ด้านฟู่กั๋วกงที่คิดจะกราบทูลเื่แผนร้ายของต้าเหลียน เขาเกิดเปลี่ยนใจที่จะเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน เนื่องจาก้าให้แผนที่วางไว้สมจริงมากที่สุด เมื่องานเลี้ยงเริ่มจนกระทั้งการเต้นรำของคณะสังคีตจบลง ฟู่กั๋วกงจึงลุกขึ้นเพื่อออกหน้าไถ่ถามถึงเหตุผล ที่เหลียนเป่ยอ๋องนำคณะทูตมาเยือนแคว้นจ้าวในวันนี้
“กระหม่อมฟู่กัวเฟิง ขอเป็ตัวแทนขุนนางราชสำนักแคว้นจ้าว ถามไถ่ท่านอ๋องว่าที่ทรงนำคณะทูตมาเยือนครั้งนี้้าสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ สัญญาสงบศึกยังไม่ครบตามกำหนดเวลา หรือว่ามาด้วยเหตุผลอื่นนอกจากเื่นี้ รบกวนท่านอ๋องช่วยชี้แจงต่อทุกคนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ฟู่กั๋วกงไม่พูดอ้อมค้อมหากคนฉลาดได้ฟังย่อมเข้าใจคำถาม
“อ้อ ที่เปิ่นหวางนำคณะทูตมาเยือนนอกจากเื่สัญญาสงบศึกแล้ว ยังมีเื่้าหารือกับฝ่าาเกี่ยวกับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความแน่นแฟ้นระหว่างสองแคว้นให้มากขึ้น ไม่ทราบว่าฝ่าาทรงเห็นด้วยกับเื่นี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“การที่สองแคว้นจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นย่อมเป็เื่ดี เพียงแต่เื่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์นี้ เจิ้นต้องหารือกับเหล่าขุนนางและพิจารณาว่า ผู้ใดที่เหมาะสมกับการแต่งงานจึงจะให้คำตอบกับท่านอ๋องได้” ฮ่องเต้ทรงคิดว่านี่ไม่ใช่ความ้าที่แท้จริงอย่างแน่นอน
“เื่ผู้ที่เหมาะสมกับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ กระหม่อมมองว่านอกจากรัชทายาทคงไม่มีผู้ใดเหมาะสมอีก เนื่องจากเสด็จพ่อของกระหม่อมยินดีส่งองค์หญิงรอง พระธิดาของฮองเฮาแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” เื่ขององค์หญิงรองนั้นเหลียนเป่ยอ๋อง ก็เป็ผู้กราบทูลกับพระบิดาเช่นกัน
“กระหม่อมไม่เห็นด้วยที่จะให้รัชทายาทรับหน้าที่นี้พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเมื่อมีพระโอรสหรือพระธิดานั่น ถือว่ามีสายเืต่างแคว้น ผู้ใดจะกล้ายืนยันได้ว่าวันข้างหน้าแคว้นต้าเหลียนของท่านอ๋อง จะไม่คิดให้สายเืแคว้นต้าเหลียน ก่อฏชิงบัลลังก์ ไม่ทราบว่าท่านอ๋องวางแผนการแต่งงานเผื่อเอาไว้ เมื่อแผนการที่ทรงคิดวางยาพิษฝ่าาไม่สำเร็จใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ฟู่กั๋วกงลุกขึ้นคัดค้านเป็คนแรก หากเป็องค์ชายคนอื่น ๆ ยังพอพิจารณาและสามารถจับตามองได้
“กระหม่อมก็ไม่เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา เนื่องจากมีคนของกระหม่อมที่ส่งข่าวกลับมาเมื่อหลายวันก่อน และได้ทำการยืนยันจนเป็ที่แน่ชัดแล้วว่า คณะทูตของแคว้นต้าเหลียนมีแผนการร้ายแอบแฝงพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยคัดค้านเพิ่มอีกหนึ่งเสียง
