บุญเลิศนั่งคุยกับอดีตนายเก่าต่อมาอีกครู่สั้นๆ ก่อนจะเดินมาหาลูกสาวที่กำลังนั่งหั่นสายบัวอยู่ในครัว เตรียมทำกับข้าวมื้อเย็นให้ผู้เป็พ่อ
“แป้ง… ”
เสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลัง ทำเอามือที่กำลังถือมีดหั่นสายบัวต้องชะงักค้าง เพราะรู้สึกได้ถึงความเคร่งเครียดในน้ำเสียงของผู้เป็พ่อ
“คะ… ”
หญิงสาวหันมามอง สบตากับผู้เป็พ่อที่สีหน้าและแววตาดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ไปเก็บเสื้อผ้า… ”
บุญเลิศสั่งเสียงเข้ม
“เก็บเสื้อผ้า… เอ่อ… ไปไหนคะ”
แป้งหอมใ
“ไปเก็บเสื้อผ้า… วันนี้แกจะต้องไปกับนายพลเดชา… แกต้องไปอยู่บ้านนายพล”
“อะไรนะ… ”
สาวน้อยอุทาน
“อย่างที่พ่อบอก… แกอย่าถามอะไรมาก เอาเป็ว่าแกจะต้องไปอยู่บ้านนายพลเดชาหนึ่งปี… เพื่อแลกกับหนี้สินที่พ่อเคยกู้ยืมเขามาเมื่อหลายปีก่อน”
บุญเลิศสรุปสั้นๆ
เพราะคิดว่าอย่างน้อยการที่ลูกสาวของตนได้ไปอาศัยอยู่บ้านคนรวย อยู่ในที่ซึ่งเจริญกว่าบ้านนอกบ้านนา ก็หมายถึงโอกาสที่ดีในชีวิต
แม้อีกใจของบุญเลิศจะนึกหวั่นและเป็ห่วงลูกสาวที่จะต้องเข้าไปอยู่ในบ้านที่มี ‘ความลับ’ หลังนั้น ความลับบางอย่างที่บุญเลิศเคยเห็นมาใน่ที่เคยเป็ทหารเกณฑ์รับใช้อยู่ในบ้านของนายพลเดชาเมื่อยี่สิบปีก่อน
แต่นั่นก็นานมากแล้ว…
บุญเลิศคิดในแง่ดีว่าเื่ราวเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อในอดีต… วันนี้ไม่น่าจะมีแล้ว
ในเวลาต่อมา
ขณะที่รถกำลังวิ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ เสียงเรียกดังขึ้นที่โทรศัพท์มือถือของนายพลเดชา เขากดรับสายของลูกชาย วิดีโอคอลมาจากอังกฤษ
“ว่าไงไอ้ดล… แล้วนี่จะกลับวันไหน”
นายพลกรอกเสียงไปยังต้นสายที่โทรเข้ามา เรียกลูกชายที่ชื่อ ‘นพดล’ สั้นๆ ว่า ‘ดล’ จนติดปาก
“ผมกลับเดือนหน้าครับ… พ่อสบายดีนะครับ”
ขณะที่กำลังโทรมานพดลกำลังแล่นเรือใบอยู่กับเพื่อนๆ ที่กลางทะเล ได้ยินเสียงคลื่นลมทะเลดังแว่วเข้ามาในโทรศัพท์
และมีจังหวะหนึ่งที่ภาพของแป้งหอมที่กำลังนั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังของรถตู้ปรากฏเข้ามาในจอโทรศัพท์ ทำให้นพดลรีบถามบิดา
“ผู้หญิงนั่นใครครับพ่อ… ”
“สาวใช้คนใหม่ เป็ลูกสาวของลูกหนี้ที่ติดหนี้พ่อมาหลายปี ไม่มีปัญญาใช้หนี้ก็เลยต้องให้ลูกสาวมาทำงานรับใช้ในบ้านเรา”
นายพลสรุปให้ลูกชายฟังสั้นๆ ก่อนจะใกับคำพูดของลูกชายที่ตามมา
“โห… แจ่มอ่ะพ่อ… ”
แม้แค่ได้เห็นความสะสวยของแป้งหอมผ่านโทรศัพท์มือถือ ก็ไม่ลังเลที่นพดลจะเอ่ยชมออกมา
