หลี่อันหรานจ้องเขาตาขวาง “ข้าถามท่าน ท่านคุยกับหลี่เยวี่ยซือเื่ข้าว่าอย่างไร?”
เจียงเฉิงขมวดคิ้วมุ่นทันที เป็เื่เกี่ยวกับหลี่เยวี่ยซืออีกแล้วตามคาด “เ้าเจอนางหรือ เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าได้ยินจากหลี่เยวี่ยซือว่าท่านอยู่ที่นี่ต่อเพียงเพราะอยากตอบแทนที่ข้าช่วยชีวิตเท่านั้น แต่การตอบแทนที่ว่านี้เป็เพราะท่านรู้เื่ที่ข้าถูกข่มเหง นอกจากนี้คือท่านรังเกียจข้า ดังนั้น จึงไม่มีวันเกิดความรู้สึกใดๆ กับข้า”
เจียงเฉิงใ เป็ความจริงว่าเขาเคยมีความคิดเช่นนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าหลี่เยวี่ยซือจะนำเื่พวกนี้มาบอกกับหลี่อันหราน
หลี่อันหรานเห็นเจียงเฉิงนิ่งเงียบก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่หลี่เยวี่ยซือพูดเป็ความจริง นางลุกพรวดขึ้น มือทั้งสองกำแน่น นางไม่อาจควบคุมโทสะในใจได้อีกต่อไป “ฉางควน ข้าจะบอกให้ท่านรับรู้ไว้ ท่านจงตั้งใจฟังให้ดี ข้าไม่ได้ถูกข่มเหง ข้ายังคงบริสุทธิ์ ข้าไม่ได้เป็ดังที่ผู้อื่นลือกัน”
“จริงอยู่ที่มีคนพยายามข่มเหงข้า แต่เขาทำไม่สำเร็จ ตอนนี้ข้า ข้า…”
หลี่อันหรานควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จนไม่รู้จะอธิบายกับเจียงเฉิงอย่างไร ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ก่อนหน้านี้คนผู้นั้นพยายามขืนใจนางแต่ไม่สำเร็จ หลี่อันหรานไม่ได้รับอันตรายใดๆ นางเพียงแต่เสียขวัญก็เท่านั้น
แต่บรรดาคนนอกมีหรือจะเชื่อเื่นี้? ต่อให้หลี่อันหรานพูดไป คนพวกนั้นก็มีแต่จะคิดว่านางพูดเพื่อปิดบังความอับอาย ไม่มีผู้ใดเชื่ออยู่ดี กระทั่งเสิ่นอิ๋นหวนยังคิดว่าหลี่อันหรานถูกทำให้ด่างพร้อยไปแล้ว
“เ้าใจเย็นๆ ก่อน ให้ข้าตรวจสอบเื่นี้ให้กระจ่างค่อยว่ากันดีหรือไม่?”
“รอให้ท่านตรวจสอบอะไร ท่านไม่เชื่อที่ข้าพูดหรือ? ข้ายังคงบริสุทธิ์ไร้ราคีจริงๆ”
หลี่อันหรานเดินไปหาเจียงเฉิงอย่างร้อนรน ทว่าในตอนที่เข้าใกล้เขานี้เอง เจียงเฉิงกลับถอยหลังหนึ่งก้าว นี่ทำให้หลี่อันหรานผงะ ในวินาทีนี้เอง ภายในหัวนางว่างเปล่าทันใด ดวงตานางพลันเบิกกว้าง “นี่ท่าน ท่าน ท่าน… รังเกียจข้าจริงๆ ใช่หรือไม่? เพราะข้ามีมลทินไปแล้ว ท่านจึงไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อข้าและอยากตอบแทนบุญคุณแล้วรีบไปจากที่นี่ใช่หรือไม่?”
หลี่อันหรานอธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ถูก นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเกลียดชังหรือเคียดแค้นกันแน่?
