วันรุ่งขึ้น ตอนรับจิ้งจอกน้อยกลับมา เฉียวรุ่ยประหลาดใจเล็กน้อย เขาพบว่าอาการาเ็ภายในของมันดีขึ้นมาก
“เทียนฉี เ้า เ้ารักษาอาการาเ็ให้มันหรือ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักพลางเอ่ยถามอย่างฉงน
“อืม ข้าซื้อโอสถรักษาอาการาเ็ขั้นสามเม็ดหนึ่งให้มัน”
“เ้านี่ดีจริง แล้วทำไมเมื่อคืนวานไม่บอกข้าเล่า? ทำข้ากังวลใจเสียเปล่าทั้งคืน คิดว่าเ้ายืมมันไปทำอะไรเสียอีก?” หลังได้ยินคำตอบ เฉียวรุ่ยบ่นพึมพำอีกเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ ข้าไม่มีนิสัยเอาจิ้งจอกมาอุ่นเตียงหรอก ไม่เชื่อเ้าลองดูสิ บนเตียงข้ามีขนจิ้งจอกไหมเล่า?” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจูงมือมาข้างเตียงตน
“ใคร ใครอยากดูเตียงเ้ากันเล่า?” เฉียวรุ่ยขัดเขิน ก้มหน้ามองจิ้งจอกน้อยในอ้อมกอด หลบสายตาบุรุษ
‘อืม เ้าหนู โอสถของเ้าไม่เลวเลย ข้ารู้สึกว่าอาการาเ็ภายในของข้าดีขึ้นมาก ไปหามาให้ข้าอีกเม็ดซิ!’ จิ้งจอกน้อยมองหลิ่วเทียนฉีก่อนส่งกระแสจิตบอก
“โอสถขั้นสาม เ้าคิดว่าหาง่ายปานนั้นหรือ?”
“เ้าหนู เ้าเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามมิใช่หรือไง? เ้าไม่ขาดแคลนศิลาทิพย์นี่?”
“ข้าไม่ขาดแคลนศิลาทิพย์ แต่ข้ากับเสี่ยวรุ่ยกำลังจะเข้าร่วมการสอบคัดเลือกของวิทยาลัยเซิ่งตู หลายวันนี้ไม่อาจเสียสมาธิได้ รอหลังพวกเราเข้าวิทยาลัยเซิ่งตู ข้าค่อยหาโอสถรักษาอาการาเ็ที่ดีกว่านี้ให้เ้าล่ะกัน” หลิ่วเทียนฉีมองจิ้งจอกน้อยพลางรับปาก
“ก็ได้!”
“จิ้งจอกน้อย อีกไม่กี่วันพวกเราจะไปสอบคัดเลือก พลังของข้ายังสู้เทียนฉีไม่ได้ เมื่อถึงเวลา เ้าต้องช่วยข้านะ?” เฉียวรุ่ยมองจิ้งจอกน้อยในอ้อมแขน กำชับมันอย่างจริงจัง
“ได้ ข้าจะพยายามช่วย แต่อาการาเ็ของข้าเพิ่งดีขึ้นนิดหน่อย มากสุดข้าใช้ได้แค่การโจมตีขั้นสาม การโจมตีขั้นสี่คงไม่ได้ จุดที่ช่วยเ้าได้จำกัดนักเชียวล่ะ!”
“อื้อ ข้าเข้าใจ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
“วางใจเถอะ แค่การสอบคัดเลือก หัวข้อการสอบคงไม่ยากเกินไปหรอก!” หลิ่วเทียนฉีจับมือเฉียวรุ่ยแล้วปลอบเสียงเบา
“หวังว่าจะไม่ยากเกินไปนะ!” สิ่งที่เฉียวรุ่ยกลัวที่สุดคือตนเองสอบไม่ผ่าน ต้องแยกจากเทียนฉีไป
.........