“แม่ทัพใหญ่กล่าวเช่นนี้จะไม่เป็การใส่ร้ายเปิ่นหวาง โดยไม่มีหลักฐานมายืนยันมิได้เป็อันขาด เปิ่นหวางเข้าเมืองมาอย่างถูกต้องมิได้ใช้อำนาจข่มขู่ผู้ใด ฉะนั้นท่านจะกล่าวอันใดออกมาควรระวังให้มาก” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่คิ้วคมของเหลียนเป่ยอ๋องเริ่มขมวดเล็กน้อย
“หึ ใส่ร้ายและไร้หลักฐานเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องอย่าได้ลำพองตนว่าเฉลียวฉลาดอยู่เพียงผู้เดียว ที่แคว้นจ้าวก็ยังมีคนที่ฉลาดและร้ายกาจที่พระองค์ไม่รู้อีกมากพ่ะย่ะค่ะ” มีหรือแม่ทัพใหญ่จะยอมแพ้กับการถกเถียง
“แม่ทัพใหญ่เจียง นี่มันเื่อันใดกันเหตุใดท่านถึงกล่าวว่า เหลียนอ๋องคิดวางยาพิษเจิ้นโดยใช้การมาเยือน ในฐานะคณะทูตของแคว้นต้าเหลียนบังหน้าเช่นนั้นรึ!” ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยไม่น้อย ที่ได้ยินฟู่กั๋วกงและแม่ทัพใหญ่พูดเช่นนี้
“ทูลฝ่าา หลังจากที่พระองค์ได้บอกกับเหล่าขุนนาง ว่าจะมีคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียนมาเยือน พวกกระหม่อมก็เป็กังวลไม่น้อยเกรงว่าจะมีภัยแอบแฝง แต่ด้วย์เมตตาแคว้นจ้าวของเรา ทำให้สายลับของเหลียนอ๋อง ที่ปลอมตัวเป็พ่อค้าเร่ เข้าไปทำนายดวงชะตากับบุตรสาวของกระหม่อม ทำให้ได้รู้ถึงแผนการทั้งหมด ยามนี้สายลับผู้นั้นถูกหัวหน้าสำนักตรวจสอบกับบุตรชายของกระหม่อม จับตัวไปขังไว้ที่คุกของกรมอาญาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เื่ที่บุตรสาวของตนสามารถทำนายดวงชะตาได้แม่นยำ ผู้คนในเมืองหลวงต่างรู้ดีและนับถือนางมากในตอนนี้
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่คิดว่าคนแคว้นจ้าวจะเชื่อเื่หลอกลวงเป็ตุเป็ตะเช่นนี้ ถ้าบุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่เจียงเก่งกาจถึงเพียงนั้น แคว้นต้าเหลียนของเปิ่นหวางคงไม่ต้องมีธิดาเทพแล้วกระมัง อย่าได้ปั้นน้ำเป็ตัวขึ้นมาใส่ร้ายเปิ่นหวางจะดีกว่า หรือท่าน้าเปิดศึกก่อนจะครบกำหนดตามสัญญาเช่นนั้นรึ” เหลียนเป่ยอ๋องเริ่มเป็กังวลและคิดเื่สายลับของตน ก็เกิดความสงสัยตามที่อีกฝ่ายได้พูดไว้
“คุณหนูเจียงที่บิดาของเ้าพูดมาจริงเท็จแค่ไหน เ้าพอจะบอกกับเจิ้นได้หรือไม่” ฮ่องเต้หันไปตรัสถามกับอวี้จิ่นโดยตรง ชื่อเสียงของนางยามนี้ฮ่องเต้ย่อมทรงทราบดีเช่นกัน
“ทูลฝ่าา เื่ที่บิดาของหม่อมฉันพูดย่อมเป็เื่จริงเพคะ ท่านอ๋องผู้นี้คิดจะวางยาพิษสั่งตายกับพระองค์ เพื่อสร้างเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นในเมืองหลวง และให้แม่ทัพที่ติดตามมาส่งข่าวกลับไปยังต้าเหลียน เพื่อเคลื่อนกองทัพประชิดชายแดนทางทิศเหนือเพคะ” อวี้จิ่นก้าวเท้าออกมายืนกลางท้องพระโรง ตอบคำถามฮ่องเต้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง ต่อหน้าศัตรูจะทำท่าทีขลาดกลัวได้อย่างไร
“...!!??”