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ นางััได้ว่าเจียงเฉิงรังเกียจตัวเอง หลี่อันหรานถอยหลังหลายก้าว ก่อนจะแสยะยิ้มมองเจียงเฉิง “ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าท่านคิดอะไร ท่านมองข้าอย่างไร ที่แท้ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับคนพวกนั้น ข้าหลงเข้าใจว่าท่านต่างจากคนอื่น ข้ามองผิดไปจริงๆ ตอนนี้ท่านทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก”
หลี่อันหรานเดินออกจากห้องทันทีเมื่อพูดจบ เจียงเฉิงรีบไล่ตามไป เขาคว้าแขนนางไว้ที่หน้าประตู เขาอยากอธิบายเื่นี้กับนางแต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร
เขายอมรับว่าที่ตอนแรกตัดสินใจว่าจะไปจากที่นี่หลังจากตอบแทนบุญคุณเรียบร้อยเป็เพราะได้ยินว่านางต้องมลทิน
นอกจากนี้ ถึงแม้หลี่อันหรานจะพูดเช่นนี้กับเขา ทว่าในหัวเขาก็ยังคงคิดอยู่ดีว่านางพูดเพราะไม่อยากถูกดูแคลน อีกทั้งเื่ประเภทนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะพิสูจน์กันได้ง่ายๆ
หลี่อันหรานหันกลับมามองเจียงเฉิงด้วยความคาดหวัง หวังว่าเขาจะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้นางยังมีความหวังอยู่บ้าง แต่แล้วเจียงเฉิงกลับทำเพียงเผยอปากอยู่อย่างนั้น ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากเขาสักคำ
หลี่อันหรานสะบัดมือเขาทิ้ง วินาทีที่ก้าวจากมา นางหมดใจแล้วอย่างแท้จริง สำหรับคนที่มองนางไม่ต่างจากบุรุษคนอื่นๆ แล้ว การมีใจให้เขาช่างไร้ค่าเหลือเกิน บางครั้งความรู้สึกของคนเราก็หมดลงได้ภายในชั่วความคิด
เจียงเฉิงรู้ว่าตัวเองทำให้หลี่อันหรานเสียใจมากเพราะเื่นี้ แต่วิธีการแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวที่เขานึกออกมีแค่การตรวจสอบเื่นี้ให้กระจ่างในเร็ววัน จากนั้นกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองตามเดิมและอาจไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับนางอีก ปล่อยให้ความรู้สึกสุขทุกข์ระคนเหล่านี้กลายเป็อดีตไป
คืนวันนั้น เจียงเฉิงนอนคิดบนเตียงนานมาก ไม่ว่าทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ ในหัวมีแต่คำพูดพวกนั้นของหลี่อันหรานวนเวียนไปมา
เจียงเฉิงรู้สึกละอายใจเหลือเกิน ทันใดนั้นเอง อยู่ๆ เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าความจริงแล้ว หลี่อันหรานไม่มีความจำเป็ต้องโกหกเขา เพราะเขาพูดมาั้แ่ตอนเริ่มแรกสุดแล้วว่าจะไปจากที่นี่หลังจากที่ตอบแทนบุญคุณเสร็จ หลี่อันหรานจะโกหกเขาเพื่ออะไร?
