สามวันให้หลัง อู๋ฉิงจัดพิธีรับศิษย์ที่วิทยาลัยยันต์
ในวิทยาลัยเซิ่งตูมีอาจารย์ใหญ่แปดคน มีเพียงเฟิงกู่กับอู๋ฉิงสองคนเท่านั้น ซึ่งในร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยรับศิษย์ เมื่อผู้คนมากมายได้ข่าวอู๋ฉิงรับศิษย์จึงตกตะลึงกันทั้งวิทยาลัย
หลังรู้ข่าว ผู้ฝึกตนมากมายต่างเดินทางมาวิทยาลัยยันต์เพื่อดูเื่สนุกั้แ่เช้าตรู่
“ได้ยินหรือยัง? ศิษย์ที่อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงรับครั้งนี้ เขาชื่อหลิ่วเทียนฉีล่ะ!”
“หลิ่วเทียนฉี? ไม่เคยได้ยินมาก่อนนะ?”
“ไม่รู้จักหรอก เขาเป็ศิษย์ใหม่ของปีนี้”
“อ้อ? เป็ศิษย์ใหม่เชียวหรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่าศิษย์ใหม่คนนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ถึงกับสร้างอักขระยันต์เองได้ด้วย!”
“สร้างเองเลยหรือ? ร้ายกาจปานนี้เชียว?”
“ใช่แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงจะรับเขาเป็ศิษย์ได้อย่างไรเล่า?”
“อืม นั่นก็จริง!”
ผู้ฝึกตนทั้งหลายของแต่ละวิทยาลัยที่รวมตัวกันอยู่พากันวิพากษ์วิจารณ์ พูดคุยเื่หลิ่วเทียนฉีอย่างสนุกสนาน
“พี่สาม ท่านว่าเป็เื่จริงไหม? อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงจะรับน้องเจ็ดเป็ศิษย์เชียวหรือ?” หลิ่วซือมองหลิ่วซานที่อยู่ข้างกายพลางเอ่ยถามอย่างคลางแคลง
แม้ทุกคนล้วนอยู่วิทยาลัยยันต์ แต่หลิ่วซืออยู่ชั้นเรียนผู้ใช้ยันต์ขั้นสอง ไม่ได้ฟังชั้นเรียนของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง ต่างกับหลิ่วซานที่อยู่ชั้นเรียนผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม ทุกเดือนจะมีสองครั้งที่ได้เข้าฟังชั้นเรียน
“น่าจะจริงนะ!” นางเอกเอ่ยคำนี้พลันขมวดคิ้ว
ทุกครั้งที่อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงสอนมักรั้งอยู่กับน้องเจ็ดถึงท้ายที่สุด ชี้แนะตามลำพังอยู่พักหนึ่ง ในชั้นเรียนวันที่หนึ่งนั้น อาจารย์ใหญ่เห็นยันต์วิเศษที่น้องเจ็ดสร้างขึ้นก็ชื่นชมน้องเจ็ดเพิ่มไปอีก คิดว่าตอนนั้นคงอยากรับน้องเจ็ดเป็ศิษย์แล้วจริงๆ!
“ฮ่าๆๆๆ หลิ่วเทียนฉี เ้าหนูนี่มีความสามารถเสียจริง เพิ่งเข้าวิทยาลัยเซิ่งตูมาได้สองเดือนก็คว้าสายตาของอาจารย์อาอู๋ฉิงไปแล้ว ไม่ธรรมดาเลยเชียว!” เมิ่งเฟยที่ยืนอยู่กลางฝูงชนหัวเราะขึ้นมาก่อนเอ่ยขึ้น!