สี่วันให้หลัง
หลังจากทั้งสองคนดูดซับวารีบำรุงิญญา พลังิญญาจึงเพิ่มขึ้น่ใหญ่ จำนวนยันต์ขั้นสามที่หลิ่วเทียนฉีวาดในแต่ละวันล้วนมีมากขึ้น เฉียวรุ่ยเองก็ออกหมัดได้เร็วและแม่นยำขึ้นเช่นกัน
วันนี้เป็วันเข้าร่วมการสอบคัดเลือก พวกเขาตื่นั้แ่เช้าตรู่
หลังรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย หลิ่วเหอจึงเรียกทั้งสองคนให้เข้ามาในห้องหนังสือ
“นี่คือแผ่นค่ายกลขั้นสามสองแผ่น ล้วนเป็ค่ายกลสังหารขั้นสาม พวกเ้าเอาไว้ป้องกันตัวเสีย และตรงนี้ยังมียันต์วิเศษ ศิลาทิพย์ อาหาร เสื้อผ้าและก็โอสถที่ข้าเตรียมไว้ให้พวกเ้า”
หลิ่วเทียนฉีเห็นของมากมายกองพะเนินบนโต๊ะก็พยักหน้าหลายหน “ต้องให้ท่านพ่อกังวลกับลูกอีกแล้ว!”
“ใช่แล้ว ต้องให้ท่านอาหลิ่วกังวล ท่านดีกับข้าและเทียนฉีเหลือเกิน!”
“ฮ่าๆๆ ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดสิ่งนี้ พวกเ้าสองคนรีบเก็บของเข้าแหวนมิติแล้วไปเข้าร่วมการสอบคัดเลือกเถอะ!”
“ขอรับ!” ทั้งคู่ขานรับ เก็บข้าวของทั้งหมดในทันทีก่อนบอกลาเหลิ่วเหอ
.........
วิทยาลัยเซิ่งตู
เพราะวันนี้เป็วันสอบคัดเลือก ผู้ฝึกตนวัยเยาว์ที่มาเข้าร่วมจึงมารวมตัวกันที่ประตูวิทยาลัยเซิ่งตูั้แ่เช้าตรู่ จับกลุ่มสามถึงห้าคนคุยจ้อ สถานการณ์ครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง
มีอาจารย์เดินออกมาจากด้านในประตูใหญ่ แจกป้ายหมายเลขให้ผู้ฝึกตนที่รออยู่คนละแผ่น ทุกคนรับป้ายหมายเลขแล้วยืนรออยู่ที่เดิม พวกเขารอจนกระทั่งถูกเรียกหมายเลขจึงเดินเข้าประตูใหญ่เพื่อเข้าร่วมการสอบคัดเลือกของวิทยาลัย
“ตื่นเต้นจังเลย!” เฉียวรุ่ยกำป้ายหมายเลขในมือ เขาตื่นเต้นจนกลางฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“วางใจเถอะ การทดสอบแรกเป็การตรวจสอบอายุกระดูก ขอแค่อายุไม่เกินสามสิบปีล้วนผ่านหมด ไม่มีสิ่งใดยากหรอก!” หลิ่วเทียนฉีจับมือเฉียวรุ่ยอยู่ตลอด เขาเอ่ยปลอบเบาๆ
“สอบอะไรเ้ารู้หมดเลยหรือ!” เฉียวรุ่ยมองใบหน้าเขาพลางเบิกตาโตอย่างสงสัย
“ฮ่าๆๆ เ้าลืมแล้วหรือ พี่ใหญ่กับพี่รองข้าสอบเข้าวิทยาลัยเซิ่งตูเมื่อสิบปีก่อน การทดสอบของวิทยาลัยเซิ่งตูทุกปีเหมือนกันอย่างไงล่ะ!” อันที่จริง ที่เขารู้ไม่ใช่เพราะหลิ่วเทียนอี้กับหลิ่วเทียนไป่ แต่เพราะเขาเข้าใจนิยายต้นฉบับกระจ่างดุจฝ่ามือต่างหาก!
“อ้อ! นั่นสิ ถ้าอย่างนั้น อย่างนั้นรอบที่สองสอบอะไรเ้ารู้ไหม?” เฉียวรุ่ยมองเขาอีกครั้ง ถามอย่างสงสัย
ได้ยินคำถามนั้น ผู้ฝึกตนมากมายข้างตัวจึงเงี่ยหูฟังด้วย อยากรู้สักหน่อยว่ารอบที่สองสอบอะไร
หลิ่วเทียนฉีมองผู้ฝึกตนที่อยู่รอบกายนิดหน่อย เขายกมุมปากขึ้นนิดๆ “ไม่รู้สิ!”
