เฉินอวี๋ถือก้อนโคลนเข้ามาในลาน มันเป็ก้อนโคลนสีเหลืองขนาดเท่าลูกฟุตบอล เขาวางลงบนแผ่นไม้กระดาน ใช้มือเล็กๆ คลี่มันออกเป็แผ่นแล้วจึงราดน้ำ ไม่นานโคลนก็กลายเป็ก้อนเหนียวหนืดที่สามารถนวดเป็รูปทรงต่างๆ ได้
เดิมที เฉินเหนียนอู่ก็คิดว่าน้องสามกำลังใช้พลังวิเศษ เรียกได้ว่าทุกอย่างที่น้องสามทำมีเหตุมีผลและอัศจรรย์แปลกตาทั้งหมด แต่เมื่อนางเดินมาก้มดู นางก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าเฉินอวี๋เพียงแค่อยากเล่นโคลน?
เฉินอวี๋สังเกตเห็นสีหน้าของเฉินเหนียนอู่ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะอธิบายให้พี่สาวฟัง
นำดินเหนียวมาผสมกับน้ำแล้วนวดจนเป็ชิ้นเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อมองแวบแรกอาจดูคล้ายอิฐขนาดจิ๋ว แต่บางชิ้นมีรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูไม่ได้เป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนอิฐทั่วไป
เฉินเหนียนอู่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ และมองดูอยู่นานแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้น นางก็ได้ยินเฉินอวี๋ะโอย่างตื่นเต้นขึ้นมาทันทีว่า
“เยี่ยม”
“มันใช้ได้ผลจริงๆ ด้วย”
“…”
ด้วยเสียงดีใจนี้
ทุกคนในครอบครัวจึงหันมามอง แม้แต่เฉินถั่วถงก็ยังถามด้วยความเป็ห่วง “เกิดสิ่งใดขึ้นรึ?”
เฉินอวี๋เห็นว่าเขาทำให้คนในครอบครัวใ จึงส่ายหัวอย่างอึดอัดว่า “แฮะๆ ขอโทษที่ทำให้แตกตื่น พ่อกับแม่เข้ามาหาข้าสักครู่สิ”
“มีสิ่งใหม่งั้นรึ??” เฉินอ่าวะโลงมาจากหลังคา และเป็คนแรกที่ยืนอยู่ตรงหน้าเฉินอวี๋
จากนั้นคนอื่นๆ ก็มารุมล้อมดูเฉินอวี๋และก้อนดินตรงหน้าด้วยความงุนงง
“ท่านพ่อท่านแม่ ด้วยดินเหลืองนี้ ข้าลองทดสอบดูแล้วว่ามีความหนาแน่นและเราสามารถสร้างเตียงคั่งที่มีระบบทำความร้อนไว้ในบ้านได้ ยามหน้าหนาวเราจะไม่ต้องทนความเย็นหรือควันเวลาเผาฟืน” เฉินอวี๋กล่าวพลางกลั้นความตื่นเต้นไว้
ในโลกนี้ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป และเมื่อครู่ที่ผ่านมา ด้วยบ้านของใครหลายๆ คน ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่าทุกบ้านไม่มีเตียงคั่งโบราณเลยสักหลัง
เตียงคั่ง เป็เตียงอิฐและดินปั้นโบราณ ที่มีช่องให้จุดไฟและเชื้อเพลิงใต้เตียง เพื่อทำเป็เตียงอุ่นให้นอนใน่หน้าหนาว มีระบบไล่ควันไม่ให้ลอยเข้ามาในบ้าน ดังนั้นด้วยสิ่งนี้จะทำให้บ้านอบอุ่นอยู่ตลอด