“ทะ ทะ ท่านอ๋อง นะ นางจะเป็ไปได้อย่างไรนางพูดประหนึ่งว่า อยู่ด้วยยามที่พวกเราคิดวางแผนให้สื่อฉงฟางนะพ่ะย่ะค่ะ” สวี่โฮ่วซงขนลุกฉับพลัน เมื่อได้ยินอวี้จิ่นพูดถึงแผนการของฝ่ายตนได้ถูกต้อง
“เป็ไปได้!! นางจะรู้ถึงแผนการทุกอย่างได้อย่างไร แม้แต่ธิดาเทพของต้าเหลียน ยังทำได้เพียงพยากรณ์ฟ้าดิน ตรวจดวงดาวที่เป็ฤกษ์มงคงทั่วไปเท่านั้น นางก็แค่บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะมีความสามารถอันใด เื่นี้ต้องมีคนบงการให้นางทำอย่างแน่นอน เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!!” เหลียนเป่ยอ๋องตกพระทัยยิ่งกว่าเดิมเมื่ออวี้จิ่นพูดได้ถูกต้องทุกอย่าง
แม่ทัพเจี่ยนที่อยู่ใกล้ ๆ กับเหลียนเป่ยอ๋อง เกรงว่าจะรอดออกไปจากท้องพระโรงแห่งนี้ได้ยาก เมื่อเห็นว่าอวี้จิ่นยืนอยู่กลางท้องพระโรงเพียงลำพัง จึงบังเกิดความคิดบางอย่างเพื่อเอาตัวรอด แม่ทัพเจี่ยนพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วและคว้าตัวอวี้จิ่นไว้ทันที ทุกคนไม่คิดว่าฝ่ายศัตรูจะกล้าลงมือต่อหน้าฮ่องเต้
จางฮูหยินเห็นเช่นนั้นก็ใจนเป็ลมล้มพับ แต่บุรุษที่เป็ห่วงอวี้จิ่นยามนี้มีสีหน้าโกรธขึ้ง ที่ตนเองประมาทศัตรูจนเกินไปจึงปล่อยให้มีช่องโหว่ จนอีกฝ่ายจับตัวอวี้จิ่นไว้เป็ตัวประกันเช่นนี้
“กรี๊ดดด!! จิ่นเอ๋อร์ลูกแม่!! ฟุบ”
“อวี้เอ๋อร์!! ท่านแม่!! ฮูหยินเ้าคะ!!”
“มู่เสียพาฮูหยินไปหลบอยู่ด้านหลัง เ้าตามไปคุ้มกันนางด้วยเจียงเล่อ”
“ขอรับนายท่าน/เ้าค่ะนายท่าน”
“คุ้มกันฝ่าาและฮองเฮา!!” ฉีกงกงเองก็รีบออกคำสั่งกับทหารองครักษ์อย่างรวดเร็ว
“ตึก ตึก ตึก ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!”
“ปล่อยน้องสาวของข้าเดี๋ยวนี้นะเ้าแม่ทัพชั่ว” เจียงหยวนชี้หน้าพร้ะโกนสั่งแม่ทัพเจี่ยนให้ปล่อยตัวอวี้จิ่น
“กรอดด! เอามือสกปรกของเ้าออกไปให้พ้นตัวนางเดี๋ยวนี้!! หากไม่ยอมปล่อยนาง ข้าสาบานว่าจะสังหารเ้าให้ตกตายเสียที่นี่” ฟู่หลงเหยียนจ้องมองแม่ทัพเจี่ยน ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะ มือของเขาจับดาบไว้แน่นจนเห็นเส้นเืปูดโปน
“หึ ้าให้ข้าปล่อยนางเช่นนั้นพวกเ้าต้องเปิดทาง ให้พวกข้าออกไปให้พ้นเขตเมืองหลวงหนึ่งร้อยลี้ และห้ามมีทหารติดตามไปเด็ดขาดมิ เช่นนั้นข้าจะสังหารนางทิ้งเสีย” แม่ทัพเจี่ยนคิดว่าตนเองเป็ฝ่ายได้เปรียบ เมื่อนี่คือบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ดูสิว่าระหว่างบุตรสาว กับราชสำนักแม่ทัพใหญ่จะเลือกทางใด
ขณะที่ทุกคนต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ฝ่ายหนึ่งกำลังตระหนกเป็กังวลใจเื่ของอวี้จิ่น อีกฝ่ายก็มีท่าทีว่าตนเป็ฝ่ายได้เปรียบและมีทางรอด แต่อวี้จิ่นกลับทำให้แม่ทัพเจี่ยนและทุกคนในท้องพระโรง ต้องเปลี่ยนความตกตะลึงกับสิ่งที่นางพูดอีกครั้ง
“นี่ ท่านอาข้าเข้าใจนะว่าท่านทำตามหน้าที่ เพื่อปกป้องชีวิตของเ้านายให้ปลอดภัยจากอันตราย แต่ขอบอกว่าพวกท่านไม่สามารถไปไหนได้ทั้งนั้น เพราะพวกท่านได้ดื่มยาพิษของข้าไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะหลบหนีไปจากแคว้นจ้าวได้ แต่ยาพิษของข้าจะกำเริบทุกเจ็ดวันคนที่ถูกพิษนี้จะขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นอนนิ่งเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม และแน่นอนยาถอนพิษย่อมมี แต่ข้าไม่มอบให้เสียอย่างพวกท่านจะทำอะไรได้ คิ คิ คิ” อวี้จิ่นแม้จะเห็นความภาพครอบครัวของแม่ทัพเจี่ยน แต่นางไม่้าพูดออกไปสำหรับเื่ของศัตรู
“เ้าว่าอะไรนะ!! ท่านอ๋องและพวกข้าถูกพิษงั้นรึ จะเป็ไปได้อย่างไรหากถูกพิษย่อมรู้ เพราะพวกข้าใช้เงินทดสอบทุกครั้ง” แม่ทัพเจี่ยนยังคงไม่คิดเชื่อว่าตนเองจะถูกพิษได้ง่ายดายปานนี้
“หึ ฮ่า ๆ ๆ ทำไมจะเป็ไปไม่ได้ ในเมื่อยาพิษของบุตรสาวข้าเป็ยาพิษไร้สีไร้กลิ่น ไม่อาจใช้เข็มเงินในการตรวจสอบได้ ส่วนยาพิษของพวกเ้าก็ยังเป็บุตรสาวของข้า ที่สามารถค้นคว้าวิธีระงับไม่ให้พิษกำเริบรวดเร็วเกินไป และถ่วงเวลาไว้ได้จนกว่าจะได้รับยาถอนพิษ ท่านอ๋องสำหรับพระองค์กระหม่อมขอเดาว่า คงมีผู้คนไม่น้อยที่้าสังหารพระองค์ หากข่าวเื่ที่พระองค์ถูกวางยาพิษนี้แพร่ออกไป คนเ่าั้ย่อมกล่าวขอบคุณแคว้นจ้าวแล้วกระมัง พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่พูดข่มขู่ปนความจริง โดยสายตามิได้ละไปจากร่างของบุตรสาว
“อ้อ ท่านอา ข้าลืมบอกท่านไปอีกเื่เ้าค่ะ ถ้าหากท่านสังหารข้าทิ้งไปแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถหายาถอนพิษมาให้ท่านได้แล้วล่ะ ขอให้พวกท่านโชคดีรอดูต่อไปว่า จะมีใครที่ซื่อสัตย์กับพวกท่านบ้างนะเ้าคะ” อวี้จิ่นย้ำเื่ยาถอนพิษกับแม่ทัพเจี่ยนอีกครั้ง
เมื่อได้ยินอวี้จิ่นพูดตอกย้ำเช่นนั้น แม่ทัพเจี่ยนเผลอคิดอะไรบางอย่าง ทำให้ฟู่หลงเหยียนและเจียงหยวน ที่รอช่องโหว่นี้ลงมือ เจียงหยวนะโถีบแม่ทัพเจี่ยนจนลอยไปกระแทกเสา ฟู่หลงเหยียนจึงดึงตัวอวี้จิ่นหลบไปอีกทาง ก่อนที่เฉินอู่จะรู้ใจโยนเสื้อคลุมมาให้เขา เพื่อใช้คลุมตัวของอวี้จิ่นไว้ทันทีหลังจากถอยมาในจุดที่ปลอดภัย
“พรึ่บ!! ปึก! ฟิ้ว ตุบ อั่ก”
“ทหาร!! จับตัวคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียนไว้ให้หมด อย่าให้ผู้ใดหลบหนีไปได้เป็อันขาด เจิ้น้าคำอธิบายจากฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียน หากคำอธิบายฟังไม่ขึ้นคณะทูตทุกคนต้องได้รับโทษ ถ้าแคว้นต้าเหลียนโกรธแค้น้าเปิดศึกเจิ้นยินดีสนับสนุนกองทัพ นำโดยแม่ทัพใหญ่เจียงบุกยึดแคว้นต้าเหลียนเช่นเดียวกัน” ฮ่องเต้ทรงกริ้วกับสิ่งที่เหลียนเป่ยอ๋องวางแผนทำร้ายพระองค์
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่รับพระบัญชาด้วยเสียงอันหนักแน่น เนื่องจากร้างราการทำามานานเกือบสิบปี แต่ถึงกระนั้นกองทัพยังคงฝึกฝนฝีมืออยู่อย่างต่อเนื่อง
ฟู่หลงเหยียนที่มีอวี้จิ่นอยู่ในอ้อมแขน ก็ก้มลงพูดกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างกัน
“จิ่นเอ๋อร์”
“เ้าคะ?”
