ภายในห้องพักของจางหลิน แสงจากค่ายกลสว่างขึ้นเป็เส้นสีฟ้าอ่อน ปกคลุมพื้นห้องราวกับใยแมงมุมที่ทอจากพลังิญญา บรรยากาศเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของเด็กหนุ่มและจังหวะปลายนิ้วที่ขยับอย่างระมัดระวัง
“มือซ้ายขยับขึ้นอีกครึ่งนิ้ว… ดี แบบนั้นแหละ”
เสียงของจางเหวินดังขึ้นจากอีกฝั่งของแหวนมิติ
จางหลินพยักหน้า แม้จะมองไม่เห็นตัวพี่ชาย แต่ก็เชื่อมั่นในทุกคำแนะนำ ปลายนิ้วของเขาลากผ่านอากาศ เส้นพลังิญญาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเป็ลวดลายซับซ้อน วงแหวนอาคมทับซ้อนกันทีละชั้น จังหวะการวาดแม่นยำราวกับเขาผ่านการฝึกฝนมันมานับพันครั้ง
ทันทีที่เส้นสุดท้ายถูกเติมเต็ม รูปแบบปกปิดก็ส่องแสงสว่างสีม่วงทอง ก่อนจะจมหายลงในพื้นห้อง
อากาศโดยรอบนิ่งสนิทในพริบตา กลิ่นอายทั้งหมดถูกกลืนหาย แม้แต่พลังิญญาก็ราวกับไม่เคยมีอยู่ ตอนนี้รูปแบบปกปิดถูกเปิดใช้งานแล้ว
“สำเร็จ” จางหลินพึมพำด้วยแววตาเป็ประกาย
“ดีมาก ต่อไปวาดรูปแบบเคลื่อนย้าย” เสียงของจางเหวินดังขึ้นทันที “ข้าจะทำพร้อมกับเ้าอีกฝั่งหนึ่ง”
ทั้งสองเริ่มลงมือเกือบพร้อมกัน
คนหนึ่งอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล ส่วนอีกคนอยู่ไกลออกไปในสุดพื้นที่ของภาคใต้ในทวีปลมดำ แต่จังหวะพลังกลับประสานกันอย่างน่าประหลาด ราวกับรูปแบบทั้งสองกำลังตอบสนองต่อกันผ่านมิติ
เมื่อค่ายกลทั้งสองด้านสมบูรณ์ จางเหวินจึงดึงหินิญญาระดับสูงสุดออกมาหนึ่งก้อน แสงสีขาวบริสุทธิ์ส่องประกายอยู่ในฝ่ามือ
เขาหยดหยดน้ำใสลงบนผิวหินิญญา น้ำหยดนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะซึมเข้าไป
“หยดนี้จะบันทึกพิกัด หากหินิญญาก้อนนี้ส่งไปไม่ถึงตัวเ้า ข้าจะรู้ทันทีว่ามันไปโผล่ที่ไหนเราจะได้วางแผนกันถูก”
จางเหวินสูดลมหายใจลึก พลังวารีหมุนวนขึ้นรอบกาย รูปแบบเคลื่อนย้ายส่องแสงเจิดจ้า
ในพริบตาถัดมา หินิญญาก้อนนั้นก็หายวับไปจากฝ่ามือ
อีกฟากหนึ่ง จางหลินนั่งรออยู่กลางค่ายกล ดวงตาจับจ้องพื้นที่เบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านพี่… ดูเหมือนมันจะส่งมาไม่ถึง”
เสียงของจางเหวินดังขึ้นแทบจะในทันที
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ดูเหมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลจะมีม่านพลังดักจับการเคลื่อนย้ายอยู่ หินิญญาที่ข้าส่งไปน่าจะถูกดูดเข้าไปยังสถานที่บางแห่ง”
ขณะเดียวกัน
ภายในหอมิติของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล เป็สถานที่ที่มีประตูมิติที่เชื่อมต่อกับเกือบทุกสถานที่สำคัญภายในโลก ห้องโถงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านด้วยเสาหินสีดำหลายสิบต้น พลันเกิดความปั่นป่วน
กลางอากาศบิดเบี้ยว ก่อนที่หินิญญาระดับสูงสุดหนึ่งก้อนจะหล่นออกมาจากความว่างเปล่า
“หืม?”
