จางหลิงเยว่ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของนางตั้งตระหง่านเหนือคฤหาสน์ตระกูลจาง สายลมพัดกระทบชายเสื้อคลุม เส้นผมปลิวไสวอย่างสงบนิ่ง เบื้องล่าง คลื่นพลังระดับนักบุญนับสิบสายจากกองกำลังต่างๆ ลอยอยู่รายรอบ ออร่าของแต่ละคนกดทับอากาศจนหนักอึ้ง ราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
นางกวาดสายตามองผู้นำกองกำลังเ่าั้อย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเบา
“จางเหวินกับจางหลินหนีไปแล้ว ถ้าพวกเ้าอยากได้ตัวพวกเขา ก็ออกไปตามหาเองสิ”
ทันทีที่เสียงนั้นจบลง ออร่าของนักบุญหลายคนก็พุ่งทะยานออกมา กดดันใส่ร่างของจางหลิงเยว่โดยไม่ปิดบังเจตนาสังหาร ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นอย่างเ็า
“เ้าคิดว่าพวกเราโง่หรืออย่างไร”
“เด็กสองคนนั้นคือเมล็ดพันธุ์ระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่”
“เ้าคงไม่มีวันปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ แบบนั้นจริงไหม”
ก่อนที่จางหลิงเยว่จะได้พูดอะไร อีกเสียงหนึ่งก็ดังเสริมขึ้นมาทันที
“หรือจริง ๆ แล้วพวกเ้าแกล้งต่อสู้กันเอง เพื่อส่งเด็กทั้งสองหนีออกไปอย่างแเี”
“แล้วในระหว่างที่พวกข้าออกตามหาทั้ง 2 คน เ้าก็เตรียมพาตระกูลจางหนีไปใช่หรือไม่”
สายตาหลายคู่จ้องมองไปที่จางหลิงเยว่ด้วยความระแวง เสียงรอบตัวของนางเงียบลงชั่วขณะ จางหลิงเยว่ไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงหลับตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ก็คงต้อง…”
ยังไม่ทันที่คำพูดของนางจะจบลง แรงกดดันมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากอีกทิศหนึ่ง
ราวกับท้องฟ้าทั้งผืนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบอัด ชายชุดดำผู้หนึ่งก้าวออกมาจากความว่างเปล่า พลังของาานักบุญแผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างไม่ปิดบัง กดทับทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นในพริบตาเดียว
หลายคนหน้าซีด ลมหายใจติดขัด ชายชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยอำนาจ
“ข้าขอแนะนำตัวก่อน”
“ข้าคือผู้รับใช้ของนายน้อยกู่อี้เซิง”
ทันทีที่ชื่อนั้นดังขึ้น บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“เนื่องจากนายน้อยทราบว่า น้องสาวของเขา กู่หลานเยว่ ถูกผู้ฝึกตนปีศาจรังแก”
“ข้าจึงได้รับคำสั่งให้มาจับตัวของมันกลับไปที่ตระกูลแบบมีชีวิต”
ดวงตาของชายชุดดำกวาดมองไปรอบ ๆ
“แต่เนื่องจากนายน้อยของข้ากำลังตามหากองกำลังใต้อาณัติที่จะช่วยสนับสนุนเขาในอนาคตเพื่อเป็ผู้นำตระกูล นายน้อยเลยให้บททดสอบกับพวกเ้า เพื่อตามหากองกำลังที่มีศักยภาพ ผู้ใดที่นำตัวจางหลินและจางเหวินมามอบให้ข้าได้ นายน้อยของข้าจะมอบรางวัลให้อย่างงามพร้อมกับสนับสนุนกองกำลังของพวกเ้าอย่างเต็มที่”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นในเวลาเดียวกัน คนของตระกูลกู่อีกแล้ว
หลายคนในที่นี้ต่างถอนหายใจเบา ๆ ในใจ ใคร ๆ ก็รู้ดี ว่ากู่อี้เซิง้ากระดูกศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการทวงความยุติธรรมใด ๆ อย่างแน่นอน แถมยังมาใช้เหตุผลไร้สาระอย่างเพื่อตามหากองกำลังที่มีศักยภาพ จริงๆ แล้วพวกเขาก็แค่ไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครขยับ ชายชุดดำก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“รออะไรกันอยู่…”