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่วมีพร์เปี่ยมล้น ความสำเร็จวิชายันต์ก็สูงส่ง คว้าสายตาอาจารย์อาได้ การรับเป็ศิษย์ยิ่งสมควรนัก!” จงหลิงยินดีกับความสำเร็จในครั้งนี้
“ใช่ๆ ชั้นเชิงของเทียนฉีช่างยอดเยี่ยม ล้ำเลิศนักล่ะ!” ต่งเฟิงพูดย้ำๆ หัวเราะฮะๆ เบียดร่างเข้ามาด้วย
พอเห็นต่งเฟิง เมิ่งเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย “เ้านี่เอง หาคนเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“วางใจเถอะศิษย์พี่เมิ่ง ข้าหาครบตั้งนานแล้ว ศิลาทิพย์ห้าก้อนแลกกับการมอบดอกไม้ ภารกิจง่ายดายเช่นนี้ ใครจะไม่ยินดีทำเล่า?” ภารกิจที่ไม่อันตรายและไม่ต้องใช้ฝีมือ เรียกได้ว่าหาคนง่ายที่สุด ภายในวันเดียวก็หาได้ยี่สิบสี่คนแล้ว หนึ่งดอกที่เหลือเขาจะมอบให้เอง
“ไม่เลวนี่ มือเท้าคล่องแคล่วเอาการเชียว ดูท่าว่าหลิ่วเทียนฉีคงไม่ได้ใช้คนผิดล่ะนะ”
“ฮ่าๆๆ!” ได้รับคำชมของเมิ่งเฟย ต่งเฟิงระบายยิ้มนิดหน่อย
ไม่นานนัก หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็ปรากฏตัวที่วิทยาลัยยันต์พร้อมกัน
เห็นเ้าของงานมา ผู้คนต่างรู้กาลเทศะหลีกทางให้ทั้งสองคน เสียงคุยอย่างสนุกสนานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ เงียบลงฉับพลัน
“ศิษย์น้องหลิ่ว เมื่อกราบอาจารย์เสร็จ อย่าลืมเรียกศิษย์พี่อย่างข้าไปฉลองด้วยล่ะ!” เมิ่งเฟยมองหลิ่วเทียนฉีพลางยิ้มบอก
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ข้าด้วย ข้าด้วย จะฉลองกันก็ห้ามขาดข้า พี่น้องแสนดีคนนี้เชียว!” ต่งเฟิงพูดแล้วรีบพุ่งเข้ามาเสนอตัว
“ต่งเฟิงหรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นต่งเฟิงก็กะพริบตาปริบๆ เหมือนเขาจะไม่ได้พบคนผู้นี้มาสองเดือนนะ หากไม่ได้พบอีกฝ่ายอีก คงต้องสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายสอบเข้าวิทยาลัยโอสถมาได้จริงหรือ
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่าวันนี้เทียนฉีจะเข้าพิธีกราบอาจารย์ เลยพาศิษย์พี่ศิษย์น้องของวิทยาลัยโอสถมาแสดงความยินดีด้วยอย่างไงล่ะ!”
“ฮ่าๆๆ ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณเ้ามาก” เฉียวรุ่ยยิ้มเล็กน้อยก่อนบอก
“ไม่ต้อง ไม่ต้องขอบคุณหรอก พวกเราสามคนคบหาเป็เพื่อนตาย จะมาขอบคุณกันทำไมเล่า?”
“ฮ่าๆๆๆ ก็จริงอยู่!” เฉียวรุ่ยเห็นด้วยกับคำนี้
“ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองที่มาชมพิธีขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเห็นเมิ่งเฟยกับจงหลิงก็ประสานมือ เอ่ยขอบคุณ
“ศิษย์น้องหลิ่ว เ้าเกรงใจเกินไปแล้ว ทุกคนล้วนเป็สหายสนิท เ้ากราบอาจารย์ เื่ใหญ่ปานนี้ พวกเราย่อมต้องมาแสดงความยินดีสิ!” จงหลิงพูดเหมือนเป็เื่สมควร
“ใช่แล้ว เื่ใหญ่เช่นนี้ จะขาดพวกเราได้อย่างไรเล่า?”
“ฮ่าๆๆ...”
“น้องเจ็ด เื่ที่เ้าจะกราบอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงเป็ความจริงหรือ?” หลิ่วซานเห็นหลิ่วเทียนฉีก็เอ่ยถาม
“ใช่แล้ว!” หลิ่วเทียนฉีชำเลืองมองหลิ่วอู่ หลิ่วซือและหลิ่วซานที่ยืนอยู่ในฝูงชน
“ยินดีด้วยน้องเจ็ด!” หลิ่วซือเห็นหลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้า รีบแสดงความยินดี
หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองหลิ่วซือมีสีหน้าจริงใจ จึงก้มศีรษะขอบคุณ “ขอบคุณพี่สี่!”