ยิ่งไปกว่านั้นคือ จาก่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมา ระหว่างเขากับหลี่อันหรานไม่ได้มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากนี้นางก็ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเขา ไม่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ไม่รู้ว่าเขาเป็ผู้ใดกันแน่
คิดได้ดังนี้ เจียงเฉิงตระหนักได้ทันทีว่าหลี่อันหรานอาจพูดความจริง บางทีคนพวกนั้นอาจไม่ได้ข่มเหงนาง ไม่แน่ว่าแผลเป็บนใบหน้านางจะเกิดขึ้นจากตอนนั้นก็เป็ได้
ตัวเขาไม่ได้รู้จักหลี่อันหรานดีพอ ไม่รู้ว่านางเป็คนอย่างไร แต่นี่เขากลับเข้าใจนางผิดเพียงเพราะคำพูดของคนอื่น ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองโง่เขลายิ่งนัก
เขาหยัดกายขึ้นจากเตียง หลี่อันหลินที่นอนบนเตียงหลับไปแล้ว เจียงเฉิงค่อยๆ เดินออกจากห้อง พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ด้านนอกจึงมืดมาก มีเพียงแสงสว่างเล็กๆ จากตะเกียงดวงหนึ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน
หลี่อันหรานกำลังทำงานอยู่ในกระท่อมฟางที่อยู่ห่างจากบ้านไม้ไม่ไกล ในนั้นมีตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวง แสงตะเกียงมืดสลัวส่องให้เห็นเงาร่างที่ส่ายไปมาของนาง
เจียงเฉิงเดินเข้าไปเงียบๆ หลี่อันหรานไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขา
เนื่องจากฐานะครอบครัวที่ยากจนมาก ไม่มีเงินมาซื้อลาหรือวัวเพื่อช่วยทำงาน นี่ส่งผลให้หลี่อันหรานต้องออกแรงทำงานที่ต้องใช้แรงงานด้วยตัวเอง ตอนนี้ศีรษะนางเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ นางสวมเพียงเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบ แขนเสื้อถูกพับขึ้นสูง แขนเรียวสีขาวผ่องปรากฏสู่ภายนอก นางตัวผอมมากจริงๆ เสมือนว่าหากไม่ระวังก็มีสิทธิ์หักได้ทุกเมื่อ
เจียงเฉิงมองนางด้วยสายตาปวดใจ หลี่อันหรานต้องออกแรงเยอะมากเพราะกำลังบดถั่ว นางใช้ก้อนหินบดถั่วพวกนั้นให้ละเอียด เจียงเฉิงเห็นดังนั้นจึงอดเข้าไปช่วยไม่ได้ เขาแย่งหินจากมือนางโดยไม่รอให้นางได้ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว “ให้ข้าช่วยเถอะ”
หลี่อันหรานใ นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเขาดันออกไปด้านข้างแล้ว จากนั้นเขาแย่งที่นั่งนางและช่วยนางบดถั่วพวกนั้น หลี่อันหรานตั้งใจจะแย่งเครื่องมือคืนมา “เื่ของข้า ท่านไม่ต้องมาช่วย”
แต่เจียงเฉิงกลับดันนางออก “นี่เป็สิ่งที่ข้าสมควรทำ”
“ไม่มีอะไรที่ท่านสมควรทำหรือไม่สมควรทำทั้งนั้น หากท่านรู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ตัวเองสมควรทำก็รีบไปจากที่นี่เสียเถิด ข้าไม่้าการตอบแทนจากท่าน ตอนนี้ข้านึกย้อนเสียใจที่ช่วยท่านตอนนั้น หากรู้แต่แรกคงปล่อยให้หลี่เยวี่ยซือเป็คนช่วยท่านกลับไป ข้าจะได้ไม่ต้องเจอปัญหามากมายเช่นนี้”
เจียงเฉิงฟังจบแล้วนิ่งอึ้งไป เขาเงยหน้ามองนาง แต่เนื่องจากหลี่อันหรานนั่งหันหลังให้แสง เขาจึงมองไม่เห็นสีหน้าของนาง ต่างกับหลี่อันหรานที่มองเห็นดวงตาลุ่มลึกเปล่งประกายราวกับดวงดาวของเขาชัดเจน
“เ้าเสียใจที่ช่วยข้าจริงหรือ?”
คำถามนี้ทำให้หลี่อันหรานนิ่งงันเช่นกัน แต่นางยังคงกล่าวด้วยอารมณ์ “เสียใจ”
เจียงเฉิงถอนหายใจเบาๆ “แต่เ้าเสียใจก็สายไปแล้ว ตอนนั้นเ้าเป็คนช่วยข้าไว้เอง”
หลี่อันหรานไร้คำตอบ นางเห็นเจียงเฉิงไม่ยอมคืนเครื่องมือให้เสียที จึงได้แต่นั่งมองอยู่ด้านข้าง มองเขาใช้ก้อนหินช่วยนางบดถั่วพวกนั้นเบาๆ
ไม่รู้เพราะเหตุใดเช่นกัน งานที่หนักหนาสำหรับนางมากถึงได้ดูง่ายดายสำหรับเขาเหลือเกิน
