เมื่อสิ้นเสียงท้าทายของหยางเฉิน ประตูตู้คอนเทนเนอร์ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกมา เผยให้เห็นร่างของกลุ่มคนที่อยู่ด้านใน ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดทีละคน
คนแรกที่เดินออกมาเป็ชายวัยกลางคน ผิวขาว ที่สูงประมาณ 180 เิเ เขาอยู่ในชุดพักผ่อนสบายๆ พร้อมด้วยกางเกงยีนแนวคาวบอยตะวันตก
ในมืออีกข้างของเขาถือกระเป๋าเดินทางเอาไว้ ราวกับว่ามาพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ประเทศจีน ทำให้เขาดูเหมือนกับนักท่องเที่ยวที่ไร้ซึ่งกลิ่นอายของอันตรายใดๆ โดยสิ้นเชิง
“ท่านเฮดีส เป็เกียรติที่ได้พบมากครับ ผม โมลิน สก็อต รอต เป็ผู้นำทีมเหยี่ยวทะเลในครั้งนี้ครับ” โมลินแนะนำตัวเองกับหยางเฉิน
หยางเฉินยื่นมือไปทักทายโมลิน “โมลิน คุณแต่งตัวดูดีมากนะ”
ที่ด้านหลังของโมลิน ยังมีคนอีกกว่าสิบชีวิตคนเดินออกมา แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันไปทั้งคนผิวดำและคนเอเชีย โดยสามคนเป็ผู้หญิงและอีกแปดคนเป็ผู้ชาย ซึ่งทั้งหมดต่างสวมเสื้อผ้าแฟชั่นฤดูหนาวที่เหมาะสำหรับมาพักผ่อนเสียมากกว่า อีกทั้งยังจูงกระเป๋าเดินทางออกมา ทำให้ทั้งหมดดูเหมือนไม่ใช่พวกทหารรับจ้างมือฉมัง แต่เหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปเช่นเดียวกับโมลิน
“ท่านเฮดีส พวกกองพลน้อยเหยียนหวงนั้นเก่งกาจเกินไปจนพวกเราไม่ทันระมัดระวังตัวเอง โชคดีที่ท่านมาทันเวลา ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้วิ่งเที่ยวไปทั่วเมืองแน่ ฮ่าๆ!” โมลิน พูดขึ้นขณะยิ้มให้กลุ่มคนที่เหลือ
หยางเฉินมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของโมลิน ที่แต่ละคนดูไม่มีพิษภัยใดๆ เขาถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม ซึ่งต่อให้เป็หยางเฉินหากว่าเขาไม่รู้จักกันมาก่อนก็คงยากจะบอกได้ว่า คนพวกนี้เป็ถึงหน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจเป็การเฉพาะ
“พวกคุณทานอาหารเย็นมาหรือยังครับ?” หยางเฉินถาม
เมื่อได้ยินดังนั้นหลายคนในกลุ่มก็หันกลับมาหาเขาด้วยความแปลกใจ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นติดตลกด้วยสำเนียงอิตาลี “โอ้? หรือท่านเฮดีสกำลังจะชวนพวกเราไปทานข้าว?!”