“ยินดีด้วยน้องเจ็ด!” หลิ่วซานกระตุกมุมปาก สีหน้าซีดขาวเอ่ยแสดงความยินดีตาม
“ขอบคุณพี่สาม!” เห็นชัดว่านางเอ่ยอย่างไม่จริงใจ แต่ถึงแม้นางเอกจะอิจฉาริษยาหรือเกลียดชังเท่าไร อีกประเดี๋ยวหลังทำพิธีกราบอาจารย์ เื่นี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก อู๋ฉิงถูกกำหนดให้ไม่ใช่อาจารย์ของนางอีกต่อไปแล้ว! แต่เป็อาจารย์ของเขา หลิ่วเทียนฉีผู้นี้ต่างหาก!
“เหอะ!” หลิ่วอู่ถลึงตามอง แค่นเสียงหยันทีหนึ่ง คิดอย่างใจแคบ ‘สายตาของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงต้องมีปัญหาแน่ ถึงได้รับเ้าขยะเป็ศิษย์ ต้องเป็อย่างนั้นแน่นอน!’
หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองหลิ่วอู่ ใบหน้าของนางเขียนความยินดี โกรธเกรี้ยว โศกเศร้าและสุขสันต์ไว้ทั้งหมด เขาจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน ในใจคิด ‘แม่สาวคนนี้ จะไร้สมองเกินไปแล้ว ต่อให้ตนไม่ลงมือสั่งสอน อีกสักพัก นางก็ต้องโชคร้ายมากอยู่ดี ในนิยายต้นฉบับมีบอกไว้ล่ะนะ’
“เทียนฉี พวกอาจารย์ใหญ่มาแล้ว เ้ารีบเข้าไปเถอะ!” เฉียวรุ่ยเห็นอาจารย์ใหญ่หลายคนมาถึง ต่างคนต่างนั่งลงตำแหน่งตนเองเรียบร้อย ก็รีบร้อนจูงมือเขา
“ทุกท่าน ข้าขอตัวก่อน!” หลิ่วเทียนฉีมองพี่สาวทั้งสามคนก่อนชำเลืองมองพวกเมิ่งเฟยอีกสามคน จากนั้นหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปในพิธี
เมื่อเข้ามาถึงบริเวณพิธี เขาเห็นหัวหน้าอาจารย์ใหญ่เฟิงกู่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ผู้ที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของเฟิงกู่ ได้แก่ อู๋ฉิง อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยยันต์ ต้วนอิ้งหง อาจารย์ใหญ่หญิงงามแห่งวิทยาลัยโอสถและหยวนฉี่ อาจารย์ใหญ่อ้วนแห่งวิทยาลัยยุทธ์ตามลำดับ ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ด้านขวามือของเฟิงกู่ ได้แก่ เหยาเยี่ยน อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยควบคุมสัตว์อสูร เหอจวี่ อาจารย์ใหญ่เตี้ยแห่งวิทยาลัยค่ายกล เฮยเจี้ยง อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์และจ้าวเฉียนคุน อาจารย์ใหญ่เคราแพะแห่งวิทยาลัยกระบี่
“คารวะอาจารย์ใหญ่ทุกท่าน!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ คำนับทุกคนอย่างนอบน้อม
“ฮ่าๆ หลิ่วเทียนฉี เข้ามากราบอาจารย์เ้าเถิด” อาจารย์ใหญ่เคราแพะเอ่ยพลางลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างกาย
“ขอรับ อาจารย์ใหญ่จ้าว!” หลิ่วเทียนฉีขานรับ ก้าวเดินมาตรงหน้าอู๋ฉิง
อาจารย์ใหญ่เคราแพะโบกมือทีหนึ่ง ตรงหน้าอู๋ฉิงก็มีเบาะสานทรงกลมเพิ่มขึ้นในทันที
“คุกเข่า คำนับ ลุกขึ้น คุกเข่า คำนับ ลุกขึ้น...”