“อ้าว!” เฉียวรุ่ยได้คำตอบนี้ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
‘รอบที่สองสอบฝึกวิชา อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยเซิ่งตูจะเคลื่อนย้ายพวกเราไปยังหนึ่งในสิบเขาสัตว์อสูรของวิทยาลัยเซิ่งตู ส่วนที่ไปเป็เขาลูกไหนไม่แน่ชัด เื่นี้แต่ละปีไม่เหมือนกัน’ หลิ่วเทียนฉีมองคนรักพลางส่งกระแสจิตบอกอีกฝ่าย
ที่จริงรู้ว่าเขาลูกไหน เพียงแต่ไม่อาจบอกได้ เขากลัวเสี่ยวรุ่ยสงสัย
‘อ้อ เป็เช่นนี้เองหรือ!’ เฉียวรุ่ยพยักหน้า ส่งกระแสจิตตอบกลับ
เพราะเฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีมาเช้ามาก ดังนั้น พวกเขายืนรออยู่นอกประตูใหญ่ครึ่งชั่วยามก็ถูกเรียกหมายเลข
ตรวจสอบอายุกระดูกด่านนี้ สำหรับเฉียวรุ่ยที่อายุสิบเก้าปีกับหลิ่วเทียนฉีที่อายุสิบแปดปีไม่มีอะไรยาก ทั้งสองคนผ่านอย่างราบรื่น พวกเขาถูกพาไปในตำหนักใหญ่หลังหนึ่งของวิทยาลัยเซิ่งตู รอการทดสอบรอบที่สอง
“ที่นี่ใหญ่จังเลย!” เฉียวรุ่ยยืนชะเง้อมองรอบด้านอยู่ในตำหนักใหญ่พักหนึ่ง เขาเห็นว่าผู้ฝึกตนที่ผ่านการตรวจสอบรอบแรกมากมายล้วนถูกส่งมาที่นี่
‘ลวดลายเส้นแล้วเส้นเล่าที่ใต้เท้าพวกเราคือค่ายกลเคลื่อนย้ายสินะ!’
ได้ยินเสียงผ่านกระแสจิตของหลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ยก้มศีรษะพินิจตาม เห็นลายเส้นโบราณวาดอยู่เต็มพื้นใต้เท้าจริง
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ทำท่าว่าเข้าใจ
การทดสอบรอบแรกดำเนินอยู่สองชั่วยาม รอจนการทดสอบตรวจอายุกระดูกรอบแรกจบลง ผู้ฝึกตนเยาว์วัยที่สอดคล้องกับเงื่อนไขหนึ่งพันกว่าคนจึงถูกพามาไว้ในตำหนักใหญ่แห่งนี้
แม้ตำหนักใหญ่หลังนี้จะกว้างขวางเป็อย่างยิ่ง แต่พริบตาเดียวกลับอัดผู้ฝึกตนไว้ทั้งหมด ทำให้ตำหนักใหญ่ซึ่งเดิมทีกว้าง กลายเป็ตลาดใหญ่ที่มีผู้คนล้นหลาม เท้าชนเท้าไหล่ชนไหล่ เบียดเสียดยัดเยียดกันไปหมด
“ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทุกท่าน บัดนี้ ข้าขอประกาศหัวข้อของการทดสอบรอบที่สอง การผจญภัยบนเขาเทียนมู่” ผู้เฒ่าผอมประหนึ่งลำไม้ไผ่คนหนึ่ง ร่างลอยอยู่บนฟ้า ยืนอยู่กลางอากาศเอ่ยกับผู้คนเบื้องล่าง
