ทันทีที่ก้าวออกจากประตู ก็เห็นหวงซื่อเหว่ยกับหนิงตวนเฉิงเดินเคียงคู่กันมา
“เอ๋? ไจ้เฉิน!”
“พวกเ้าไม่ได้อยู่ที่กรมคลังหรือ เหตุใดจึงมีเวลามาที่นี่ได้?”
“ออกมาหาของกิน มีของกินบ้างหรือไม่?”
“เวลานี้แล้วจะมีสิ่งใดกินเล่า เวลาแบบนี้ สำนักเลขานุการทำให้บัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงหลวงหิวโซได้เช่นนี้เชียวหรือ?”
“เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย พวกเขาปฏิบัติกับพวกข้าราวกับวัวม้า พวกข้าทำงานสามวันสามคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน พอฟ้าสางก็ส่งเกราะและอาวุธออกไป พอกลับมาก็หลับเป็ตาย ตื่นมาอีกทีก็หิวจนตาลาย จึงออกมาเดินเล่น”
ิหยวนกับสหายต่างมองหน้ากัน พวกเขาไม่มีสิ่งใดจะให้กินจริงๆ “ถ้าเช่นนั้น พวกเรากำลังจะไปดูความเป็อยู่ของผู้ลี้ภัยที่อยู่ข้างนอกเมือง พวกเขากำลังแจกจ่ายข้าวต้มพอดี พวกเ้าไปกับพวกข้า เดี๋ยวข้าไปขอข้าวกับแม่ครัวให้”
“ไปๆๆ ไปด้วยกัน ขอแค่มีข้าวต้มกินก็พอแล้ว”
หนิงตวนเฉิงไม่ได้รีบร้อนเหมือนอีกฝ่าย ยังคงยิ้มอย่างใจเย็น “เช่นนั้นก็ดี ขอแค่มีข้าวต้มให้กินก็พอแล้ว หิวจนหน้ามืดตาลาย ไม่ควรกินของมันของทอด”
หวงซื่อเหว่ยรีบผลักิหยวนและคนอื่นๆ แล้วเดินนำหน้าไปก่อน ไม่มีท่าทีของคุณชายผู้สูงศักดิ์เหมือนสมัยก่อน คงหิวมากจริงๆ ิเยี่ยอดสงสัยไม่ได้ “ส่วนใหญ่บัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงถูกส่งตัวไปช่วยงานที่สำนักเลขานุการ เหตุใดพวกเ้าถึงยุ่งขนาดนี้ มีใครกลั่นแกล้งพวกเ้าหรือ?”
ที่เขาพูดเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล แม้ว่าบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงจะถูกส่งตัวไปช่วยงานที่สำนักเลขานุการ แต่ลูกหลานตระกูลใหญ่มีหรือใครจะกล้าใช้งาน พวกเขาไม่ต่างจากบัณฑิตจากสำนักศึกษากลาง บัณฑิตแต่ละคนย่อมมีภูมิหลังแตกต่างกัน ภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็ย่อมแตกต่างกันไป บัณฑิตที่มีเส้นสายใหญ่จะได้งานสบายๆ ไม่ต้องทำงานมากมาย ส่วนบัณฑิตจากตระกูลรองลงมาต้องทำงานราชการที่น่าเบื่อหน่าย งานหนักงานเหนื่อยส่วนใหญ่ตกเป็ของบัณฑิตที่เกิดในครอบครัวชาวนาฐานะยากจน บัณฑิตคุณชายจากสำนักศึกษาที่ขยันขันแข็งอย่างิเยี่ยนั้นหาได้ยาก
ดังนั้น เมื่อได้ยินสองคนนี้บ่น จึงคิดว่าทั้งสองคนถูกคนอื่นกลั่นแกล้ง