ชายชราผู้เฝ้าหอเคลื่อนย้ายลืมตาขึ้นทันที ดวงตาคมกริบฉายแสงเย็นเฉียบ
“มีใครแอบส่งสิ่งของจากภายนอกเข้ามางั้นเหรอ?”
เขาพุ่งตัวเข้าไปในพริบตา ฝ่ามือเกือบแตะถึงหินิญญานั้นอยู่แล้ว
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
หินิญญาแตกสลายเป็ผุยผง น้ำที่ฝังอยู่ภายในระเหยหาย อาคมทั้งหมดถูกชะล้างจนไม่เหลือแม้แต่เศษร่องรอยใดๆ
ชายชราหยุดชะงัก มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เพียงไม่กี่ลมหายใจ รูปแบบเคลื่อนย้ายกลับถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น…”
เขาขมวดคิ้วแน่น
“ไอ้เวรนี่… เป็ใครกัน”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องพักของจางหลิน เสียงของจางเหวินดังขึ้นอีกครั้ง
“ดูเหมือนเราจะทำเองไม่ได้แล้ว”
จางหลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านพี่… หมายความว่า…”
“เราจำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น” น้ำเสียงของจางเหวินหนักแน่นขึ้น “เ้ามีใครที่เชื่อใจได้ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลหรือไม่”
จางหลินเงียบไปครู่หนึ่ง แววตานิ่งสงบแต่ลึกลงไปกลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ในตอนนี้… คนที่ข้าเชื่อใจได้แบบสุดใจ นั้นไม่มีเลย”
ปลายสายเงียบงัน เสียงลมหายใจของจางเหวินดังขึ้นผ่านแหวนมิติ ความคิดหลายอย่างแล่นวูบผ่านจิตใจของเขาอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเช่นนั้น…” จางเหวินพูดช้า ๆ “ดูเหมือนว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนแผนบางอย่างแล้ว”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
“ตอนนี้ข้าไม่สามารถส่งทรัพยากรให้เ้าได้ผ่านรูปแบบเคลื่อนย้าย ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลมีอาคมป้องกันแ่า และของที่ข้าจะส่งให้เ้านั้นมีค่ามากเกินไปที่จะฝากคนอื่นไปให้เ้าได้”
“ที่สำคัญข้าไม่อยากให้เ้าไปขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่สามารถเชื่อใจได้และข้าก็ไม่อยากให้เ้าออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาสร้างรูปแบบเคลื่อนย้ายด้านนอกด้วย นี้ขนาดอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วเ้าก็ยังดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยด้วยซ้ำ”
จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ดังนั้น่นี้เ้าอย่าเคลื่อนไหวมาก ระวังตัวให้ดี รอข้าไปก่อน… ข้าจะหาทางเอง”
เด็กหนุ่มยิ้มบาง ๆ ความกดดันในอกคลายลงเล็กน้อย
“เข้าใจแล้วท่านพี่ ข้าจะระวังตัว”
หลังคำพูดนั้น การเชื่อมต่อก็ถูกตัดขาดลง ความเงียบกลับคืนสู่ห้องพักอีกครั้ง
….
….