อย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้นของเฉินอวี๋เป็เื่ที่ครอบครัวของเขาเข้าใจได้ยาก เพราะในโลกของพวกเขาแล้ว เตียงคั่งนั้นเป็สิ่งที่ไม่เห็นหรือเคยได้ยิน ดินแดนเซียนคนแข็งแกร่งและไม่มีกลัวความหนาวเย็น ดินแดนอวกาศก็ไฮเทคปรับอุณหภูมิได้อัตโนมัติ อยากมากที่สุดมีแค่โลกเวทมนตร์ของพี่สาวเฉินเหนียงอู่ โดยอาคารและรูปแบบเรือนมีเตาผิงและปล่องไฟในตัวบ้าน นางจึงพอเข้าใจได้เล็กน้อยถึงสิ่งที่เฉินอวี๋กำลังจะสื่อ
เฉินอวี๋โบกมือให้ครอบครัวเป็สัญญาณให้พวกเขามองมา เขาหยิบก้อนดินขึ้นมาแล้วเริ่มอธิบายและสาธิตให้ดู
“อืม ฟังดูเหมือนเตาผิงและปล่องไฟมาก เพียงแค่นำมาใช้ในรูปแบบเตียง” คำพูดของเฉินเหนียนอู่ทำให้ทุกคนมองมาที่นาง จึงพยายามอธิบายเื่ปล่องไฟให้ครอบครัวฟังให้เข้าใจมากขึ้น
“ใช่ คราแรกข้าก็คิดอยากจะทำปล่องไฟ แต่นั่นต้องใช้เวลาและทรัพยากรมาก ต้องรื้อบ้านและจัดสัดส่วนใหม่ หากอยากให้ทันใช้ก่อนฤดูหนาวมาเยือน เตียงคั่งที่ข้าพูดถึงจึงดูทำง่าย มีขนาดเล็กเท่าเตียงนอนไม่ใหญ่ ใช้ดินและคนสร้างไม่เยอะ และการใช้งานก็ไม่แพ้ปล่องไฟหรืออาจจะดีกว่า” เฉินอวี๋ที่เห็นทุกคนมีแนวโน้มรับฟัง เขาก็อธิบายถึงข้อดีและข้อเสีย
เฉินอ่าวทำหน้าสงสัย “มันน่าเกลียดไม่งดงามเลย จะให้ความอบอุ่นทั่วบ้านตอนนอนได้จริงๆ รึบุตรข้า?”
“น่าเกลียด?” เฉินอวี๋รู้สึกงงเล็กน้อยกับความคิดแปลกๆ ของพ่อ จากนั้นก็พูดออกมาว่า
“ท่านพ่อ การเอาชีวิตรอดในหน้าหนาวสำคัญกว่าหรือความงามดูดีกันแน่ที่สำคัญกว่า? บางทีในโลกของคนธรรมดาสามารถเข้าใจและเลือกได้ง่ายๆ ถ้าอยู่ในเขตห่างไกลชนบทจากตัวเมืองและความหนาวเย็นกำลังคร่าชีวิต มีหยกและเสื้อป่านบางๆ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่าผู้คนจะเลือกเสื้อขาดๆ นั้นมาสวมแทนที่จะหยิบหยกมีราคา”
เฉินอ่าวได้ยินคำพูดลูกชายก็ผงะ ไม่คิดว่าบุตรของตนจะเข้าใจในชีวิตของปุถุชนอย่างลึกซึ้งมากถึงขนาดนี้
โชคดีที่ถึงแม้พ่อของจะไม่ไว้วางใจกับตัวอย่างที่เขาปั้น เพราะรูปร่างตัวอย่างที่สร้างมันก็น่าเกลียดบิดเบี้ยวเกินกว่าจะสามารถนอน แต่แม่และพี่สาวของเขากลับให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
เฉินเหนียนอู่พยักหน้าและวิเคราะห์ว่า “ข้าพอเข้าใจหลักการของเตาเผาอิฐแบบนี้คร่าวๆ แต่เราต้องใส่ใจเื่เส้นทางการกระจายควันของเตาเผาอิฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ควันหนาไหลล้นออกมาสำลัก ต้องทำช่องทวนลมเพื่อไล่อากาศ”