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่ แม้พวกข้าจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครกล้ารังแกพวกข้าหรอก” หวงซื่อเหว่ยกล่าวพลางยิ้มกริ่ม “พวกเ้าอย่ามองว่าสำนักเลขานุการมีคนเยอะ แต่คำสั่งต่างๆ ล้วนออกมาจากศูนย์กลาง อีกทั้งงานเอกสารก็เยอะแยะไปหมด ปัญหาต่างๆ ร้อยพันประการ สำนักเลขานุการแบ่งออกเป็หลายหน่วยงานย่อยๆ ไม่ว่าจะเป็พระตำหนัก ลี่ปู้ เจียบู้ จินปู้ ยู๋เฉา ปี่ปู้ หนานจู่เค่อ ชู๋ปู้ ตู้จือ คูปู้ หนงปู้ สุ่ยปู้ และอีกมากมายรวมทั้งหมดสามสิบห้าเฉา ซึ่งเป็หน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างราชสำนักกับหัวเมืองต่างๆ ขุนนางใหญ่ๆ เ่าั้ล้วนมาจากตระกูลใหญ่ หรือได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ ผู้ใดบ้างไม่มีเส้นสาย ผู้มดบ้างที่ไม่ต้องดูแลผลประโยชน์ของตระกูลตนเอง อีกทั้งงานของแต่ละหน่วยงานก็ซ้ำซ้อนกัน ต่างคนต่างโยนความรับผิดชอบให้กัน พวกข้าได้แต่นำความรู้ในตำรามาโต้เถียงกันไปวันๆ งานเยอะเช่นนี้ ส่งคนมาห้าร้อยคนก็ไม่ต่างอันใดจากการเทข้าวสารลงในยุ้งฉาง”
แม้แต่หนิงตวนเฉิงที่เป็คนใจดีก็อดบ่นไม่ได้ “ที่สำคัญคือคนไม่พอ ทางการเรียกระดมพล คนจากท้องพระคลังถูกเกณฑ์ไปเป็ทหารหมด แม้ว่าพวกข้าจะเตรียมอาวุธและเสบียงอาหารไว้พร้อมแล้ว แต่ไม่มีคนขนส่ง สองวันมานี้พวกข้าจึงต้องลงมือทำเอง”
“จริงหรือ?” ิเยี่ยอุทานอย่างประหลาดใจ เขารีบคว้ามือของหนิงตวนเฉิงมาดู เห็นว่ามืออีกฝ่ายด้านเป็ไตแข็งๆ ก็ยิ่งใ
เขาหันไปมองิหยวน “เช่นนี้ไม่ไหวนะ”
แต่ิหยวนกลับไม่สนใจเขา สายตามองไปยังที่ไกลๆ “เกิดเื่ใดขึ้นอีกแล้ว?”
ทุกคนต่างมองไปทางเดียวกัน ิเยี่ยโกรธจนแทบะโ รีบวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุก่อน “ยังไม่หยุดอีกหรือ!”
ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต่างมุงดูเหตุการณ์อยู่หน้าซุ้มแจกจ่ายข้าวต้ม บางคนะโโหวกเหวก บางคนฉีกเสื้อผ้าคนอื่น บางคนชูกำปั้นเตรียมหาเื่ เ้าหน้าที่หลายคนยืนถือกระบองไม้ดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก ิเยี่ยที่ทำหน้าดูแลคดีความเห็นเช่นนั้นก็โกรธจนเืขึ้นหน้า “พวกเ้าเป็ใบ้หรือ แยกพวกเขาออกจากกันเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเ้าหน้าที่เข้ามาจัดการ ผู้ลี้ภัยที่กำลังทะเลาะวิวาทกันก็สงบลง ต่างแยกย้ายกันไป ิเยี่ยที่ต้องมาจัดการเื่วุ่นๆ แบบนี้หลายวันติดต่อกันจึงโมโหเป็อย่างมาก “ผู้ฝ่าขัดขืนคำสั่ง ก่อเื่วุ่นวายขณะแจกจ่ายข้าวต้ม จับไปขังคุกให้หมด! โบยคนละยี่สิบไม้!”
