ทั้งมนุษย์และสัตว์ อยู่ในความเงียบ มีนกสีสวยและภูตน้อยบินวนไปมา ค่อยดูแลเื่ความปลอดภัย โดยที่ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งเฟยหย่า
เสียงอึกทึกครึกโครม ดังมาจากกระโจมของอสูรทั้งสาม ทำให้เฟยหย่าออกจากการนั่งโคจรพลัง และเดินออกมาดูที่กระโจมใหญ่
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”นางเดินมาเห็นหลิงหลง ยืนอยู่ก่อนแล้ว
“สัตว์อสูรพวกนี้เลื่อนพลังเป็ระดับที่สามแล้ว ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน เ้าคิดว่าถ้าเรานำสัตว์ทั้งสามนี้ออกไปอยู่ในเมือง จะไม่เกิดการโกลาหลขึ้นหรอกหรือ”
“จะเกิดอะไรขึ้นกัน! สิ่งที่ไม่มีไม่ใช่ว่าจะมีไม่ได้ ?แต่เอ๊ะ! สัตว์เลื่อนขั้นพลังแล้ว ทำไมเราทั้งสองถึงไม่เลื่อนขั้นล่ะ”
“เ้าไม่ได้สังเกตหรือ พลังของเราเลื่อนขึ้นแต่เป็ระดับย่อย เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เลื่อนพลัง ไม่ใช่ว่าพลังของเ้าอยู่ระดับสูงแล้วหรือ เพราะข้าเองก็อยู่ระดับสาม แต่มองพลังของเ้าไม่ออก”
“ไม่รู้เหมือนกัน ว่าใครอยู่ระดับไหน”เฟยหย่านึกถึงคำพูดของกวางสีเทา ว่านางอยู่ระดับห้า แต่พลังยังอ่อนแอเพราะรีบเร่งเกินไป
“หลิงหลงเ้ารู้ไหมว่าคนในเมืองนี้ มีพลังระดับขั้นสูงอยู่ที่เท่าไหร่”
“ไม่ว่าจะเป็เมืองนี้หรือเมืองไหน พลังสูงสุดอยู่ที่ขั้นสี่ ไม่สามารถสูงกว่านี้ได้เพราะว่า ไม่มีพลังปราณเข้มข้นพอที่จะขยับ เส้นลมปราณและตันเถียน เพื่อโครจรพลังให้ขึ้นระดับสูงกว่าสี่ได้”
“แล้วถ้ามีสถานที่พลังปราณเข้มข้นล่ะ สามารถเพิ่มระดับความสูงของขั้นพลังได้ ข้า้าพลังอยู่ที่ระดับแปด”
“ห้ะ! เ้าเอาอะไรมาพูด แค่ระดับสี่ก็ยากแล้ว ระดับแปดไม่ใช่ว่าจะเป็เทพเทียนหรอกหรือ มันเป็ไปไม่ได้ ที่นี่คือแดนมนุษย์ไม่ใช่แดนเซียน”
“แต่ข้าจะพยายาม โอสถก็มีสถานที่ก็มี เราแค่โอกาสให้ข้าโตกว่านี้”ทั้งสองยืนคุยกัน ไม่ได้สนใจม้าและไก่ที่ ตื่นเต้นและดีใจ พวกมันกลายเป็สัตว์อสูรระดับสูงในป่าแห่งนี้ ต่อไปมันไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
เสียงลมและเสียงอื้ออึงสงบลง เมื่อม้าและไก่เก็บพลังของตนกลับมา พวกมันดีใจ ต่างวิ่งวนหมุนรอบตัวเอง
“ขอบใจพวกเ้าทั้งสองมาก ที่ช่วยดูแลตลอดสามวันที่ผ่านมา ข้ารับรู้ได้ว่าพวกเ้าคอยวนเวียนมาดู เป็ระยะ”
“ไม่ได้ออกไปเก็บสมุนไพรหลายวันแล้ว วันนี้ออกไปกันเถอะ”เฟยหย่าเดินมาเก็บของที่กระโจม นางคิดว่าน่าจะกลับมาพักที่นี่ เพราะอยู่ใกล้กับสวนดอกไม้
'เ้าพูดคุยกับตัวภูตน้อยแล้วรึ! ตกลงจะไปอยู่กับข้าไหม’เฟยหย่าสื่อสารกับไก่ใหญ่
“เฟยหย่าข้ายังไม่ได้ส่งข่าว ไปให้ท่านปู่เลยน่ะ ว่าเราจะอยู่ที่นี้อีกนาน”
