ดูสมุดบัญชี
เจี่ยนฮวนใช้เวลาสิบวันจนคุ้นเคยกับสำนักอวี้ชิงไปเสียทุกซอกทุกมุม
ผู้เขียนนิยายเื่ 《ศิษย์น้องเจียงเฉียวเฉียว》 เป็คนยุคปัจจุบัน การวางระบบของสำนักอวี้ชิงจึงคล้ายคลึงกับรูปแบบมหาวิทยาลัยในโลกเดิมยิ่งนัก
ประการแรก ศิษย์สำนักอวี้ชิงต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก แม้แต่การกินข้าวในโรงอาหารก็ต้องควักกระเป๋าตัวเอง
ประการต่อมา หลักสูตรของศิษย์มีระยะเวลาสี่ปี ศิษย์ปีหนึ่งคือศิษย์สายนอก ส่วนศิษย์ปีสองถึงปีสี่คือศิษย์สายใน
ส่วนศิษย์สายตรงนั้น หากเ้าเข้าตาเ้ายอดเขาคนใดคนหนึ่ง ก็จะสามารถก้าวข้ามระบบสี่ปีนี้ไปได้โดยปริยาย ทว่าสายตาของเหล่าเ้ายอดเขามิได้เข้าถึงได้ง่ายดายเพียงนั้น คนส่วนใหญ่จึงได้แต่ก้าวเดินไปตามขั้นตอน
ศิษย์ปีหนึ่งหลังจากเล่าเรียนฝึกฝนครบหนึ่งปี จะต้องมีการทดสอบเข้าสายใน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์ปีสองและกลายเป็ศิษย์สายในเต็มตัว
ส่วนผู้ที่ไม่ผ่าน หากมิยอมจากไปหาหนทางอื่น ก็ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อ "เรียนซ้ำ" เป็ศิษย์ปีหนึ่งต่อไปจนกว่าจะผ่านการทดสอบ
เมื่อกลายเป็ศิษย์สายในแล้ว จะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนและค่าที่พัก ทั้งยังได้ศึกษาวิชาในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงพยายามเพื่อให้ได้เป็ศิษย์สายในกันทั้งสิ้น
ในรุ่นของเจี่ยนฮวนนี้ มีศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายที่เคยสอบตกและต้องกลับมาเรียนซ้ำอยู่ไม่น้อย
งานชุมนุมรับศิษย์ระยะเวลาหนึ่งเดือนเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวาน และวันนี้คือวันแรกที่เจี่ยนฮวนจะได้เริ่มบำเพ็ญเพียรในสำนักอวี้ชิงอย่างเป็ทางการ
นางและกงเฟยหงต่างก็เป็ผู้มีรากปราณคู่ จึงถูกจัดให้อยู่ในหอรากปราณคู่
ยามอู่ (11:00 - 12:59 น.)
ณ โรงอาหารบูรพาของสำนักอวี้ชิง บนโต๊ะอาหารสำหรับสามคน เจี่ยนฮวนกำลังก้มหน้าก้มตาตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอาเป็เอาตาย
หมูิญญาน้ำแดง ขาห่านิญญาพะโล้ มะเขือเทศิญญาผัดไข่ไก่ิญญา...
อาหาริญญาแต่ละจานล้วนครบถ้วนทั้งสี กลิ่น และรสชาติ เจี่ยนฮวนมิทันได้ลิ้มรสอย่างละเอียดก็กลืนลงท้องไปเสียแล้ว เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ลำไส้ที่โหยหามานานวัน
กงเฟยหงผู้เป็เ้ามือเลี้ยงมื้อนี้มองนางด้วยสีหน้าปั้นยากพลางเอ่ยเตือน "เ้ากินช้าหน่อยก็ได้ ข้าสั่งมาตั้งเยอะแยะ"
เจี่ยนฮวนได้ยินดังนั้น ทำได้เพียงชูนิ้วท่า 'OK' เป็เชิงว่ารับทราบแล้ว
กงเฟยหงลองชูนิ้วตามพลางถามอย่างสงสัย "นี่หมายความว่าอย่างไร?"