เฉินอวี๋พยักหน้าซ้ำๆ เขาเพียงรู้การทำเตียงคั่งมีประโยชน์ แต่ระบบการไล่ควันนั้นยังไม่เข้าใจ เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตัวน้อยเช่นพี่สาว ไม่นานเตียงคั่งก็ออกแบบดูสมบูรณ์ ลองจุดและเผ่ามัดหญ้าเล็กๆ ใต่เตียงดินปั้น ควันก็ไม่ได้ลอยย้อนกลับแต่ไหลออกจากปล่องควันเพียงด้านเดียว
“ว้าว”
“มันใช้ได้จริงๆ ด้วยแฮะ”
“แม้จะเป่าลม หากติดกะบังลมยื่นก็ไม่ทำให้ควันย้อนกลับเลย”
ตัวอย่างเล็กๆ แสดงประสิทธิภาพที่น่าพอใจออกมา ที่เหลือคือต้องสร้างของจริงที่ใหญ่เท่าเตียง
เฉินถั่วถงยืนครุ่นคิด ลุกขึ้นยืนและชี้ไปที่ห้องทางทิศตะวันออกของบ้าน ซึ่งเป็ห้องที่พี่งทำหลังคาและเชื่อมต่อกับห้องครัว
“ลองทำในห้องนี้ดูก่อนดีหรือไม่ แล้วค่อยปรับปรุงเติมแต่งหากเจอปัญหา”
ขณะที่พูด นางก็จ้องไปที่เฉินอ่าว ทำเอาเฉินอ่าวยืนสับสน ว่าพูดแล้วทำไมต้องมองมาที่เขาด้วย ละจากสีหน้าของสามีเหมือนเฉินถั่วถงจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดและถามอะไร จึงยื่นมือตบบ่าสามีให้กำลังใจแล้วพูดว่า
“เราได้ข้อสรุปทางทฤษฎีแล้ว ส่วนทางปฏิบัติ ครอบครัวยัง้าเ้าอยู่สามีข้า”
นี่!!
“…”
เฉินอวี๋ผงะ ไม่นึกว่างานเผือกนี้สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องเป็คนทำ เฉินอวี๋ที่เห็นแบบนี้ก็พูดว่า “ท่านพ่อ ไปถามท่านอาหยู่ เขารู้ว่าที่ไหนมีดินเหลือง?”
ขณะที่พูด เฉินอวี๋ก็แสดงการสนับสนุนด้วยการผลักเฉินต้าไปข้างหน้าด้วยคน “พี่ชาย ท่านไปขุดดินกับพ่อ ถ้าสร้างเตียงคั่งสำเร็จ ข้าจะทำเนื้ออร่อยๆ ให้กิน”
“อะไรนะ เนื้ออร่อยเหรอ?” เฉินต้าได้ยินก็หันขวับ
เฉินอวี๋เห็นแบบนี้ก็ไม่คิดว่าพี่ชายจะสนใจขนาดนั้น เขาจึงพยักหน้าและกระซิบว่า
“ใช่ เตียงคั่งและดินเหลืองสำคัญกับครอบครัวมาก หากทำสำเร็จ ข้าจะทำไก่จักรพรรดิให้ทุกคนกิน”
เกี๊ยวเนื้อในวันก่อน ยังคงติดใจทุกคนไม่หาย พอได้ยินชื่ออาหารที่น่าทึ่งอย่างไก่จักรพรรดิ ความกระตือรือร้นของทุกคนก็แทบจะฉายแสงออกจากดวงตา จากครอบครัวลี้ภัยอดๆ อยากๆ วันนี้กลับกลายเป็ครอบครัวที่บ้าการกินั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ดังนั้น พ่อและพี่ชายคนโตจึงยืมรถเข็นของช่างฝีมือคันหนึ่ง แล้วแวะที่อยู่ของดินเหลืองจากหยู่เจ๋อ
ส่วนคนที่อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ภายใต้การแนะนำของเฉินเหนียนอู่ เฉินอวี๋ก็นั่งวาดสร้างแม่พิมพ์การสร้างเตียงคั่งขึ้นมา แม่ก็ทำแผ่นบล็อกไม้สำหรับทำอิฐรอ
หลังจากพ่อและพี่ชายนำดินเหลืองมา พวกเขาก็นวดดินนั้น ผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่คำนวณ เทลงในแม่พิมพ์เพื่อทำอิฐดินปล่อยให้แห้งผึ่งลม