“โอ๊ะ!ข้าลืมไปได้ยังไงกัน เ้าเขียนจดหมายไว้เลย”เฟยหย่าให้ไก่ไปคุยกับนก เื่ให้ไปส่งจดหมาย ที่เมืองลี่เจียง
หลิงหลงฝนหมึกร่างจดหมาย ที่เขาพกมาด้วยเพื่อเขียนบันทึก เื่ราวของป่า พับกระดาษเป็ชิ้นเล็กเพื่อที่จะมัดติดกับขานก ‘ท่านปู่เห็นคงจะจำลายมือข้าได้’
‘เ้าบอกนกไปที่เมืองลี่เจียง หอประมูลไป๋หลง ตำหนักสูงใหญ่กว่าใครในตลาด ให้ไปหาผู้เฒ่หนวดขาวยาว ถ้าเจอก็เอาจดหมายให้กับเขา แล้วก็กลับมาได้ อ้อ!รอสักครู่ก็ได้เผื่อเขาจะตอบกลับมา’
ไก่ได้ยินดังนั้นจึงหันไปสื่อสารกับ นกน้อย ‘เ้าเข้าไปที่ตลาดเมืองลี่เจียง เจอตำหนักหลังใหญ่ เจอผู้เฒ่าหนวดขาว ให้เ้าทิ้งจดหมายให้แล้วเ้าก็กลับมา’
หนิงหลงเอาจดหมาย มัดติดขายนก เฟยหย่าเอาผลไม้ออกมาให้นกกินก่อนเดินทาง ‘ไก่ใหญ่เ้าสื่อสารกับนกรู้เื่แล้วใช่ไหม ลืมขั้นตอนไหนหรือไม่’
‘ข้าบอกไว้หมดแล้ว ให้ไปที่เมืองลี่เจียง ไปที่ตำหนักใหญ่เอาจดหมายให้กับผู้เฒ่าหนวดขาว’มันสื่อสารได้เท่านั้น นกน้อยก็บินไปแล้ว
‘เ้าให้รอข้อความที่จะตอบกลับไหม สงสัยจะลืมละสิ ช่างมันเถอะให้พวกเขารู้ว่า พวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว’
หลังจากที่นกบินออกไปส่งข่าว พวกเขาจัดการกับตารางชีวิตใหม่ ่เช้าฝึกวิทยายุทธ์ ่สายออกไปหาสมุนไพร ่เย็นกลับที่พักเตรียมตัว ศึกษาตำราและตามด้วยการโคจรพลัง
ทั้งสองคนไม่ต้องระแวงภัยจากสัตว์อสูรในป่า เพราะมีอสูรไก่ที่เดินเป็นักเลงในป่า มันเป็สัตว์อสูรที่มีระดับสาม สูงกว่าใครในป่าแล้ว ถ้าไม่นับม้าสองตัว แต่มันชอบอยู่เงียบๆแค่พา เ้านายออกไปหาสมุนไพรเท่านั้น
ที่เมืองลี่เจียง…. ตำหนักใหญ่ของสำนักไป๋หลง ในห้องโถงกว้างถูกปิดประตูอย่างมิดชิด ผู้นำตระกูลจากหลายสายนั่งปรึกษากันเื่ คุณชายเก้าที่หายเข้าไปในป่า ที่ถูกค้นพบมาไม่นาน
“มีกลุ่มที่ไปด้วยกัน แจ้งมาว่าเจออสูรงูสองตัวระดับสอง พวกเขาต่างใแล้ววิ่งหนีกัน หลังจากนั้นได้ออกตามหาคุณชายเก้า หาจนทั่วป่าแล้วหาไม่เจอ”
“ผู้าุโไป๋อี้ และผู้าุโไป๋ฟู่ ้าให้พวกเราส่งคนกลับไปที่ป่าแห่งนั้น เพื่อตามหาคุณชายเก้าอีกครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กผู้หญิงที่ท่านาุโไป๋ฟู่ ส่งไปสำรวจป่าในครั้งนี้ด้วย อยู่กลุ่มเดียวกับคุณชายเก้าและหายตัวไปเหมือนกัน”
“ส่วนคนอื่นกลับมาหมดแล้วทุกคนปลอดภัยดี สมบัติก็ได้สัตว์อสูรตัวเล็กและสมุนไพร พวกเราเลยต้องมานั่งปรึกษากันว่า เด็กทั้งสองยังจะมีชีวิตอยู่ไหม เราส่งคนไปจะไม่เสียเวลาเปล่าหรือ”ไป๋เฉิงชายวัยสามสิบปีผู้ดูแลหอประมูลเมืองเยียน
“นั่นน่ะสิให้พวกเรานั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมา เพื่อที่จะปรึกษากันเื่ตามหาเด็กขี้โรคคนนั้น”ไป๋คุนชายวัยสามสิบห้าปี ผู้ดูแลเมืองหนาน