หลิ่วเทียนฉีกราบสามหน คำนับเก้าครั้งตรงหน้าอู๋ฉิงอย่างนอบน้อมตามคำบอกของอาจารย์ใหญ่เคราแพะ เป็การกราบอาจารย์อย่างเป็ทางการ
“คารวะน้ำชา!” หลิ่วเทียนฉียังไม่ทันลุกขึ้น อาจารย์ใหญ่เคราแพะก็ส่งถ้วยชามาตรงหน้าตน
“อาจารย์ ดื่มชาขอรับ!” เขารับถ้วยชาไปยกขึ้นเหนือศีรษะ ส่งให้อู๋ฉิงอย่างนอบน้อม
“อืม!” อู๋ฉิงพยักหน้าหลายหนอย่างพึงพอใจ รับถ้วยชาไปจิบนิดหน่อย
“เทียนฉี ลุกขึ้นเถิด!” อู๋ฉิงวางถ้วยชาไว้บนโต๊ะเตี้ยด้านข้าง ส่งสัญญาณให้หลิ่วเทียนฉีลุก
“ขอบคุณอาจารย์ยิ่งนัก!” เขารีบเอ่ยขอบคุณก่อนลุกขึ้นยืน
“นี่คือพู่กันเขียนยันต์ขั้นสามด้ามหนึ่ง อาจารย์ขอมอบให้เ้า หวังว่าวันหน้า เ้าจะใช้มันวาดยันต์วิเศษได้มากกว่าเดิมนัก!” อู๋ฉิงพูดพลางส่งพู่กันเขียนยันต์ขั้นสามชั้นดีด้ามหนึ่งมาให้
“ขอบคุณอาจารย์ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง รับของขวัญที่อาจารย์มอบให้
เห็นหลิ่วเทียนฉีได้รับของขวัญจากอู๋ฉิง นางเอกจึงกัดริมฝีปาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความริษยา ทำไม ทำไมต้องเป็น้องเจ็ด? ทำไมที่ตรงนั้นถึงไม่ใช่ตนเล่า?
ตนพยายามอย่างหนัก แต่ทำไม ทำไมอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงถึงมองไม่เห็นกัน?
โดยไม่ทราบเหตุผล เมื่อนางเอกเห็นฉากอู๋ฉิงรับหลิ่วเทียนฉีเป็ศิษย์ นางรู้สึกริษยา เศร้าหมองเป็อย่างหนัก คิดมาเสมอว่าหากอาจารย์ใหญ่จะรับศิษย์ คนนั้นต้องเป็ตน ไม่ใช่หลิ่วเทียนฉี ต้องไม่ใช่หลิ่วเทียนฉีสิ
พอคิดเช่นนี้อยู่ ร่างกายของนางพลันกระตูกวูบหนึ่ง เหมือนกับดวงใจถูกคว้านเนื้อออกไปก้อนหนึ่งทั้งเป็ เ็ปจนนางอยากฉีกทึ้งหน้าอก
“แค่กๆๆ พรูด...” หลิ่วซานอ้าปาก กระอักเืคำหนึ่งออกมา สีหน้าซีดเผือดล้มไปข้างหลัง
“พี่สาม!” หลิ่วซือที่ยืนอยู่ข้างกายร้องใ รีบร้อนเข้ามาพยุงไว้
“ท่านพี่ พี่สามเป็อะไรไปหรือ?” หลิ่วอู่มองนางเอกหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของพี่สาวพลางถามอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าก็ไม่รู้ เสี่ยวอู่ พวกเรารีบพยุงพี่สามกลับไปก่อนเถอะ!”
