้า ใบหน้าที่เคร่งขรึมกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาอย่างหาได้ยากยิ่ง “กลับไปพักผ่อนสักสองวัน วัสดุเ่าั้ที่เ้า้า เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว ข้าจะส่งคนมารับเ้าไปส่งที่ค่าย”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย “จะไม่เป็ไรจริงๆ ใช่หรือไม่...หรือว่า ข้าควรปลอมตัวเป็ชายดีเ้าคะ?”
เหมือนว่าในละครก็มักจะทำกันเช่นนี้
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟู่ถิงเย่หายไปในพริบตา! “สตรีจะแต่งกายเยี่ยงบุรุษได้อย่างไร?! ใช้ได้ที่ไหน!”
หวาชิงเสวี่ยหดคอเมื่อถูกเขาตวาด
ฟู่ถิงเย่เห็นว่านางกลัวเขา ก็รู้สึกหงุดหงิดร้อนรุ่มอยู่ในใจ ความอ่อนโยนเอาใจใส่พวกนั้นดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากเขาเสียเหลือเกิน จะพยายามเรียนรู้อย่างไรก็ไม่ใช่ทาง!
เฮ้อ น่ารำคาญเสียจริง!
“เอาเป็ว่า ข้าจะจัดการเอง เ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” ฟู่ถิงเย่เอ่ยออกมาตามแบบฉบับของบุรุษที่มีความคิดฝังหัวเื่ชายเป็ใหญ่
“เ้าค่ะ...” หวาชิงเสวี่ยตอบรับอย่างภรรยาตัวน้อยผู้เชื่อฟัง
ฟู่ถิงเย่เห็นท่าทางอ่อนหวานเชื่อฟังของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนสักประโยค “ตอนมาอย่าลืมนำของแทนใจมาด้วย”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก
ขอร้อง...ท่านเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ อย่าเอาแต่พูดถึงของแทนใจได้หรือไม่? มันน่าอายมากเลยนะ!
แต่เพราะเหตุใดนางถึงเอาแต่ยอมเขาอย่างขลาดกลัวเช่นนี้...
ที่จริงในใจรู้สึกอยากจะเถียงเขา แต่เพราะเหตุใดนางไม่เพียงแต่พยักหน้า ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสนจะว่าง่าย “เ้าค่ะ”
นางถูกแิแบบศักดินาในสมัยโบราณล้างสมองใช่หรือไม่?!
โอ้์...
หวาชิงเสวี่ยอยากจะรักษาตัวตนของนางเอาไว้ จึงรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “มีดเล่มนั้นประดับด้วยอัญมณีมากมาย หากพกติดตัวไปมาจะทำหายได้ง่ายๆ ...”
“หากทำหายข้าค่อยหามาให้เ้าใหม่ก็สิ้นเื่” ฟู่ถิงเย่ไม่คิดว่านี่เป็ปัญหา
“...” หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างหดหู่ ที่แท้สำหรับเ้าเคราเฟิ้มแล้ว ของแทนใจอะไรนี่...เป็ของที่ให้กันได้หลายครั้งสินะ...
...
ตอนขาไปเหมือนจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตอนขากลับดันใช้เวลาเกือบชั่วยามครึ่ง
ส่วนใหญ่ก็เป็เพราะฟู่ถิงเย่คอยบอกกับสารถีว่า “ขับดีๆ หน่อย อย่าให้รถสั่นเกินไป”
สารถีจึงต้องคอยระมัดระวังตลอดทาง ไม่กล้าขับเร็วจนเกินไป! สุดท้ายรถม้าดีๆ ความเร็วที่ได้ก็ไม่ต่างกับรถเทียมวัว...
ฟู่ถิงเย่ไปส่งนางถึงหน้าประตูเมืองจริงๆ หลังจากที่เห็นคนของจ้าวเซิงรออยู่ที่หน้าประตูเมืองแล้ว เขาก็วางใจ ชักม้าหันหลังกลับไปยังค่าย
หวาชิงเสวี่ยถูกส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ทันทีที่นางเข้าประตูไป ป้าเหอก็รีบออกมาต้อนรับ แล้วร้องเสียงดังว่า “เ้ากลับมาแล้ว! วันนี้มีคนมาหาเ้าหลายคนเลย!”
“หาข้า?” หวาชิงเสวี่ยทำหน้างงๆ นางไม่มีญาติมิตรในเมืองผานสุ่ยนะ
“ใช่! มีแต่คนมาหาเ้าเพื่อซื้อสบู่ฟอง!” ป้าเหอรู้สึกปวดหัวมาก “ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านเท่านั้นที่ถามหา แม้แต่เ้าของร้านค้าหลายร้านบนถนนก็มาถาม วันนี้ไม่เจอเ้า ข้าคิดว่าพรุ่งนี้พวกเขาคงจะกลับมาอีก!”
“อ่า...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกไม่สบายใจระคนขัดเขิน “ทำให้ท่านลำบากแล้ว ท่านป้า ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาหาถึงที่บ้าน...”