“ไม่ใช่ลูกหลานของพวกเ้า ก็คิดแบบนั้นได้ล่ะสิ ลองเป็ลูกชายของพวกเ้าดูสิ จะคิดแบบนั้นไหม”ไป๋เจอพ่อของหนิงหลง เขามีลูกชายแค่คนเดียว
“เ้าก็น่าจะรู้ ลูกชายตัวเองขี้โรคไม่แข็งแรง ยังให้เข้าป่าอีก เป็แบบนี้แล้วทำยังไง มีลูกชายอยู่ผู้เดียวไม่ใช่หรือ เ้ายังไม่แก่ทำไมไม่หาอนุสักสามสี่คน เพื่อให้กำเนิดลูกชาย ที่แข็งแรงสืบสกุลไป๋ของพวกเรา ให้ยิ่งใหญ่ไปอีก”ไป๋อินวัยสามสิบแปดปี รูปร่างผอมสูงเป็ผู้ดูแลหอประมูลเมืองต้าหลี
“ผู้าุโให้เรามาปรึกษากัน ไม่ใช่มาถกเถียงกันเื่ที่มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้จะเอายังไงกัน ส่งคนไปสักห้าสิบคนไหม ให้ออกไปตามเด็กทั้งสองคนเผื่อว่ายังมีชีวิตอยู่” ไป๋จือชายวัยสามสิบรูปร่างสูงโปร่ง ผู้ดูแลหอประมูลเมืองหยางไห่
ในห้องมีผู้ดูแลหอประมูลของตระกูลไป๋ แปดเมืองนั่งพูดคุยกันรอพวกาุโไป๋อี้และไป๋ฟู่ ที่ประจำการอยู่ที่เมืองลี่เจียง เมืองนี้มีทรัพยากรมากที่สุด ป่าและเขาลึกลับเป็เมืองลี่เจียงที่หาเจอบ่อย ทั้งสองเลยอยู่ที่นี่
สองผู้าุโเดินเข้ามาในห้อง กลุ่มคนที่นั่งถกเถียงกัน ต่างเงียบรอฟังคำสั่งทั้งสองผู้เฒ่า
“ข้าจะไม่พูดอะไรเยอะ แต่ละหน่วยให้ส่งคนมีฝีมือมากลุ่มละสิบคน แปดเมืองก็แปดสิบคน ออกตามหาเด็กทั้งสองคน เป็ก็ให้เห็นตัวตายก็ให้เห็นศพ ยังไงต้องเหลือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายบ้างล่ะ ไม่ใช่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้”ผู้าุโไป๋ฟู่พูดขึ้น
“ใช่แล้วทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ ไม่ใช่พูดแบบลอยๆเสียชื่อตระกูลไป๋หมด และสิบคนจากทุกเมือง ต้องเป็ยอดฝีมือเท่านั้น ไม่ใช่ส่งใครไปก็ได้ ข้าแน่ใจว่าทุกกลุ่มต้องมีคน ที่มีฝีมืออย่างน้อยสิบคน ตอนนี้น่าจะอยู่ข้างกายพวกเ้าในเมืองนี้ รวบรวมมาให้ครบภายในเวลาหนึ่งวัน แล้วออกเดินทางทันที”จบคำพูดของาุโไป๋อี้ ทุกคนเงียบ
ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ นอกจากเตรียมกำลังคน เพื่อออกเดินทางตามหาเด็กทั้งสอง แม้จะแอบไปซุบซิบนินทากันบ้าง แต่ยังไงพวกเขาก็นับถือสองผู้าุโ จนไม่สามารถหาคำมาขัดแย้งได้
ระหว่างที่ทุกคนประชุมกันอยู่ในห้อง นกน้อยสีสวยงามก็บินมาถึงตำหนักใหญ่ ตามที่ไก่ใหญ่บอก มันบินวนหา ผู้เฒ่าหนวดขาว สองสามรอบไม่เจอ มันกำลังจะบินไปทางอื่น พอดีมองเห็นผู้เฒ่าหนวดขาว
เขาถือไม้เท้า รูปร่างผอมบางด้านหลังมีตะกร้าที่มีสมุนไพรอยู่หลายต้น มีผมที่ขาวและหนวดสีขาวยาว กำลังเดินเข้ามาที่ร้านเพื่อมาขายสมุนไพร นกน้อยเลยจะเอาจดหมายเข้าไปให้ แต่ถูกชายชราเข้าใจผิด คิดว่านกจะมากินสมุนไพรของตน จึงยกไม้เท้าไล่ตี
