บทที่ 89 ต้องรู้จักแพ้เป็
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินชู โม่เต้าจื่อก็เก็บป้ายลัญจกรชิงหวางลง เพราะมันเป็สิ่งสำคัญต่อสำนักชิงหยุน ทั้งในแง่ของสถานภาพที่ติดมากับมันและพลังของมันที่เอาไว้เปิดใช้งานมหาตราเวทย์ป้องกันสำนัก
อยู่ที่นี่ต่อสักพักใหญ่ๆ ในที่สุดโม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ ก็กลับไป วันนี้เป็วันที่พวกเขาดีใจยิ่งนัก ฉินชูกลับมาอย่างปลอดภัย ซ้ำยังมีหญ้าหอมนภาแสนสำคัญกลับมาอีก เมื่อมีวัตถุดิบสำคัญอย่างหญ้าหอมนภา ก็สามารถปรุงโอสถเทียนหยวนได้ จากนั้นตบะของผู้ฝึกตนขั้นที่ห้าเทียนหยวนในสำนักก็จะสามารถบรรลุตบะได้อย่างรวดเร็ว
ในโลกผู้ฝึกตน ผู้ฝึกตน้าความสำเร็จ อย่างแรกคือความสำคัญในระดับบุคคล ซึ่งรวมกับพร์และความอดทนในการฝึกตน อย่างที่สองคือความสำเร็จภายนอก นั่นก็คือวาสนาและทรัพยากรการฝึกตน
หากพร์การฝึกตนไม่ค่อยเท่าไร แต่มีทรัพยากรการฝึกตนมากพอ ตบะก็สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่มีปัญหา การที่ฉินชูนำหญ้าหอมนภากลับมา มันมีความหมายว่าผู้ฝึกตนขั้นที่ห้าเทียนหยวนในสำนักชิงหยุนมีโอกาสเลื่อนขั้นบรรลุตบะ
ในที่สุด ชีวิตของฉินชูก็สงบลง เขาเริ่มฝึกตนอย่างขยันขันแข็งทุกวัน
ส่วนการฝึกจากการต่อสู้จริง ฉินชูหยุดพักชั่วคราว เพราะตอนนี้มีแต้มคุณูปการพอใช้แล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาก็ได้ฝึกต่อสู้จริงกับจื่อหลวนมาสักระยะแล้ว ทำให้ทักษะการต่อสู้ของจริงของเขาไล่ตามระดับตบะทัน
ฉินชูฝึกตนไปอย่างราบรื่น เมื่อมีเวลาว่างก็แวะมาดูที่หอศิษย์รับใช้บนยอดเขาหลัก เพราะเขารับปากกับหลัวเจินเอาไว้ว่าจะจัดระเบียบยอดเขาหลักใหม่
ในตอนที่ฉินชูออกมาจากหอศิษย์รับใช้บนยอดเขาหลัก ก็บังเอิญพบกับลูกศิษย์สายในบนยอดเขาหลัก
เมื่อเจอกลุ่มคนเข้ามาขวางทางกลับของตน ฉินชูก็ขมวดคิ้ว
“ศิษย์น้องฉิน พวกเรามาเพื่อท้าสู้ หากแพ้ก็ไม่เป็ไร ความพ่ายแพ้จะทำให้พวกเรารู้ถึงความห่างชั้น” ลูกศิษย์สายในที่เป็หัวหน้ากลุ่มพูดกับฉินชู
ฉินชูกวาดตามองเหล่าลูกศิษย์สายในจากยอดเขาหลักที่อยู่ด้านหน้า “ก็ได้ คนเราไม่อาจใช้ชีวิตไปวันๆ จิตใจอยากพัฒนาตนย่อมเป็เื่ดี”
ฉินชูมาถึงลานประลองยุทธ์บนยอดเขาตามคำท้าของเหล่าศิษย์สายใน
อันที่จริง การต่อสู้ครั้งนี้แทบไม่มีความท้าทายแฝงอยู่ ตอนที่ฉินชูมีตบะอยู่ขั้นที่สองหนิงหยวน ลูกศิษย์สายในก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เขาแล้ว ตอนนี้ตบะของเขาอยู่ที่ขั้นที่สามเจินหยวนระดับแปด อีกนิดเดียวก็จะระดับสมบูรณ์ แล้วลูกศิษย์สายในจะสู้กับเขาอย่างไร
แต่ฉินชูก็ไม่ทำให้เหล่าลูกศิษย์สายในเสียหน้า เขาเข้าปะทะกับพวกเขาสองสามรอบก่อนเอาชนะไป
หลังจากต่อสู้สองสามรอบ เหล่าลูกศิษย์สายในก็ยอมแพ้
“ศิษย์น้องฉิน เอาไว้พวกเรากลับไปพยายามใหม่ แล้วพวกเราจะค่อยกลับมาท้าสู้กับศิษย์น้องอีกครั้ง หวังว่าศิษย์น้องจะไม่ปฏิเสธ” ลูกศิษย์สายในคนหนึ่งพูดขึ้น