ในวินาทีนั้น นักบุญจากกองกำลังต่าง ๆ ก็พุ่งตัวออกไปทันที แยกย้ายกันค้นหาทั่วราชวงศ์ขนนกสีเงิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงปั่นป่วนด้วยเงาหลายร่างที่พุ่งผ่านไปมา
แต่ก่อนที่ชายชุดดำจะจากไป เขากลับหันมองจางหลิงเยว่
“ยกเว้นเ้า”
“จางหลิงเยว่ ตามข้ามา”
สายตาของนักบุญหลายคนหยุดนิ่งในทันที ชายชุดดำกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“ถึงต่อให้คนเ่าั้หาเด็กทั้งสองไม่เจอ”
“เราก็ยังมีตระกูลจางและมารดาของพวกเขา เพื่อใช้เป็เหยื่อล่อพวกเขาไม่ใช่หรือ?!”
ชายชุดดำเงยหน้ายิ้มอย่างมีความสุข
“หรือพวกเ้าไม่ได้คิดเช่นนี้ั้แ่แรกกันอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ตระกูลจางเงียบงันลง เหล่านักบุญจากกองกำลังต่าง ๆ ต่างคิดไม่ต่างกัน ตระกูลจางคือหมากในมือ หากจับตัวเด็กทั้งสองไม่ได้ พวกเขาก็จะใช้ตระกูลจางเป็เครื่องมือข่มขู่ บีบให้ทั้งสองคนโผล่หัวออกมาเอง
ขณะเดียวกัน ณ เขตบ้านส่วนตัวของจางหลิงเยว่ ภายในสวนหญ้าที่เงียบสงบ ต้นไม้เขียวขจีทอดเงาลงบนพื้นหิน ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งนั่งอยู่ใต้ศาลาไม้ จิบชาร้อนอย่างใจเย็น มืออีกข้างหยิบองุ่นเม็ดใสเข้าปากอย่างไม่เร่งรีบ ท่าทางสบายอารมณ์ราวกับโลกภายนอกไม่ได้มีเื่วุ่นวายใดเกิดขึ้น
ข้างกายของเขา กู่หลานเยว่ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลกู่ นั่งอยู่เงียบ ๆ สายตาของนางเหม่อลอย คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่งที่ลึกเกินกว่าจะเอ่ยออกมา
ไม่นานนัก ร่างของจางหลิงเยว่ก็เดินเข้ามาในสวน สีหน้าของนางเรียบเฉย แต่แววตายังซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้เล็กน้อย
ชายหนุ่มที่นั่งจิบชาอยู่ข้างกู่หลานเยว่เงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“ท่านแม่ เป็อย่างไรบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”
จางหลิงเยว่หัวเราะเบา ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“เรียบร้อยแล้ว เ้าตัวแสบ”
ชายหนุ่มผู้นั้นคือ กู่อี้เซิง เขาคือลูกชายของจางหลิงเยว่ ชายที่ได้ชื่อว่าปีศาจแห่งราคะของตระกูลกู่ เขายิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก
“ทำแบบนี้ ถูกต้องใช่ไหม หลานเยว่”
เขาหันไปมองกู่หลานเยว่ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“เหตุใดเ้าไม่สังหารพวกมันไปเลย แล้วแย่งกระดูกศักดิ์สิทธิ์มา อย่างนั้นไม่ง่ายกว่าหรือ แล้วทำไมต้องทำให้เื่มันวุ่นวายทั้งการใส่ร้ายหรือว่าให้กองกำลังนักบุญที่อ่อนแอเ่าั้ออกไปตามล่าพวกมันด้วยละ”
กู่หลานเยว่ไม่ได้ตอบในทันที
ในดวงตาของนางมันเหมือนว่าเวลากำลังหยุดนิ่ง หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็สิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นได้นอกจากนางเพียงผู้เดียว พร้อมเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในจิตสำนึก
[จางหลินตัดขาดกับตระกูลจาง ทำการปล้นโชคของบุตรแห่งโชคชะตา 1,500 แต้มวายร้าย]
กู่หลานเยว่จ้องมองตัวอักษรนั้น ดวงตาหรี่ลงทันที
“ระบบ เ้าเป็บ้าหรือไง?”