“อเดลิน ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งกินขนมปังมาั้แ่ก่อนจะออกจากเยอรมันแล้วไม่ใช่เหรอ” หนึ่งในสมาชิกทีมที่เป็ผู้หญิงเอ่ยขึ้น เธอดูตัวเล็กกะทัดรัดเป็อย่างมาก “เธอต้องแพ้ฉันเื่ลดน้ำหนักครั้งนี้แน่”
“ั้แ่เดินทางมา ฉันกินแค่น้ำผลไม้ไปหน่อยเดียวเองนะ แฟนนี่” อเดลินกล่าวขึ้นอย่างหดหู่
เหล่าสมาชิกทีมเหยี่ยวทะเลต่างถกเถียงเื่อาหารขึ้นชื่อภายในประเทศจีน พวกเขาเอาแต่ถามว่าหยางเฉินจะพาไปกินอะไรทั้งหมดเดินตามหยางเฉินไปยังท่าเรือโดยที่ไม่สนใจเหล่ากองกำลังพิเศษที่กำลังเล็งปืนมาแม้แต่นิด ถึงแม้ว่าทีมเหยี่ยวทะเลดูเหมือนจะไม่มีอาวุธแม้แต่คนเดียว
หยางเฉินยิ้มขึ้นมาเมื่อได้เห็นเหล่าทีมั “ผู้รู้ว่าคุณดูจะภาคภูมิกับหน่วยของคุณมาก แต่ผมจะปล่อยให้พวกเขาท้องร้องก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้ายังอยากจะสู้ผมแนะนำให้เรากินอาหารเสร็จก่อนดีกว่า ยังไงพวกคุณก็มีะุเหลือเฟืออยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น โมลินก็ยิ้มให้คำพูดของหยางเฉินทันที
หยางเฉินหันไปบอกให้สมาชิกที่เหลือตามเขาไป เมื่อทั้งหมดเดินผ่านทีมัไปก็ไม่มีใครกล้าขัดพวกเขาแม้แต่คนเดียว ทีมัได้แต่มองทั้งหมดเดินห่างไปเงียบๆ เท่านั้น
ในตอนนั้นเองหยงเย่เพิ่งจะล้างคราบเืจากอาการาเ็ก่อนหน้าก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน มันไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับหยางเฉินตรงๆ อีกต่อไป
เมื่อหยงเย่เห็นหยางเฉินนำทีมเหยี่ยวทะเลทั้ง 2 คนจากไป เขาก็กัดฟันด้วยความโกรธก่อนจะหันไปคุยกับฮุยอี “ทำไมไม่หยุดพวกนั้น! คุณกลัวพวกเขาเหรอ?!”
“พวกนั้นไม่มีจิตสังหาร” ฮุยอีตอบเสียงเรียบ
“จิตสังหารของพวกนั้นถูกซ่อนเอาไว้ แต่จิตสังหารที่มาจากหน่วยพิเศษมันน่ากลัวยิ่งกว่า!”
หยงเย่กล่าวด้วยความโกรธ “คุณจะให้ตัวอันตรายทั้ง 12 คนเข้าไปจงไห่จริงๆ?”
ฮุยอีคิดถึงอดีตที่ผ่านมาอย่างช้าๆ “หยงเย่ พ่อแม่ของนายเป็ถึงคนใหญ่คนโตของรัฐบาล อีกทั้งยังมียศในตำแหน่งทางการทหารด้วย แต่นายคิดว่านายอยู่เหนือกว่าคนอื่นจริงๆ งั้นหรือ อีกอย่างหนึ่ง นายบอกว่าฉันกลัวเขา? นั่นก็ใช่! ฉันกลัวหยางเฉิน หรือนายไม่กลัว?”
หยงเย่เงียบลงทันที
ในตอนนั้นเองบุปผาพิรุณก็พูดแทรก “พวกเขาไม่ได้เอาอุปกรณ์ทางการทหารหรืออาวุธาใดๆ เข้าสู่จงไห่ อีกทั้งยังไม่แสดงความเป็ศัตรูด้วย บางทีพวกเราก็ไม่ควรจะมุทะลุไปมากกว่านี้”
หยงเย่เฝ้ามองบุปผาพิรุณพูดจนจบ แววตาของมันฉายแววหลงใหลออกมา “ก็ดี... นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่หนิงเอ๋อร์พูดช่วยพวกมันน่ะ”
บุปผาพิรุณขมวดคิ้ว “หยงเย่ มันจะดีกว่านี้ถ้าคุณให้ความสนใจและใช้คำพูดกับฉันให้มันเป็ทางการมากกว่านี้”
“ได้... ได้สิ ดอกไม้ของผม” หยงเย่ดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ เพราะโดยปกติแล้วบุปผาพิรุณที่ไม่เคยพูดกับเขาหันมาตอบเขาในครั้งนี้
เหล่าสมาชิกทีมัรู้สึกสงสารหัวหน้าของเขาเป็อย่างมากที่กำลังไล่ตามความรักอยู่แค่ฝ่ายเดียว
หลังจากนั้นประมาณสิบนาที หยางเฉินก็โทรหาเฉียงเวยให้เธอนำรถ และคนมารับทีมเหยี่ยวทะเลเข้าไปยังตัวเมืองจงไห่
หยางเฉินไม่ได้มีความคิดที่จะพาคนทั้งหมดมานั่งทานอาหารแผงลอยริมถนนนี่ เพราะนอกจากบางร้านจะไม่ค่อยสะอาดแล้ว ทีมเหยี่ยวทะเลที่เป็ชาวต่างชาติทั้งหมดยังดูจะเป็จุดเด่นมากจนเกินไปด้วย ก่อนหน้านี้เขามาทานอาหารกับโม่เชี่ยนนี ทำให้หยางเฉินไม่สนใจเื่ความสะอาดสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งใน่ฤดูหนาวแบบนี้ การได้ทานพวกของร้อนและของขบเคี้ยวริมทางก็เป็ทางเลือกที่ดีเช่นกัน
โมลิน และคนอื่นๆ ไม่เคยพบเห็นการขายอาหารข้างทางในลักษณะนี้มาก่อนในต่างประเทศ พวกเขาจึงตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นทันที
โดยเฉพาะเมื่อหยางเฉินบอกว่าร้านพวกนั้นยังเป็แค่ร้านธรรมดาๆ ภายในเมือง โมลิน และคนอื่นๆ ก็แทบจะหลงรักในแผ่นดินจีนทันที!