“แน่นอน แต่ข้ามีเื่ต้องทำมากมาย และไม่ได้มีเวลาตลอด งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน วันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของทุกเดือน ข้าจะมารอรับคำท้าสู้ที่ลานประลองยุทธ์แห่งนี้ ขอแค่มีคำท้าสู้ คนอย่างข้าก็ไม่มีวันหนีหาย” พูดจบ ฉินชูก็จากไป
ช่างกล้าหาญองอาจเหลือเกิน ขอแค่มีคำท้าสู้ก็พร้อมจะสู้ ต้องกล้าหาญแค่ไหนถึงทำแบบนี้ได้ ฉินชูเพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์รับใช้ในสำนักได้ไม่ถึงสองปี แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นก่อนๆ กลับเทียบไม่ติด
หลัวเจินกับลู่หยวนรับรู้เื่นี้ ทั้งสองจึงตัดสินใจเติมเชื้อเพลิงลงไปโดยการประกาศไปทั่วสำนักว่า ‘หากเอาชนะฉินชูได้ จะได้รับแต้มคุณูปการสามแสนแต้ม’
เมื่อฉินชูรู้เื่ก็แอบด่าทอขึ้นในใจ แบบนี้คือการใช้ประโยชน์จากเขา แต้มคุณูปการสามแสนแต้ม สามารถแลกตำราวิชายุทธิ์ได้หนึ่งเล่มเชียว
หลังจากฝึกตนอีกครึ่งเดือน ก็ถึงวันที่หนึ่งต้นเดือน วันที่ฉินชูต้องมารอรับคำท้าสู้ ขณะกำลังเก็บของออกจากที่พัก เขาก็พบว่าตัวเองผมยาวแล้ว
ตอนอยู่ที่หุบเขาลึก ฉินชูก็แค่ตัดส่วนที่ยาวเกินออก หลังจากมาอยู่สำนักชิงหยุน ลูกศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันรวบผมมวยผม ส่วนเขาเอาแต่รวบผมไปด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ นานวันผมยาวขึ้นก็เริ่มเกะกะ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูก็ฉีกแขนเสื้อเป็แถบผ้า บิดเชือก รวบผมไว้ด้านหลังและมัดขึ้นธรรมดา แม้จะดูเรียบง่าย แต่ผมก็ไม่ยุ่งเหยิง ส่วนปลายผ้าที่เหลือก็ปล่อยเป็ริ้วเส้นตกแต่ง
ฉินชูรู้สึกว่าไม่เลว แม้จะมีปอยผมหลุดลงมาบ้าง แต่ก็ไม่รบกวนการต่อสู้
เมื่อฉินชูถึงลานประลองยุทธ์บนยอดเขาหลัก ก็มีคนจำนวนไม่น้อยรออยู่ก่อนแล้ว แกทั้งมีลูกศิษย์สายหลักมาด้วยจำนวนหนึ่ง
ที่ผ่านมา เหล่าลูกศิษย์สายหลักไม่สนใจเื่ของลูกศิษย์สายนอกและสายในเท่าไร เพราะระดับต่างกัน แต่ตอนนี้ต่างออกไป เพราะมีคนเก่งโกง์ปรากฏตัวขึ้นมาที่หอศิษย์รับใช้ พวกเขาจึงเริ่มสนใจขึ้นมา
“ครึกครื้นน่าดู” ฉินชูเห็นคนคุ้นเคยจำนวนหนึ่ง ทั้งเหล่าศิษย์สายในจากยอดเขาชิงจู๋ ไป๋อวี้กับพวกหลินเจิงจากหอศิษย์รับใช้ หลิวเสวี่ยกับหลินเยว่ก็มาด้วย ข้างๆ พวกเขายังมีลูกศิษย์สายหลักอยู่อีก
“เ้าต่อสู้ทั้งที พวกเราก็ต้องมาดูเป็ขวัญตาหน่อย” หลิวเสวี่ยคลี่ยิ้มเอ่ย
“เอาสิ ตอนนี้ทุกคนมองข้าเป็แต้มคุณูปการไปแล้ว ดังนั้นถ้าอยากได้ก็จงเอาชนะข้าให้ได้ แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน ข้าไม่มีทางออมมือแน่นอน ไม่งั้นจะถือว่าไม่ให้เกียรติพวกเ้าและความตั้งใจฝึกตนของข้าด้วย ในเมื่อคนเรากล้าสู้ ก็ต้องรู้จักแพ้ให้เป็” ขณะพูด ฉินชูก็เดินมาที่กลางลานประลองไปด้วย
การต่อสู้เริ่มขึ้น จากเหตุการณ์วุ่นวายที่ผ่านมา นับเป็การชำระล้างสำนักชิงหยุนครั้งใหญ่ ตอนนี้ความฮึดสู้ของเหล่าลูกศิษย์อัดแน่นเต็มเปี่ยม ฉินชูแข็งแกร่งแล้วอย่างไร หากไม่มีความกล้าแม้แต่จะชักกระบี่ แล้วยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็ผู้ฝึกตนได้อีกหรือ