ห้าวันถัดมา
ท่ามกลางป่าลึกที่เคยเขียวชอุ่ม บัดนี้กลับกลายเป็ผืนดินรกร้าง พื้นที่กว้างใหญ่ถูกฟ้าผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยไหม้สีดำแผ่กระจายเป็วงกว้าง ต้นไม้หักโค่น กลิ่นพลัง์ที่ยังหลงเหลือทำให้บริเวณนั้นดูราวกับพื้นที่ต้องห้าม
ใจกลางพื้นที่ซึ่งถูกทำลายจนยุบตัวลงเป็หลุมขนาดมหึมา จางเหวินนั่งขัดสมาธิอยู่เพียงลำพัง
ออร่ารอบกายของเขานิ่งสงบอย่างประหลาด ไม่ปะทุ ไม่รุนแรง แต่กลับลึกลับและมั่นคง ราวกับสายน้ำใต้มหาสมุทรที่ดูเงียบงัน ทว่าหนักแน่นจนไม่อาจหยั่งถึง
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ
แรงกดดันอันน่าสะพรึงปกคลุมฟ้าดินชั่วขณะ ก่อนจะถูกเขาควบคุมเอาไว้ทั้งหมด ภายในร่างของเขา พลังิญญาไหลเวียนดุจมหาสมุทรไร้ขอบเขต
ตอนนี้… การบ่มเพาะของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดินักบุญระดับสูงสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในขั้นาานักบุญก่อนหน้านี้ เขาได้กลืนโอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิไปถึงแปดสิบเม็ด เพื่ออัดแน่นพลังในแต่ละอาณาจักรย่อย การกินโอสถจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเขาแม้แต่น้อย สำหรับเขา ยิ่งกิน ร่างกายกลับยิ่งแข็งแกร่ง
เส้นลมปราณขยายกว้าง รากฐานถูกขัดเกลาจนแ่า กระดูก เื เนื้อหนัง ล้วนซ้อนทับการหลอมสร้างครั้งแล้วครั้งเล่า จนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้
โอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิที่ระบบสร้างขึ้นนั้น ไม่มีพิษ ไม่มีผลร้ายสะสม ไม่มีการบิดเบือนกฎใด ๆ ของ์ พลังทั้งหมดถูกแปรเปลี่ยนเป็รากฐานอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากนั้น เพื่อทะลวงสู่ระดับจักรพรรดินักบุญ เขาค่อยๆ กลืนโอสถเพิ่มอีกหนึ่งร้อยเม็ด
ไม่ใช่เพื่อเพิ่มพลัง แต่เพื่อควบแน่นเศษเสี้ยวโลกใบเล็กภายในร่างกาย ให้ก่อรูปเป็โลกใบเล็กที่แท้จริง
สี่วันเต็ม…
เขาใช้เวลาออกแบบโครงสร้าง ฟ้า ดิน กฎ น้ำ ไฟ วัฏจักรพลัง และการไหลเวียนของโลกภายในอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนแม่นยำเพื่อให้โลกใบเล็กของเขาสมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อโลกใบเล็กถือกำเนิด เขาจึงอัดโอสถเพิ่มอีกแปดร้อยเม็ด เพื่อผลักดันฐานการบ่มเพาะขึ้นสู่ระดับจักรพรรดินักบุญขั้นสูงสุด
พลังิญญาจำนวนมหาศาลที่ดูดซับเข้าไป อาจจะไม่ส่งผลต่อการทะลวงผ่านอาณาจักรย่อยโดยตรง
เพราะั้แ่จุดนี้ การจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังการบ่มเพาะอย่างเดียวแล้ว
แต่มันขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจในกฎของโลก เพื่อนำไปเสริมสร้างโลกใบเล็กให้กับตัวเองเพื่อยกระดับอาณาจักรย่อยไปเรื่อยๆ
เมื่อโอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิถูกใช้ไปครบหนึ่งพันเม็ด รากฐานของจางเหวินก็แข็งแกร่งจนเกินกว่าขอบเขตใดจะอธิบายได้
ทว่าตอนนี้… เขากลับติดอยู่ที่คอขวดสุดท้าย
การทะลวงจากจักรพรรดินักบุญ ไปสู่ระดับกึ่งจักรพรรดิ
ไม่ใช่เพราะพลังไม่พอ ไม่ใช่เพราะรากฐานไม่แน่น ไม่ใช่เพราะเวลาไม่มี แต่ถ้าเขาอยากจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขา้าวิชาการฝึกฝนระดับจักรพรรดิ