‘ใครกัน? เก่งกาจยิ่งนัก! ถึงกับบินได้เชียว!’ เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉีที่อยู่ข้างกาย ส่งกระแสจิตหา
“เขาคือหัวหน้าอาจารย์ใหญ่ เฟิงกู่ เป็ผู้มากความสามารถระดับจิตแรกกำเนิด มีความสามารถเหาะเหินดำดิน”
“ว้าว ผู้มากความสามารถระดับจิตแรกกำเนิดเลยหรือ ร้ายกาจจริงเชียว!” เฉียวรุ่ยมองเฟิงกู่ที่อยู่เหนือศีรษะด้วยสีหน้าเลื่อมใส
เฟิงกู่ยืนอยู่กลางอากาศ สะบัดมือทีหนึ่ง บนกระจกสิบสองบานสองข้างซ้ายขวาของตำหนักพลันปรากฏอักขระสีน้ำเงินส่องสว่างขึ้นมาทันที
“นี่คือกฎสิบสองข้อในการเข้าร่วมการทดสอบรอบที่สองของพวกเ้า ละเมิดข้อใดข้อหนึ่งล้วนถูกคัดออก ให้เวลาพวกเ้าครึ่งชั่วยาม ท่องกฎเสีย ต่อจากนั้นให้อาจารย์กับศิษย์พี่ของพวกเ้าแจกศิลาเคลื่อนย้ายกับแผนที่ให้คนละหนึ่งชุด” เฟิงกู่เอ่ยจบ เงาร่างก็หายไปจากกลางอากาศ
“ว้าว หายไปแล้ว ร้ายกาจเสียจริง!” เฉียวรุ่ยมองอากาศที่ว่างเปล่า บัดนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ก็ส่งเสียงใ
“ฮ่าๆๆ ตอนนี้เ้าคงรู้ว่าผู้มากความสามารถระดับจิตแรกกำเนิดยอดเยี่ยมเพียงไรแล้วสินะ?”
“อื้ม ช่างร้ายกาจยิ่ง หลังจากนี้ข้าอยากเป็ผู้มากความสามารถระดับจิตแรกกำเนิดบ้าง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ลั่นวาจาเป็มั่นเป็เหมาะ
ผู้ฝึกตนรอบข้างจำนวนหนึ่งที่ได้ยินพากันส่งเสียงหัวเราะหยันอย่างไม่ไว้หน้า
เฉียวรุ่ยถูกคนรอบกายหัวเราะ ใบหน้าแดงฉับพลันอย่างห้ามไม่ได้
“ข้าเชื่อเ้า!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรัก บอกอย่างหนักแน่น
“ฮ่าๆๆๆ...” เฉียวรุ่ยได้ฟังคำพูดหลิ่วเทียนฉีก็หัวเราะ
เขามองเฉียวรุ่ยอีกทีหนึ่งแล้วหยิบหินจารึกก้อนหนึ่งออกมา จูงคนรักเดินไปตรงหน้ากฎข้อแรก
“เทียนฉี เ้าทำสิ่งใด?” เฉียวรุ่ยมองเขาด้วยสีหน้าสงสัย
“จดบันทึกกฎสิบสองข้อนี้ไว้ ไม่เช่นนั้นหากละเมิดกฎต้องถูกคัดออก!”
เฉียวรุ่ยเห็นคนรักมีสีหน้าจริงจังจึงกะพริบตาปริบๆ “ไม่ร้ายแรงปานนั้นหรอกมั้ง?”
อย่างไรก็เป็พวกเขาไปฝึกวิชา ไม่ใช่ศิษย์ในวิทยาลัยกับอาจารย์เ่าั้ไปฝึกด้วยสักหน่อย ต่อให้ผิดกฎก็ไม่ถูกพบหรอกกระมัง?