แต่ความกล้าก็คือความกล้า ความห่างชั้นก็ยังเป็ความห่างชั้น เหล่าลูกศิษย์สายในที่พากันต่อสู้กับฉินชูล้วนต้านทานไม่ไหวไปตามๆ กัน
กระบี่เทพบูรพาของฉินชูยังไม่ถูกชักออกมาจากฝัก ตอนนี้เขาใช้แค่กระบี่พร้อมฝักต่อสู้ ไม่มีทั้งคมกระบี่ ลำพังแต่วิชากระบี่พื้นฐานที่ผสานกับวิชากระบี่กายสิทธิ์ก็ไม่มีใครสามารถทนไหวแล้ว
หลังจากต่อสู้ไปสองสามรอบ ก็ไม่มีลูกศิษย์สายในก้าวออกมาต่อสู้อีก อย่างที่บอกไป ความกล้าก็คือความกล้า ความห่างชั้นก็ยังเป็ความห่างชั้น สู้อย่างไรก็ไม่ชนะ หากรู้ว่าสู้ไม่ชนะ แล้วจะออกไปสู้เป็ตัวตลกอีกทำไม
“น่าประทับใจมาก ศิษย์น้องฉิน หากเป็คำท้าสู้ของลูกศิษย์สายหลัก ไม่ทราบว่าศิษย์น้องฉินจะรับคำท้าหรือไม่ ใช่ว่าข้าหน้าด้าน แต่แค่คันไม้คันมือเท่านั้น” ลูกศิษย์สายหลักคนหนึ่งก้าวออกมา
“ไม่รับได้ยังไง ข้าชนะเป็แพ้เป็” ฉินชูคลี่ยิ้ม
ลูกศิษย์สายหลักคนนี้เดิมเข้ามากลางลานประลองยุทธ์ จากนั้นก็ประสานมือให้ฉินชู “ลูกศิษย์สายหลัก นามว่าถางอวี่ ตบะขั้นที่สี่หลิงหยวน การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรู้ผลแพ้ชนะ แต่เพื่อเอาจุดแข็งเพิ่มจุดอ่อน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน”
“ได้” ฉินชูประสานมือคารวะ จากนั้นก็ก้าวถอยหลังไปสองก้าว
พูดจบ ถางอวี่ก็ชักกระบี่ออกจากฝักและพุ่งเข้าฟันฉินชูทันที
และแล้วฉินชูก็ชักกระบี่เทพบูรพาออกมา ครั้งนี้เป็การต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นที่สี่หลิงหยวนอย่างจริงจังครั้งแรก ที่เขาฆ่าไปก่อนหน้านี้เป็สัตว์อสูรขั้นที่สี่และผู้ฝึกตนขั้นที่สามระดับสมบูรณ์ ยังไม่เคยต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นที่สี่อย่างจริงจังเลยสักครั้ง
เสียงกระบี่กระทบดังกังวาน ครั้นกระบี่ทั้งสองปะทะ ต่างฝ่ายก็ต่างกระเด็นถอยหลัง
สิ่งที่ทำให้คนดูใก็คือระยะทางที่ถางอวี่กระเด็นถอยหลังไป ไกลกว่าของฉินชู
ครั้นเสียงถอนหายใจเฮือกยาวดังขึ้น ถางอวี่ก็สำแดงวิชากระบี่ของตัวเองออกมาและพุ่งเข้าโจมตีฉินชูราวกับพายุฝนกระหน่ำ
ฉินชูยังยืนอยู่ที่เดิม กระบี่เทพบูรพาเริ่มแกว่งตวัด ยังคงเป็กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานแสนเรียบง่ายที่เสริมจังหวะการวางเท้าอย่างถูกตำแหน่งลงไป แต่สามารถรับการโจมตีของถางอวี่ได้อย่างมั่นคงราวกับูเาตระหง่าน
หนึ่งการโจมตี หนึ่งการป้องกัน หลังจากการต่อสู้ดำเนินไปเป็เวลาหนึ่งเค่อ ถางอวี่ก็ถอยหลังเก็บกระบี่ “ความห่างชั้นต่างกันมาก วิชากระบี่วายุคลั่งของข้าโดดเด่นด้านการจู่โจม แต่กลับทะลวงการป้องกันอันเรียบง่ายของเ้าไม่ได้”
“ถือว่าสูสีกัน” ฉินชูพูดขึ้น
“ขอใช้คำพูดของเ้า ในเมื่อคนเรากล้าสู้ ก็ต้องรู้จักแพ้ให้เป็ ครั้งนี้ข้าไม่ไหว ครั้งหน้าข้าจะมาใหม่” ถางอวี่ประสานมือให้ฉินชูอีกครั้ง เป็อันจบการต่อสู้