นางพึมพำภายในใจ
“เขาตัดขาดกับตระกูลจางแล้ว นั่นแทบจะเป็แหล่งทรัพยากรหลักของเขาไม่ใช่หรือไง?!”
“ทำไมแต้มวายร้ายงี่เง่าของเ้าถึงได้น้อยขนาดนี้กัน ทั้งๆ ที่บุตรแห่งโชคชะตาคนก่อนๆ ก็ไม่เห็นได้น้อยแบบนี้เลย เ้าโกงข้ารึเปล่า?”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่เ็าและไร้อารมณ์ดังขึ้นในจิตสำนึก
[โฮสต์ การคำนวณนี้ถูกต้องแล้วและระบบก็ไม่ได้โกงด้วย]
เสียงนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง
[ท่าน้าเห็นสิ่งที่น่าสนใจกว่านี้หรือไม่]
กู่หลานเยว่ขมวดคิ้ว
“อะไร”
ในวินาทีถัดมา หน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนไป
[จางหลินตัดขาดกับตระกูลจาง เขาได้รับค่าโชคเพิ่ม 100,000]
ดวงตาของกู่หลานเยว่าเบิกกว้าง นางอุทานออกมาโดยไม่ทันยั้ง
“นี้ข้าเจอเขากับสมบัติหรือแผ่นเหล็กกันแน่นะ…”
…
…
ภายในป่าขนาดมหึมาที่แสงอาทิตย์แทบไม่อาจส่องถึง ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านชูยอดขึ้นสู่ความมืด รากขนาดใหญ่แผ่ขยายราวอสรพิษั์พันเกี่ยวพื้นดิน พื้นป่าขรุขระ เต็มไปด้วยมอสส์สีคล้ำและเห็ดเรืองแสงที่ปล่อยไอหมอกบาง ๆ ลอยต่ำ อากาศเย็นชื้น กลิ่นคาวเืปะปนกับกลิ่นดินเก่าที่ฝังตัวมานับพันปี
ที่นี่คือป่าอสูรโบราณ
ดินแดนซึ่งพลังจิตถูกกลืนกิน การสื่อสารทุกชนิดแทบจะไร้ผล เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องอยู่ลึกเข้าไปในความมืด ราวกับการเตือนผู้บุกรุกให้รู้ว่า นี่คือบ้านหลังใหญ่ของพวกมัน
ลำธารสีดำไหลคดเคี้ยวอยู่ตามร่องหิน น้ำในลำธารไม่สะท้อนแสง มีเพียงเงาดำไหววูบอยู่ใต้น้ำ หน้าผาหินทรงประหลาดตั้งซ้อนกันเป็ชั้น ๆ บางแห่งเป็โพรงลึก บางแห่งเป็ลานหินเปิดโล่งที่เต็มไปด้วยรอยเล็บและรอยเขี้ยว
ที่นี่คือเขตแดนที่แม้แต่นักบุญก็ไม่อยากเข้ามาพัวพัน เพราะในส่วนลึกของป่าแห่งนี้ คืออาณาเขตของสัตว์อสูรระดับกึ่งจักรพรรดิ าาวานรทองคำ ผู้เป็เ้าแห่งผืนป่าอสูรโบราณ
ภายใต้ต้นไม้โบราณต้นหนึ่งที่ลำต้นกว้างราวกำแพงเมือง จางเหวินวางร่างของจางหลินลงอย่างระมัดระวัง เด็กชายหายใจเข้าออกอย่างแ่เบา เืสีแดงสดยังคงไหลเปื้อนเสื้อผ้า จางเหวินรีบหยิบยารักษาออกมาป้อนให้น้องชายอย่างไม่ลังเล พร้อมใช้พลังปราณสายน้ำไหลซึมเข้าสู่ร่างที่บอบช้ำของน้องชายอย่างช้า ๆ