“ร้ายแรงมากเลยล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจูงมือเฉียวรุ่ยมาตรงหน้ากฎข้อสอง
“อืม!” เห็นท่าทางจริงจังปานนั้นของหลิ่วเทียนฉี เขาจึงมองกฎบนกระจกอย่างตั้งใจด้วย
“กฎข้อที่หนึ่ง ระยะเวลาฝึกวิชาคือสามเดือน หลังพ้นสามเดือนผู้ฝึกตนที่ไม่อาจออกมาจากเขาเทียนมู่ได้จะถูกคัดออก กฎข้อที่สอง ระหว่างฝึกวิชา ผู้ที่พบอันตรายแล้วกระตุ้นศิลาเคลื่อนย้ายออกมาต้องถูกคัดออก กฎข้อที่สาม ระหว่างฝึกวิชาห้ามใช้อุปกรณ์อาคมใดๆ หรือขี่สัตว์เป็พาหนะ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกคัดออก กฎข้อที่สี่ระหว่างฝึกวิชา ผู้ควบคุมสัตว์อสูรห้ามใช้วิชาควบคุมอสูรเพื่อขับไล่สัตว์อสูร พบผู้ฝ่าฝืนจะถูกคัดออก กฎข้อที่ห้าระหว่างฝึกวิชา ผู้ฝึกตนคนใดไม่อาจใช้เหตุผลหรือข้ออ้างใดๆ ทำร้ายผู้ฝึกตนอื่นที่เข้าร่วมการฝึกวิชาในเวลาเดียวกัน พบผู้ฝ่าฝืนจะถูกคัดออก...”
“เทียนฉี เยอะจังเลย คัดออก คัดออก ข้าจำได้แต่คัดออก!” เฉียวรุ่ยมองคนรักข้างกาย พูดขึ้นด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องกังวลไป พวกนี้ข้าจดไว้แล้ว ถึงเขาเทียนมู่พวกเราค่อยๆ อ่าน เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคัดออก!” ที่จริงกฎเหล่านี้เขาท่องได้ไม่ตกหล่น ที่จดไว้ทำเพื่อให้เสี่ยวรุ่ยดูเท่านั้น
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง นี่คือศิลาเคลื่อนย้ายกับแผนที่ของพวกเ้า!” ศิษย์พี่ผู้สวมชุดวิทยาลัยเซิ่งตูคนหนึ่งก้าวเข้ามาส่งศิลาเคลื่อนย้ายสองก้อนกับแผนที่สองแผ่นให้หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย
“ขอบคุณศิษย์พี่!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับมาแล้วรีบขอบคุณ
“อืม!” ศิษย์พี่ขานรับเสียงเบาก่อนหมุนตัวจากไป
“เทียนฉี นี่ของเ้า!” เฉียวรุ่ยเก็บของตนเข้าไปในกำไล จากนั้นส่งของอีกชุดหนึ่งให้หลิ่วเทียนฉี
“อืม!” เขายื่นมือไปรับมาเก็บไว้ในแหวนมิติ จดบันทึกกฎข้อต่อไป
เส้นตายครึ่งชั่วยามมาถึงอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ทุกคน จงยืนอยู่กลางตำหนักใหญ่ ยืนอยู่ในค่ายกลเคลื่อนย้ายเสีย!”
เสียงพูดดังขึ้นเหนือศีรษะ เฟิงกู่ปรากฏตัวกลางอากาศอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน อาจารย์ใหญ่ผู้มีกลิ่นอายเซียนอีกเจ็ดคนก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
ทุกคนล้วนยืนอยู่ในค่ายกลเคลื่อนย้ายตามความ้าของอาจารย์ใหญ่เฟิงกู่ หลิ่วเทียนฉีจับมือเฉียวรุ่ยไว้แน่น
เฉียวรุ่ยััได้ถึงความกังวลของเขา จึงจับมือกลับมาแน่นเช่นกัน
อาจารย์ใหญ่ทั้งแปดคนล้อมอยู่เหนือค่ายกลเคลื่อนย้าย ลงมือกรอกพลังทิพย์ตนเข้ามาในค่ายกลพร้อมกัน ค่ายกลใหญ่ส่องรัศมีแสงเจ็ดสีแสบตาวูบหนึ่ง พริบตาเดียวผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมการทดสอบหนึ่งพันกว่าคนพลันหายไปจากตำหนักใหญ่
เมื่อเห็นทุกคนถูกเคลื่อนย้ายจากไป อาจารย์ใหญ่แปดคนจึงร่อนลงบนพื้น เฟิงกู่สะบัดแขนเสื้อ ในกระจกสิบสองบานถึงปรากฏภาพบนเขาเทียนมู่ ทุกการกระทำ ทุกการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการทดสอบแต่ละคนล้วนแสดงกระจ่างชัดในดวงตาของอาจารย์ใหญ่ทั้งแปดคนกับอาจารย์ทั้งหมดสามสิบห้าคน