“ช้าก่อน” ิหยวนร้องห้าม เขาเดินฝ่าฝูงชนไป “เหตุใดพวกท่านจึงทะเลาะกัน?”
ผู้ลี้ภัยที่กำลังทะเลาะกันเป็ชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบปี เป็ชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่ง ่นี้ิหยวนมักจะมาสอบถามความเป็อยู่ของผู้ลี้ภัย พอเห็นิหยวนเดินมาก็พลันร้องไห้โฮ แล้วคุกเข่าลงกับพื้น “ใต้เท้าตัวน้อย พวกเขาแย่งข้าวต้มของพวกข้า! ทั้งที่ถึงคราวของพวกข้าที่ได้รับข้าวต้ม พวกเขากลับชิงตัดหน้าพวกข้า! ในเมื่อทุกวันมีข้าวต้มจำกัด พวกเขาได้กินมากขึ้น ส่วนลูกเมียของพวกข้าก็ต้องอดอยาก!”
อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็รีบโต้งแย้ง “ใต้เท้าิ ใต้เท้าิ โปรดเมตตาพวกข้าด้วย! พวกข้าได้คนละครึ่งชาม จะพอกินได้อย่างไร! พวกข้าเป็ผู้ชายอดทนได้ แต่ที่บ้านยังมีคนป่วย! หากพวกเขาไม่ได้กินสิ่งใดเลย พวกเขาต้องตายแน่ๆ พวกข้าจึงจำเป็ต้องแย่งตัดหน้า!”
“ใต้เท้า พวกเขาเลวทราม! ไร้จิตสำนึก!”
“ใต้เท้า พวกข้าถูกปรักปรำ!”
“พวกข้าแข็งแรง ใต้เท้าให้พวกข้าทำงานใดก็ได้ ขอเพียงให้ลูกๆ ของพวกข้าได้กินอิ่มก็พอ!”
ผู้ลี้ภัยทั้งสองฝ่ายต่างคุกเข่าลง ขอร้องให้ิหยวนตัดสิน
ิหยวนขมวดคิ้ว “ข้าวต้มอยู่ไหน ข้าขอดูหน่อย”
สตรีสูงวัยคนหนึ่งรีบนำชามดินเผาใบใหญ่มาให้เขาทันที
ิหยวนมองโจ๊กในชาม พบว่ามันเหลวจนแทบไม่เรียกว่าข้าวต้มได้ เขานำชามนั้นไปให้ิเยี่ยดู ิเยี่ยเห็นดังนั้นก็หน้าเสีย รู้ว่าเื่นี้คงไม่ง่ายแล้ว
“ฟู่เต้าหนานกับซุนปั๋วจวิ้นอยู่ที่ใด?”
ทั้งสองคนเป็บัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวง มีหน้าที่ดูแลเื่แจกจ่ายข้าวต้ม
ิหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า เ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงรีบตอบ “เรียนใต้เท้าิ คุณชายทั้งสองกลับบ้านแล้วขอรับ”
“แจกจ่ายข้าวต้มอยู่ พวกเขากลับบ้านด้วยเหตุใด?”
“อาจ อาจจะ ไม่มีงานให้ทำ พอดีที่บ้านมีธุระ บัง บังเอิญ...”
“ไม่ต้องแก้ต่างแทนพวกเขา บอกความจริงมา พวกเขามาที่นี่กี่วันครั้ง? ข้าตรวจตราที่นี่ทุกวัน เคยเจอพวกเขาที่จวนเ้าเมืองแค่หนเดียว พวกเขาบังเอิญทุกวันอย่างนั้นหรือ?”
“คือ คือว่า...” เ้าหน้าที่หลายคนคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว น้ำหน้าเศร้าสร้อย “พวกข้าเพียงทำตามหน้าที่ขอรับ”
ิเยี่ยตวาด “พูดความจริงออกมา!”
-----