แม้เขาจะปลุกความทรงจำขึ้นมา แต่ความทรงจำที่ผูกพันกับจางหลินกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่เพียงภาพในอดีต หากเป็ความรู้สึกที่ฝังลึก เขาไม่อาจปล่อยเด็กคนนี้ไว้ได้ ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม
ทันใดนั้นเอง
จิตสังหารเย็นเยียบพุ่งเข้ามาราวคมมีด
เสียงคำรามต่ำดังสะท้อนผ่านพงไม้
กร๊าาาา
เงาดำหลายสายพุ่งออกมาจากความมืด หมาป่าสีดำอสูรระดับิญญาแรกเริ่มนับสิบตัวล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ดวงตาสีเขียวเรืองแสง เขี้ยวขาวเปื้อนน้ำลาย กลิ่นเือสูรฉุนเฉียวปะทะจมูก
จางเหวินเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยน
เขายกมือขึ้นเบา ๆ พลังสายน้ำไหลเวียนรอบกาย ก่อนจะแยกออกเป็สามร่างในพริบตา ร่างแยกน้ำทั้งสามยืนเรียงกัน ดวงตาเย็นสงบเช่นเดียวกับร่างจริง
หมาป่าอสูรคำรามพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตี
ร่างแยกตัวแรกก้าวไปข้างหน้า พลังแห่งน้ำควบแน่นรอบแขน กลายเป็คมดาบโปร่งใส ฟันฉับเดียว ร่างหมาป่าตัวหนึ่งถูกผ่าออกเป็สองซีก เืกระเซ็นเปื้อนพื้นดินก่อนจะสลายเป็หมอกพลัง
ร่างแยกที่สองหมุนตัวหลบการกัดจากด้านข้าง ก่อนจะยื่นมือออกไป พลังน้ำแปรเปลี่ยนเป็หอกสั้นหลายเล่ม พุ่งแทงทะลุหัวหมาป่าสองตัวติดกัน เสียงร้องขาดห้วงดังขึ้นก่อนร่างจะล้มลงแน่นิ่ง
ร่างแยกที่สามไม่รุก ไม่ถอย มันยืนอยู่อย่างมั่นคงก่อนจะเหยียบพื้น น้ำใต้ฝ่าเท้าปะทุขึ้นเป็วงคลื่น หมาป่าที่กระโจนเข้ามาถูกแรงกระแทกซัดกระเด็น กระดูกแตกหักกลางอากาศ
หมาป่าที่เหลือพยายามล้อมกรอบอีกครั้ง แต่การเคลื่อนไหวของพวกมันช้าลง ร่างแยกน้ำเคลื่อนที่ประสานกันอย่างไร้รอยต่อ
คมดาบน้ำเฉือนคอ หอกน้ำแทงทะลุหัวใจ คลื่นน้ำบดขยี้กระดูก
เสียงคำรามค่อย ๆ เงียบลงทีละตัว
ไม่นานนัก ซากหมาป่าหลายสิบตัวก็นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น เืซึมลงดิน ก่อนจะถูกผืนป่ากลืนกินอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยมีการต่อสู้เกิดขึ้น
ร่างแยกน้ำทั้งสามสลายตัวกลับเป็ละออง จางเหวินหันกลับมามองจางหลินอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึม
