เพราะคำพูดแฝงนัยเตือนที่หลี่กงกงทิ้งเอาไว้ เยวี่ยเจาหรานจึงอดเสียวสันหลังขึ้นมาไม่ได้ ผุดเหงื่อเย็นไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหน้ากลับยังไม่แสดงท่าทีใดออกมา แกล้งโง่แสร้งทำเป็ไม่หวั่นวิตก ก่อนจะเอ่ยตอบรับหลี่กงกง “ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงเตือน หม่อมฉันจะติดตามพระองค์ตลอดเวลาแน่นอน ไม่มีทางเถลไถลแน่ วานหลี่กงกงกราบทูลฮองเฮาด้วยว่า ขอทรงวางใจได้”
เมื่อส่งหลี่กงกงจากไปอย่างยากลำบาก เยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เหน็ดเหนื่อยแทบหมดแรงราวกับไปสู้รบอย่างดุเดือดมาอย่างไรอย่างนั้น ทั้งสองพากันทรุดนั่งลงที่โต๊ะ แทบอยากจะเลิกล้มพระราชเสาวนีย์ที่ได้รับมาเมื่อครู่นี้ไปเสียเลย
“เป็ความผิดฮ่องเต้ทั้งนั้น หากไม่ใช่เพราะเขานึกสนใจ อยากจะให้ข้าไปงานล่าสัตว์อะไรนั่นด้วยขึ้นมา เ้าก็คงไม่ต้องขอร้องฮองเฮาเพื่อหนีงานเย็บปักถักร้อย...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเอ่ยเช่นนั้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม แต่กลับได้ยินเยวี่ยเจาหรานเอ่ยทอดถอนใจเบาๆ “ใครว่าไม่ใช่กัน ต้องโทษข้าด้วย โทษที่ข้าอยากจะเข้าร่วมงานล่าสัตว์บ้าบออะไรนั่น แต่พูดไปก็เท่านั้น ยามนี้เื่มันวุ่นวายจนชีวิตน้อยๆ ของเราถูกคนอื่นแขวนไว้เป็เป้านิ่งแล้ว ข้าฟังความหมายในคำพูดของหลี่กงกงผู้นั้นแล้ว มันหมายความว่าหากข้าไม่เชื่อฟัง ฮองเฮาก็เตรียมคนมาตัดหัวข้าทำเป็ลูกหนังให้พวกเ้าเตะแล้วน่ะสิ!”
ทั้งสองที่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าราวกับลูกมะระที่ยื่นยาวสองลูก ไร้ซึ่งสีหน้ายินดีปรีดาแม้แต่น้อย ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่น่าขันเลยสักนิด ช่างกังวลกลัดกลุ้มเหลือประมาณ
แต่กงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังหมุนวนมา ต่อให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานจะมีความสามารถมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งราชโองการของฮ่องเต้และการบีบบังคับของฮองเฮาได้ ตอนนี้มีเพียงต้องดูกันไปทีละก้าว ปกป้องตนเองอย่างเงียบเชียบเท่านั้น…
ในยามนี้เยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่กำลังมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งสองคนคงไม่มีทางจินตนาการถึงว่าต่อไปพวกเขายังต้องเผชิญสิ่งที่เรียกว่าคลื่นลูกหนึ่งยังไม่ทันสงบ คลื่นอีกลูกก็ม้วนมาอีกระลอก
......
ก่อนจะถึงเวลาของงานล่าสัตว์ยังมีเวลาอยู่่หนึ่ง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตั้งใจขอวันหยุดจากอาจารย์อวี้โดยเฉพาะ แสดงออกว่าตน้าเตรียมตัวให้ดีสำหรับงานล่าสัตว์ แต่ใครจะไปรู้ว่าอาจารย์อวี้ยังคงไม่เปลี่ยนนิสัยคร่ำเคร่งไม่โอนอ่อนนั้นของเขา เขาคิดบัญชีกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังแสดงออกว่าการตระเตรียมสิ่งจำเป็ในงานล่าสัตว์ส่วนใหญ่นั้นให้บ่าวรับใช้ในบ้านจัดการแทนก็ได้แล้ว
ส่วนเื่อื่นๆ ที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจำเป็ต้องตระเตรียมด้วยตัวเอง ก็พอจะให้เวลาให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้สองวัน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกำลังคิดจะอ้าปากเถียงสักสองสามคำ ก็ถูกมือข้างหนึ่งที่ค่อยๆ ยื่นออกมาอย่างเชื่องช้าของอาจารย์อวี้ทำเอาตื่นกลัวจนต้องหันหน้าหนีสงบปากสงบคำเลยทีเดียว
เยวี่ยเจาหรานที่อยู่ด้วยในยามนั้น กระทั่งกลับมาถึงห้องแล้วถึงได้กล้าเอ่ยถามว่าเหตุใดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพอเห็นมือข้างหนึ่งที่กำลังจะยื่นออกมาของอาจารย์อวี้ก็กลัวจนหันหน้าหนีไม่พูดไม่จาเช่นนั้น? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วค่อยๆ อธิบายด้วยสีหน้าขมขื่น “เพราะนั่นหมายความว่าอาจารย์อวี้กำลังจะลดวันหยุดของข้าให้เหลือหนึ่งวันอย่างไรล่ะ...”
คำพูดนั้นทำให้เยวี่ยเจาหรานหัวเราะราวกับคนโง่ ลืมสนใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่แสนอาภัพข้างกายไปโดยสิ้นเชิง กระทั่งข้างเอวถูกอีกฝ่ายหยิกอย่างแรง เยวี่ยเจาหรานถึงได้หยุดหัวเราะอย่างรู้สำนึกขึ้นมาในที่สุด แต่เมื่ออ้าปากพูดก็กลับพูดคำร้ายกาจอย่างไม่ยอมแพ้ “สองวันก็พอแล้ว เ้ารู้จักพอเสียบ้างเถอะ”
......
วันหยุดที่หาได้ยาก เยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วใช้โอกาสนี้นัดพบกันใต้จันทราอีกครั้ง ร่ำสุราพูดคุยรื่นเริง อ้อไม่สิ สถานการณ์ในยามนี้คงต้องเป็ร่ำสุราคลายทุกข์ระทม ถึงอย่างไรงานล่าสัตว์ในครั้งนี้ ก็ไม่รู้จะเป็หรือตาย
ทั้งไม่รู้ว่าฮองเฮาจะรับสั่งอย่างบ้าคลั่งให้คนอื่นยิงธนูใส่เยวี่ยเจาหรานเพราะมองไม่เห็นเขาไปชั่วครู่ชั่วยามหรือไม่…
ทว่าก็ต้องชื่นชมในความอดทนต่อความกดดันทางจิตใจของสองคนนี้จริงๆ ยามนี้คมดาบที่ห้อยอยู่เหนือหัวไม่ได้มีแค่เล่มสองเล่ม แต่เห็นทนโท่ว่ามันมีถึงสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าเล่มเลยเชียวนะ แล้วยังจะร่ำสุราได้อีกหรือนี่?
เยวี่ยเจาหรานแหงนหน้ากระดกเหล้าขมหนึ่งจอก แล้วเอ่ยเสียงดัง “วันนี้มีสุราให้ดื่ม ก็ดื่มให้เมามาย! ข้าจะนอนกับสาวน้อยเจ็ดคนแปดคน...” ก่อนจะถูกเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเอามือเขกหัวเข้าให้ แล้วเอ่ยแย้ง “เ้ามีแต่ข้าสาวน้อยคนนี้คนเดียวนี่แหละ อีกอย่างสาวน้อยเช่นข้าก็ไม่จำเป็ต้องนอนกับเ้าด้วย”
เมื่อตื่นจากฝันหวาน ความรักความชังห่างเพียงชั่วพริบตา เยวี่ยเจาหรานแหงนหน้ากู่ร้อง แทบอยากจะกดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วลงกับพื้นสำเร็จโทษเสียตรงนั้น ใครใช้ให้นางไม่นอนกับตนกันล่ะ?
ค่ำคืนนี้ฝันดีได้มาถึง ทั้งหมดเป็ผลจากสุราเลิศ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานนอนหลับแผ่หลา วันต่อมาพระอาทิตย์ขึ้นสายโด่งก็ยังไม่ตื่นนอน ทั้งที่เลย่เวลาคารวะยามเช้า [1] ฮูหยินเยี่ยนไปแล้ว ฮูหยินเยี่ยนนั่งอยู่ในห้องของตนมาเป็เวลาครึ่งหนึ่งของ่เช้าแล้ว ก็ยังไม่เห็นคู่สามีภรรยายอดกตัญญมาเสียที นางย่อมรู้สึกเดือดดาล คว้าสาวใช้คนหนึ่งแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผลสุดท้ายจึงได้รู้ว่าเยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเมาสุราจึงมาสาย ทำเอาฮูหยินเยี่ยนโมโหจนถึงกับไปที่เรือนของทั้งสองด้วยตนเอง คิดจะจับมาทุบตีเสียให้หนัก
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เบื้องหน้าของฮูหยินเยี่ยนคือร่างที่ทับซ้อนกันของคนทั้งสอง… ที่ใส่เสื้อผ้าอยู่ แน่นอนว่าไม่ได้อนาจารขนาดนั้น เพียงแต่ลักษณะท่าทางไม่ค่อยน่ามอง ซ้ายขวาเกี่ยวก่ายไปมาเหมือนกับชายหญิงที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันยิ่งนัก
ฮูหยินเยี่ยนที่เดือดดาลแทบไฟลุกแค่นหัวเราะ คิดไปคิดมา ในที่สุดก็ยกขาขึ้นมาถีบม้านั่งกลมข้างโต๊ะออก ตอนฮูหยินเยี่ยนยังสาวๆ นางเองก็เป็สตรีแกร่งที่สามารถควบม้าควงหอกทะยานสู่สนามรบได้เช่นนั้น ยามนี้แม้อายุจะมากแล้ว แต่กำลังขากลับยังคงมีอยู่สามส่วน แรงถีบส่งม้านั่งกลมตัวนั้นไปข้างเตียงที่เยี่ยนเยวี่ยทั้งสองนอนแผ่หลาอยู่อย่างแม่นยำ ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่อยู่ในห้วงนิทราใจนสะดุ้งโหยง ตื่นขึ้นมาทันใด
“อา ท่านแม่...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมองเห็นรูปร่างของฮูหยินเยี่ยนด้วยความสะลึมสะลือ นางตะเกียกตะกายลงจากเตียง พลางยกมือฉุดดึงเยวี่ยเจาหรานที่ยังคงหลับอยู่ ทั้งสองคนสภาพยังพอมองออกว่าเป็ ‘คนเป็’ ผุดลุกมายืนด้วยกันอย่างทุลักทุเล แล้วคำนับฮูหยินเยี่ยนอย่างนอบน้อมด้วยความสั่นสะท้าน
ฮูหยินเยี่ยนผู้นี้ั้แ่ที่พวกเขากลับมาจากเขาชิงเฉวียนก็ไม่พอใจต่อเยวี่ยเจาหรานอย่างมาก ประการแรกเพราะกลัวว่าลูกสาวสุดรักสุดหวงของตนจะไม่แยกแยะหญิงชาย ชอบ ‘คุณหนูโฉมสะคราญ’ ผู้นี้เข้าจริงๆ ประการที่สองเพราะเห็นสวี่ชิวเยวี่ยเสียใจเศร้าหมองเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ทำให้กำลังคนในห้องของฮูหยินเยี่ยนไม่พอใช้แล้ว ทุกคนต่างงานยุ่งกันจนหัวหมุนมือไม้เป็พัลวัน ทำเอาฮูหยินเยี่ยนโมโหโกรธาอยู่หลายครั้ง
ยามนี้มาเห็นทั้งสองคนนอนหลับจนตะวันสายโด่งแล้วยังไม่รู้จักตื่นอีก ทั้งยังมีกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งไปทั่วห้องราวกับไปโรงสุรา จึงทำให้นางเอาความโมโหทั้งหมดมาระบายลงบนตัวเยวี่ยเจาหราน ไม่พูดพร่ำทำเพลงสีหน้าเย็นเยือก
“ไม่เคารพแม่สามี ก่อความผิดเจ็ดกาลกิณี [2] ชัดๆ !” ฮูหยินเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะมอบหมายให้หลิงหลงจัดการเยวี่ยเจาหรานในทันที “ให้นางคัดลอกตำราสอนหญิงสิบม้วน แล้วเอามาส่งที่ห้องข้าก่อนตะวันตกดินวันพรุ่ง!”
ตำราสอนหญิงสิบม้วน? ต้องส่งก่อนตะวันตกดินวันพรุ่งนี้? เยวี่ยเจาหรานได้ยินก็หน้ามืดตาลาย น่ากลัวว่าเขียนจนมือหักก็คงไม่มีทางทำงานอันน่าสะพรึงกลัวนี้สำเร็จได้ เพียงนึกจะอ้าปากแก้ต่างให้ตัวเองสักเล็กน้อย ก็ได้ยินเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่อยู่ข้างๆ รีบร้อนช่วยตนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ท่านแม่อย่าร้อนใจ อย่าโกรธเคืองไปเลย โมโหจนเสียสุขภาพจะไม่คุ้มเอาได้... ตำราสอนหญิงนี้ต้องคัดก็สมควร เพียงแต่อีกไม่กี่วัน เยียนหรานก็ต้องไปงานล่าสัตว์กับข้าแล้ว... ท่านเห็นว่า จะผ่อนปรนจำนวนม้วนให้ได้หรือไม่ขอรับ?”
คำที่เยวี่ยเจาหรานนึกจะเอ่ยพลันกลืนกลับลงคอไปดื้อๆ ทำได้เพียงรอฟังฮูหยินเยี่ยนเอ่ยกำหนดชะตากรรมที่แท้จริงของตน
เชิงอรรถ
[1] พิธีคารวะ (请安) เป็ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวแมนจูที่ผู้เยาว์ต้องเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ โดยทั่วไปผู้เยาว์มีหน้าที่ต้องไปคารวะผู้ใหญ่ที่สูงอายุในบ้านในตอนเช้าและตอนค่ำทุกวัน
[2] เจ็ดกาลกิณี (七出) คือลักษณะอันไม่พึงประสงค์ในการเป็ภรรยาเจ็ดประการ และบรรทัดฐานในการหย่าภรรยาของผู้ชายในสมัยโบราณ คือ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่มีบุตร สำส่อน ริษยา มีโรคร้าย ช่างพูด ลักขโมย