ถึงแม้ว่าหยางเฉินจะเติบโตในต่างประเทศ แต่เขาก็รู้ว่าอาหารจีนนั้นราคาถูกและปริมาณเยอะกว่ามาก คงไม่ใช่เื่น่าแปลกใจอะไรที่คนพวกนี้จะตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอาหารหลากหลายอย่าง
หลังจากที่ตระเตรียมทานข้าวแล้ว หยางเฉินก็พาทีมเหยี่ยวทะเลไปหาเฉียงเวยที่แก๊งหนามแดง แต่ที่ที่เขาพามานั้นเป็หนึ่งในธุรกิจของแก๊งคือโรงแรมหรูระดับห้าดาว แตกต่างจากบาร์ที่เขามักจะไปหาเฉียงเวยเป็ประจำ เมื่อมาถึงที่โรงแรม เฉียงเวยและลูกน้องที่ไว้ใจได้ก็ออกมาต้อนรับพวกเขาทันที
เมื่อเฉียงเวยเห็นหยางเฉินเริ่มต้นแนะนำกลุ่มคนต่างชาติกลุ่มนี้ เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องเป็กลุ่มคนที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
โดยเฉพาะกับพวกโมลิน ที่กำลังเดินมาทักทายเธอด้วยความเคารพ
เมื่อโมลิน และคนอื่นๆ เห็นเฉียงเวยออกมาต้อนรับ พวกเขาก็หันไปถามหยางเฉินด้วยความอยากรู้ทันที “ท่านเฮดีส อย่าบอกผมนะว่าคนคนนี้คือเพอร์เซโฟนีของท่านตามข่าวลือ?”
หยางเฉินขมวดคิ้วงุนงง “นายรู้ได้ไงว่าฉันแต่งงานแล้ว?”
โมลินหัวเราะแหะๆ พร้อมทั้งแย้มยิ้มกว้างออกมา “ก่อนหน้านี้เจนติดต่อกับสำนักงานใหญ่ของเรา เธอบอกว่าท่านเฮดีสแต่งงานแล้ว ในตอนแรกใครๆ ก็ไม่เชื่อเธอ แต่หลังจากที่เธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าท่านแต่งงานไปแล้ว พวกเราก็เริ่มลังเลขึ้นมา จนกระทั่งได้เจอภรรยาของท่านตัวเป็ๆ นี่แหละ งดงามสมกับที่จะเป็ราชินีของพวกเราจริงๆ ครับ”
“นี่เฉียงเวย เธอเป็ผู้หญิงของฉัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่านั้น”
หยางเฉินรู้สึกไม่เต็มใจนักที่จะต้องอธิบายเื่นี้ให้กับทุกคนฟังต่อหน้าเฉียงเวย บางทีครั้งหน้าที่เขาเจอเจน เขาคงต้องไปบ่นกับเธอสักหน่อยว่าอย่าพูดอะไรให้มากเกินไปนัก
โมลินและสมาชิกในทีมพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินไปทักทายเฉียงเวยทีละคนด้วยภาษาจีนที่ดูแปร่งๆ
เมื่อหลายคนเข้ามาทักทายเธอ เฉียงเวยก็เอ่ยถามหยางเฉินด้วยความสนใจ “ที่รัก คุณไม่คิดจะแนะนำเพื่อนๆ ของคุณให้ฉันรู้จักบ้างเหรอคะ?”