“เมื่อกลับถึงเรือนเ้าต้องชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทันที”
“เ้าค่ะ”
“ส่วนชุดนี้ให้ตงลู่เอาไปเผาทิ้งซะ ไว้พี่จะพาเ้าไปตัดชุดใหม่ที่ร้านผ้าวันหลังเข้าใจหรือไม่”
“ห๊า!! เอ่อ ชะ ชุดนี้ เผาทิ้ง?”
“อืม”
“อ่อ เผาทิ้งก็เผาทิ้งเ้าค่ะแค่ชุดเดียวเองเนอะ ซื้อใหม่อีกร้อยชุดก็ไม่ะเืเงินในถุงเงินของพี่ชายฟู่อยู่แล้ว”
“ใช่ เ้าเข้าใจก็ดีแล้ว เฟยอินพาจิ่นเอ๋อร์ไปดูอาการท่านป้าเถิด ใจนเป็ลมล้มพับไปเช่นนั้นอาจล้มป่วยเอาได้” เมื่อคนในอ้อมแขนเข้าใจที่ตนบอกจึงได้ปล่อยให้นางไปดูแลมารดา
“เ้าค่ะนายน้อย ไปเ้าค่ะคุณหนู”
อวี้จิ่นเห็นสายตาของฟู่หลงเหยียนที่ไม่ได้ล้อเล่น ก็ต้องพยักหน้ารับคำแต่โดยดีและยิ้มแหย ๆ กลับไป เพียงแค่นางหันหลังเดินตามเฟยอินได้ไม่ถึงครึ่งก้าว สีหน้าและดวงตาของฟู่หลงเหยียนก็เปลี่ยนไป สายตาที่บ่งบอกว่าถ้าแม่ทัพเจี่ยนไม่เจ็บตัว เขาไม่มีวันกำจัดความโกรธนี้ออกไปได้
‘บังอาจใช้มือสกปรกนั่นมาแตะเนื้อต้องตัวจิ่นเอ๋อร์ของข้า หากเ้าไม่แขนขาหักอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วละก็ ความโกรธของข้าไม่มีวันจะหายไปได้แน่เจี่ยนหลุนเยี่ยน’
และแล้วงานเลี้ยงเป็อันต้องจบลง ด้วยการเปิดโปงแผนการของเหลียนเป่ยอ๋อง ที่แผนการของตนไม่สำเร็จยังต้องถูกจับตัวไว้ ไหนจะถูกวางยาพิษจากอวี้จิ่นที่เริ่มนับถอยหลัง ในวันที่ยาพิษนี้จะออกฤทธิ์ ทุกคนไม่อยากนึกถึงสภาพของตน ยามที่นอนนิ่งไม่อาจขยับตัวได้ถึงหนึ่งชั่วยามเลยสักนิด
ฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักและมีรับสั่งปิดตำหนัก ไม่้าพบผู้ใดในตอนนี้ทั้งสิ้นมีเพียงฉีกงกง และองครักษ์คุนซานเท่านั้นที่คอยอยู่รับใช้ข้างกาย และเื่ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงย่อมมีบางคน นำออกมาเล่าต่อ ๆ กันให้ชาวเมืองหลวงได้รับรู้ ซึ่งเป็ข่าวใหญ่ให้ผู้คนถกเถียงเป็วงกว้าง ทางด้านครอบครัวของอวี้จิ่นก็กลับจวนตนเองเช่นกัน แต่พวกเขามิได้กลับกันเพียงคนในครอบครัวและผู้ติดตามเท่านั้น ยังมีแขกที่แอบนั่งอยู่ด้านหลังรถม้ากลับจวนไปด้วย