นกน้อยบินหลบไปมา ทำให้เชือกที่ผูกเท้ามาหลุด จดหมายน้อยหล่นเข้าไปในซอกหิน ข้างทางเข้าตำหนักไป๋หลง มันบินวนหา แต่หาไม่เจอ ไหนจะต้องหลบไม้เท้าจากชายชราอีก
มันไม่มีทางเลือกเลยบินกลับป่า ที่มันเคยอยู่
เฟยหย่าเก็บลัง สมุนไพรเข้าไปในมิติ เห็นนกน้อยบินกลับมาพอดี
“อ้าว!นกน้อยเ้ากลับมาแล้ว มากินผลไม้กับน้ำแก้เหนื่อยก่อน เ้าไก่ใหญ่ไปไหนแล้วเนี่ย มาสื่อสารให้ฟังหน่อย”
“โต๊ก!โต๊ก!” ไก่ตัวใหญ่วิ่งมาแต่ไกล เมื่อมันได้ยินเสียงเด็กหญิงเรียกหา
“ไก่ใหญ่เ้ามาก็ดีแล้ว สื่อสารถามนกสีสวยตัวนี้ให้หน่อยว่า ส่งจดหมายสำเร็จไหม ส่งให้ใครรูปร่างหน้าตาเป็ยังไง เขาว่าอย่างไรบ้าง”
ไก่ตัวใหญ่และนกสีสวย ยืนส่ายหัวกันไปมาอยู่พักหนึ่ง
‘จดหมายไม่ได้ส่งถึงมือ เพราะชายหนวดขาวถือไม้เท้าไล่ตี นกน้อยเลยบินหลบไปมา ทำให้เชือกที่ผูกกับจดหมายหลุด มันบินหาจดหมายไม่เจอ ไหนจะต้องหลบไม้เท้าจากชายชราผู้นั้นอีก’
‘จะเป็ไปได้ยังไง ผู้าุโทั้งสองแข็งแรงจะตาย ข้าไม่เคยเห็นพวกเขาถือไม้เท้า ไม่ใช่ผิดคนหรือเ้าถามรูปร่างให้ถี่ถ้วนสิ’
‘มันบอกว่ารูปร่างผอมบาง ด้านหลังสะพายตะกร้าใส่สมุนไพร หนวดยาวและขาว ถือไม้เท้าเดินอยู่หน้าตำหนักใหญ่’
‘คงไม่ใช่แล้วล่ะ ท่านาุโแต่งตัวภูมิฐาน คนหนึ่งใส่ชุดสีดำดูลึกลับ คนหนึ่งใส่ชุดสีขาวดังเทพเซียน จะเดินไม่ไหวขนาดถือไม้เท้า ด้านหลังสะพายตะกร้าใส่สมุนไพรได้ยังไงกัน ส่งผิดคนแล้ว’
ตกตอนเย็น เฟยหย่าเล่าเื่ราว ให้หนิงหลงฟัง แล้วให้เขียนข้อความมาอีก เพื่อที่จะให้นกไปส่ง รอบนี้นางบอกรายละเอียดเสื้อผ้ารูปร่างให้ด้วย แต่นกแจ้งกับไก่ใหญ่บอกว่า บินไกลเหนื่อยมากขอพักสักห้าวัน แล้วจะไปใหม่
เฟยหย่าเอาตำราการหลอมโอสถ จากแหวนมิติมานั่งอ่าน เพื่อให้เข้าใจ แต่นางอ่านไม่กี่รอบ ก็สามารถจดจำวิธีหลอมได้ ถึงจะไว้ใจหนิงหลงระดับหนึ่ง แต่ความสามารถบางอย่างก็ยังให้รับรู้ไม่ได้ นางยังไม่มั่นใจ ว่าเขาคือศิษย์น้องผู้นั้นไหม
เวลาผ่านมาจนถึงวันที่หก นกน้อยได้ออกมาส่งจดหมายอีกครั้งหนึ่ง
ผู้าุโไป๋ฟู่ นั่งจิบชาอยู่ข้างหน้าต่างที่เปิดโล่ง ดวงตาเหม่อลอยออกไปข้างนอก ส่งผู้มีฝีมือออกไปตามหา วันนี้เป็วันที่ห้าแล้ว ยังไม่ได้ข่าวกลับมา เขาได้แต่ภาวนาให้เด็กทั้งสองคน รอดพ้นจากอันตรายในป่า และกลับมาอย่างปลอดภัย
นกน้อยสีสวยเด่นสะดุดตา บินวนไปมาพอเห็นชายชรานั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แต่งตัวด้วยชุดสีดำหนวดขาว ตามที่ไก่ใหญ่บอกมา มันเป็เข้าไปเกาะบนโต๊ะข้างถ้วยชา
“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ!”