“ข้าไม่เป็ไรหรอก” ป้าเหอโบกมือ เตือนนางด้วยความหวังดี “แต่เ้าต้องระวังตัวไว้ อย่าให้เ้าของร้านเ่าั้หลอกเอาสูตรไปนะ เข้าใจหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าหงึก “เ้าค่ะ! ขอบคุณท่านป้า ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ”
ป้าเหอยังคงไม่วางใจ จึงเอ่ยตักเตือนไม่หยุดอีกสองสามประโยค
ช่วยไม่ได้ ทุกครั้งที่เห็นหวาชิงเสวี่ยทำท่าทางใสซื่อและอ่อนแอ ก็อดไม่ได้ที่จะปฏิบัติกับนางเหมือนเด็กคนหนึ่ง รู้สึกว่าต้องคอยกำชับอย่างละเอียด รู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ เกิดความคิดอยากจะช่วยนาง และปกป้องนางขึ้นมา
ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ในลาน จู่ๆ ประตูเรือนก็ถูกเคาะโดยใครบางคน
ป้าเหอเอามือปิดหน้าผาก ถอนหายใจ “ต้องเป็คนที่มาซื้อสบู่ฟองของเ้าอีกแล้วแน่ๆ”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแห้งๆ เดินไปเปิดประตู แต่ครั้งนี้เป็พ่อค้าเร่คนนั้น
“แม่นางหวา” พ่อค้าเร่เห็นนางก็ยิ้มออกมาทันที
หวาชิงเสวี่ยยิ้มตอบ ถามเขาว่า “มาหาข้ามีเื่อันใดหรือ?”
“แหะๆ ...” พ่อค้าเร่เกาท้ายทอย “คือว่า...ครั้งที่แล้วท่านบอกว่ามีสบู่ก้อนอยู่จำนวนหนึ่ง...”
หวาชิงเสวี่ยเดาจุดประสงค์ของเขาออก ทำได้เพียงยิ้มขออภัย “ขายหมดแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ในมือข้าไม่มีสบู่แล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง...” พ่อค้าเร่มีสีหน้าเสียดาย เมื่อคิดถึงโอกาสทำเงินที่พลาดไปครั้งที่แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย!
“แม่นางหวา ขอบอกตามตรง สบู่ของท่านมีชื่อเสียงมาก คนที่ซื้อไปต่างก็บอกว่าใช้ดี วันนี้ทั้งวันมีคนมาถามหากับข้าหลายคนแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้ม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไร แต่ในน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ “อืม ข้าเคยบอกแล้วว่าสบู่ที่ข้าทำดีกว่าสบู่ก้อนทั่วไป”
พ่อค้าเร่ถอนหายใจยาวๆ ด้วยความเสียดายและเสียใจ ถามว่า “สบู่แบบนี้ของท่าน เมื่อใดจะมีอีก?”
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิด “อืม...เกรงว่าใน่เวลาสั้นๆ นี้คงไม่มีอีกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็คงอีกสองเดือนให้หลัง”
“สองเดือน?!” พ่อค้าเร่ใ “นานขนาดนั้นเลย?!”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า สบู่ทำมือต้องใช้เวลาในการบ่มจนพร้อมใช้งาน สองเดือนเป็การคาดการณ์แบบเผื่อเวลาไว้แล้วของนาง ถ้าหากว่าจากนี้ต่อไปต้องไปช่วยทำคันธนูที่ค่ายทหาร คงจะยิ่งล่าช้าออกไปอีก
แต่...การที่นางช่วยปรับปรุงคันธนู ก็ถือว่าทำเพื่อบ้านเมืองและทำเพื่อประชาชน ถึงจะช้าไปก็ช่างเถิด! เพราะเื่นี้ทำให้นางรู้สึกมีเกียรติจริงๆ!
พ่อค้าเร่กล่าวว่า “แม่นางหวา อีกสองเดือนหากมีสินค้าแล้ว ท่านช่วยเก็บไว้ให้ข้าบ้าง ได้หรือไม่ขอรับ?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มแล้วพยักหน้า
...
ทางด้านหวาชิงเสวี่ยนั้นไม่ขัดข้อง แต่ในขณะนี้ ที่กรมสรรพาวุธในค่ายทหารชิงโจว กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายไปหมด!
“เหลวไหล!” รองหัวหน้าเว่ยตบโต๊ะ “แม่ทัพฟู่เสียสติไปแล้วหรือ?! จะให้สตรีเข้ามาในค่ายได้อย่างไร?!”
หัวหน้าเสมียนของกรมสรรพาวุธส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย “่นี้แม่ทัพเหมือนจะชอบควานหาผู้มีความสามารถจากกลุ่มชาวบ้านเข้ามา ช่างตีเหล็กหลิวก็คนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ?”
รองหัวหน้าเว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ถามว่า “ช่างตีเหล็กหลิวคนนั้นอยู่ในค่ายเครื่องมือเหล็กมาสามวันแล้ว สรุปว่าทำได้สำเร็จหรือไม่?”
—————————————————————————
[1]เพลาลูกเบี้ยว(偏心轮)แิระบบเพลาลูกเบี้ยวนี้มีให้เห็นได้ทั่วไปในระบบเครื่องยนต์ลูกสูบ แต่ในที่นี้หมายถึงเพลาลูกเบี้ยวที่บรรจุอยู่กับรอกบนธนูทดกำลังหรือที่เรียกว่าคอมพาวน์ดโบว เป็ธนูสมัยใหม่ที่ใช้ระบบคานงัด รอกนี้จะช่วยทดกำลัง คือมีการสะสมพลังงานไว้ได้มากยิ่งขึ้นทำให้ลูกธนูมีความเร็วสูงกว่าธนูปกติ และเมื่อจังหวะสุดท้ายเมื่อดึงสายไปสุดระยะ จะมีการผ่อนแรง ทำให้สามารถดึงธนูค้างไว้ได้นานยิ่งขึ้นและใช้แรงน้อยลง จึงสามารถเล็งได้นานขึ้น ส่งผลให้มีความแม่นยำที่มากขึ้น