“นี่โมลิน ส่วนคนที่เหลือเป็คนที่มาช่วยผมจัดการงานและเื่บางเื่ครับ”
หยางเฉินหลีกเลี่ยงชื่อของคนที่เหลือไป
ผู้หญิงที่ชื่อแฟนนี่พูดขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้ม “พี่สาวเฉียงเวยสวยมากเลยนะคะ อีกอย่างหนึ่งโรงแรมนี้ก็ดูสวยงามเช่นเดียวกัน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่ดีอย่างนี้จริงๆ ค่ะ”
“อย่าทำให้ขายขี้หน้าล่ะแฟนนี่ ทั้งชีวิตเธอเจอแต่ผู้หญิงตะวันตกนี่ แค่เจอสาวจีนหน่อยก็พูดตะกุกตะกักแล้วเหรอ” สมาชิกอีกคนในทีมหัวเราะใส่
แฟนนี่หน้าแดงก่อนจะหันเตะก้นสมาชิกในทีมคนเดิม "ครั้งหน้าฉันจะใช้รองเท้าส้นสูงจิ้มก้นนายเรียงคนซะ!”
เพราะเฉียงเวยไม่ได้รู้ภาษาต่างประเทศมากทำให้เธอไม่เข้าใจว่าทั้งสองพูดอะไรนัก แต่หยางเฉินก็แปลให้เธอฟังอย่างไม่ขาดตกแม้แต่คำเดียว
เธอหันมายิ้มให้เขาก่อนจะขอบคุณหยางเฉินที่ช่วยแปลให้
หยางเฉินหันกลับมาพูดกับโมลิน และคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม “คนรักของผมพูดภาษาต่างประเทศไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นนับแต่นี้พวกคุณต้องฝึกภาษาจีนให้คล่อง เริ่มเสียั้แ่วันนี้เลย เฉียงเวยจะเป็คนดูแลพวกที่อยู่และอาหารการกินให้กับพวกคุณ ผมหวังว่าพวกคุณจะสามารถฝึกภาษาจีนจนคล่องได้นะ”
โมลิน พูดภาษาจีนติดๆ ขัดๆ ขึ้นมา “เอ่อ พี่สาวเฉียงเวย ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ภาษาจีนนั้นค่อนข้างจะยากเป็อย่างมาก แต่พวกเราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะท่านเฮดีสของคุณเป็คนสั่งเรามา”
เมื่อเฉียงเวยได้ฟังภาษาจีนแปลกๆ นั้น เธอก็ไม่ได้สังเกตคำพูดของโมลินนัก
“ไม่ต้องห่วง ทางเรารับหน้าที่ดูแลที่อยู่ของพวกคุณอยู่แล้ว ถ้ามีอะไรก็บอกพนักงานของโรงแรมได้ รับรองว่าพวกเขาจะบริการให้อย่างดีที่สุดแน่นอน”
“พวกเราไปกินอาหารแผงลอยได้หรือเปล่า?” โมลิน ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แผงลอย?” เฉียงเวยรู้สึกงุนงงกับคำพูดของโมลิน
หยางเฉินกระแอมไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะอธิบายให้เธอเข้าใจ
เฉียงเวยยิ้มให้หยางเฉินอย่างอารมณ์ดีครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินนำหยางเฉินและกลุ่มเหยี่ยวทะเลไปยังโต๊ะอาหารที่จัดเอาไว้
“เดี๋ยวฉันจะทำอาหารอร่อยๆ ให้กินเอง” เฉียงเวยไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะให้กับคนเหล่านี้ดี
เหล่าสมาชิกทีมเหยี่ยวทะเลต่างหันมาหาเธอด้วยแววตาหิวกระหายทันที
“โอ้ บางทีคุณนายเฉียงเวยอาจไม่ใช่คนจีนก็ได้ ดูแล้วเธอน่าจะเป็พระแม่มารีผู้มีเมตตามากกว่านะ!”