“อื้อ!” หลิ่วอู่พยักหน้า พยุงหลิ่วซานที่หมดสติไปด้วยกันกับหลิ่วซือ
“แปลก ทำไมถึงกระอักเืเล่า?” เฉียวรุ่ยหันไปมองแผ่นหลังของทั้งสามคน เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
แม้สาวน้อยทั้งสามเป็ลูกพี่ลูกน้องของเทียนฉี แต่เฉียวรุ่ยก็ไม่ได้มีความประทับใจอันใดกับพวกนาง หลิ่วอู่ ยัยอัปลักษณ์คนนี้ทั้งวันด่าเทียนฉีเป็เ้าขยะ เขาเกลียดชังเป็ที่สุด หลิ่วซือ ยัยคนนี้ก็น่าตาย เอาแต่ปกป้องน้อง ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน และหลิ่วซาน แม่สาวคนนั้นชอบมาแย่งของกับตน เป็พวกเดียวกับหลันอวี่ิ ย่อมไม่มีทางเป็คนดีเช่นกัน
หลังจากหลิ่วเทียนฉีคารวะอาจารย์เสร็จ ก็ถึง่คารวะอาจารย์อา อาจารย์ลุงคนอื่น
“เทียนฉีคารวะอาจารย์ลุง อาจารย์ลุง เชิญดื่มชาขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีประคองถ้วยชา คารวะชาให้เฟิงกู่เป็คนแรก
“อืม ดี!” เฟิงกู่พยักหน้า รับถ้วยชาไปจิบคำหนึ่ง ศิลาขาวพิสุทธิ์ก้อนหนึ่งพลันปรากฏกลางฝ่ามือของอีกฝ่าย
เห็นศิลานั่น สองตาของเฉียวรุ่ยพลันทอประกาย นั่นคือศิลาที่ก่อตัวมาจากหยาดหยกหินย้อย เป็ถึงสมบัติชั้นดีขั้นสี่เชียวนะ เทียนฉีเป็สายวารี สมบัตินี่จึงเหมาะกับเขาอย่างที่สุด
“นี่เป็ของขวัญพบหน้า อาจารย์ลุงขอมอบให้เ้า!”
“ขอบคุณอาจารย์ลุงอย่างยิ่ง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะขอบคุณ รับศิลาก้อนนั้นมา
“เฮ้อ ใจของอาจารย์ใหญ่นี่ลำเอียงจริงหนอ ก่อนหน้านี้ตอนข้ารับศิษย์ ไม่เห็นท่านยื่นมือมอบสมบัติวิเศษขั้นสี่ให้เลย?” อาจารย์ใหญ่หญิงงามอดบ่นกระปอดกระแปดไม่ได้
“ใช่แล้ว ตอนนี้หลิ่วเทียนฉีเพิ่งพลังระดับสร้างรากฐาน มอบสมบัติขั้นสี่ให้เขาไป เขาก็ใช้ไม่ได้นะ!” อาจารย์ใหญ่อ้วนบ่นเช่นกัน
“ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ แต่ภายหลังผนึกดวงปราณย่อมใช้ได้ อีกอย่าง อู๋ฉิงเป็ศิษย์น้องเล็กของข้า ศิษย์ของเขาย่อมไม่เหมือนผู้อื่นสิ!” เฟิงกู่พูดออกมาเหมือนเป็เื่สมควรยิ่งนัก!
“นี่...” อาจารย์ใหญ่คนอื่นได้ยินถึงกับกลัดกลุ้ม
หลิ่วเทียนฉีได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากนิดๆ ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้วสิ อู๋ฉิงเป็ถึงคนที่เฟิงกู่รักอย่างลึกซึ้งนี่นา!
เมื่อหลิ่วเทียนฉีคารวะชาให้เฟิงกู่ ต่อมาจึงคารวะชาให้อาจารย์ใหญ่คนอื่นอย่างอาจารย์เคราแพะ อาจารย์ใหญ่เตี้ย อาจารย์ใหญ่อ้วนตามลำดับตำแหน่ง แต่ชาถ้วยนี้ย่อมไม่ดื่มเปล่า โดยทั่วไปการดื่มชาคารวะ ไม่ว่าจะเป็อาจารย์ลุงหรืออาจารย์อาล้วนต้องเปิดกระเป๋าอย่างใจกว้าง
ดังนั้น พอหลิ่วเทียนฉีคารวะทีละคนจนครบรอบวง เขาถึงได้รับของขวัญมากมายจนรู้สึกมือไม้อ่อนขึ้นมา
หลังเสร็จสิ้นพิธีกราบอาจารย์ อู๋ฉิงมอบป้ายหยกติดต่อสื่อสารให้ แล้วให้หลิ่วเทียนฉีกลับไปพักผ่อน