เจี่ยนฮวนกลืนข้าวปลาลงคอ "ก็คือ 'ตกลง' อย่างไรเล่า"
กงเฟยหงอุทาน "อ้อ" ด้วยความประหลาดใจ
เจี่ยนฮวนกล่าวจบ ตะเกียบในมือก็ยื่นออกไปอย่างแม่นยำ คีบน่องไก่ขึ้นมาแทะจนปากมันวาว มิหลงเหลือภาพลักษณ์ใดๆ อีก
บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่อีกด้านของกงเฟยหงเห็นดังนั้นก็แสดงสายตาเหยียดหยาม
เขามีดวงตาเรียวเล็ก เหนือริมฝีปากบนมีหนวดสองหย่อม แม้อายุเพียงสิบหกปีแต่รูปลักษณ์กลับดูเหมือนยี่สิบหก
หูจื้อ พบกับกงเฟยหงที่เมืองหลินเซียนเมื่อสามวันก่อน เมื่อรู้ว่ากงเฟยหงเป็บุตรชายของเ้าบ้านสกุลกง เขาก็เพียรพยายามประจบสอพลอมาตลอดทาง
เจียง กง เซี่ย หลิน คือสี่ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาพิภพเก้าแคว้น สกุลกงเมื่อร้อยปีก่อนเคยมีบรรพชนที่เก่งกล้า ปัจจุบันเป็ถึงบรรพชนของสำนักควบคุมสัตว์ซึ่งกำลังเก็บตัวบำเพ็ญตบะอยู่
ทายาทสกุลกงรุ่นหลังล้วนมีพร์มิดีนัด ทว่าตราบเท่าที่มีท่านบรรพชนอยู่ ก็มิมีผู้ใดกล้าดูิ่สกุลกง
หูจื้อมิใช่ศิษย์หอรากปราณคู่ เขาอยู่หอรากปราณสี่ธาตุ
รากปราณสี่ธาตุนั้นพร์ย่ำแย่นัก หูจื้อจึงละทิ้งหนทางบำเพ็ญเพียรไปแล้ว และคิดเพียงจะเกาะแข้งเกาะขาผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพื่อความสุขสบายในภายหน้า ซึ่งกงเฟยหงนั้นเหมาะสมยิ่งนัก
หูจื้อพยายามคาดเดาใจของกงเฟยหงเพื่อช่วยไขปัญหา "สหายกง ได้ยินว่าเจียงเฉียวเฉียวผู้นั้นเข้าหอรากปราณเดี่ยวรึ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กงเฟยหงที่กำลังศึกษาท่าทาง 'OK' ก็อารมณ์ขุ่นมัวลงทันที เขาตอบรับในลำคออย่างขอไปที
ฝ่ายเจี่ยนฮวนที่ความจริงอิ่มแล้ว แต่เพราะมิรู้ว่ามื้อหน้าจะได้กินอิ่มเช่นนี้เมื่อใด จึงยังคงพยายามยัดอาหารเข้าปากต่อไป นางเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งคู่
ในนิยาย สกุลกงและสกุลเจียงเป็ตระกูลผู้บำเพ็ญเหมือนกัน และบรรพชนเคยมีหนี้แค้นต่อกัน
หลังจากได้รับคำแนะนำชั่วร้ายจากหูจื้อ กงเฟยหงก็ได้กระทำการใส่ร้ายนางเอกหลายต่อหลายครั้ง จนสุดท้ายต้องจบชีวิตลงโดยมิเหลือแม้แต่ซากศพ
และหลังจากกงเฟยหงตาย เจี่ยนฮวนจากพรรคมารจึงค่อยมาถึงสำนักอวี้ชิง เพื่อรับไม้ต่อในการรังแกนางเอก
ตามเนื้อเื่เดิม นางและกงเฟยหงมิควรมีความเกี่ยวข้องกัน
ทว่าเพราะนางทะลุมิติมาเร็วกว่ากำหนดถึงสามปี ความบังเอิญจึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็สหายกัน
เห็นแก่ที่วันนี้กงเฟยหงเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ เจี่ยนฮวนจึงตั้งใจจะหยุดยั้งอีกฝ่ายมิให้ไปหาเื่ตาย
นางคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบถ้วยตะเกียบเตรียมจะจากไป
"สหายกง ข้าล่ะเป็ห่วงเ้าจริงๆ" หูจื้อรินน้ำิญญาให้กงเฟยหงพลางลดเสียงต่ำมิให้ผู้อื่นได้ยิน
"ท่านบรรพชนสกุลเจียงล้มเหลวในการข้ามผ่านทัณฑ์สายฟ้าเมื่อหลายปีก่อนจนสิ้นชีพ สกุลเจียงควรจะเงียบเหงาไปเสีย”
“ทว่ายามนี้กลับมีเจียงเฉียวเฉียวปรากฏตัวขึ้น นางมีรากปราณวายุที่หาได้ยากยิ่ง อนาคตย่อมรุ่งโรจน์เกินคณา ข้าว่านะสหายกง เพื่อสกุลกงแล้ว เ้าควรจะเตรียมการโดยเร็ว!"
กงเฟยหงใจกระตุก "สหายหู เ้าช่วยขยายความหน่อยว่าหมายถึงสิ่งใด?"
หูจื้อกระซิบข้างหูกงเฟยหง "ยามนี้เจียงเฉียวเฉียวอ่อนแอที่สุด หากมิฉุดนางลงมาตอนนี้ เช่นนั้นภายหน้า..."
กล่าวมาถึงตรงนี้ หูจื้อก็หยุดคำพูดไว้อย่างมีความหมาย พลางทำท่าปาดคอ
กงเฟยหงเริ่มลังเล "เื่นี้..."
หูจื้อเห็นกงเฟยหงเริ่มคล้อยตาม กำลังจะเป่าหูต่อ ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเื้ั
"สหายหู ท่านนี่มัน 'หูไหล' (เหลวไหล) จริงๆ!"
หูจื้อและกงเฟยหงสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองพร้อมกัน เห็นเจี่ยนฮวนถือถ้วยย่อตัวอยู่ข้างหลังพวกเขา ในปากยังคาบใบผักิญญาอยู่ใบหนึ่ง
มิรู้ว่าแอบฟังมานานเท่าใดแล้ว
หูจื้อเดือดดาล "ข้าคุยกับสหายกง เ้าแอบฟังได้อย่างไร!"
เจี่ยนฮวนยักไหล่พลางกวักมือเรียกกงเฟยหง
กงเฟยหงขยับเข้าไปหา
เจี่ยนฮวนกระซิบเสียงเบา "สหายกง ข้าคิดมิเหมือนกับท่าน 'หูไหล' ผู้นี้ ท่านบรรพชนของเ้ามิได้ยังค้ำจุนอยู่ที่สำนักควบคุมสัตว์หรอกหรือ?"
กงเฟยหงพยักหน้า "ถูกต้อง"
เจี่ยนฮวนถามต่อ "ในสี่ตระกูลใหญ่ มีเพียงสกุลกงของเ้าที่มีบรรพชนอยู่ ตระกูลอื่นมิเหลือแล้วใช่หรือไม่?"
กงเฟยหงพยักหน้าอีกครั้ง ท่านบรรพชนบ้านเขาค่อนข้างขี้ขลาด หลายสิบปีมานี้มิกล้าพยายามบรรลุขั้นเซียน
ทว่าบรรพชนอีกสามตระกูลนั้นใจกล้าบ้าบิ่น ต่างทยอยกันพยายามข้ามขั้นแล้วก็ล้มเหลวจนสิ้นชีพไปตามๆ กัน
เจี่ยนฮวนกล่าว "เช่นนั้นก็วิเศษแล้ว ยามนี้สกุลกงของเ้าคือที่หนึ่ง เ้าจะรีบร้อนไปใย หากจะมีใครร้อนรนย่อมเป็อีกสองตระกูลที่เหลือ”
“เจียงเฉียวเฉียวพร์สูงส่งปานนั้น ตระกูลอื่นย่อมเกรงกลัวสกุลเจียงจะข้ามหน้าข้ามตาพวกเขามากกว่าเ้าเสียอีก เ้าก็แค่ตั้งใจบำเพ็ญเพียรไป เื่อื่นมิต้องสน หากเ้าลงมือแล้วสกุลกงกับสกุลเจียงต้องบอบช้ำทั้งคู่ อีกสองตระกูลมิชุบมือเปิบไปรึ? มิคุ้มค่าเลยสักนิด!"
กงเฟยหงตาสว่างทันที "เ้าพูดถูก! ข้าเกือบจะหลงทางเสียแล้ว!"
เขากวาดสายตาไปทางหูจื้อ
หูจื้อเห็นท่ามิบังควร รู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว จึงรีบเปลี่ยนคำพูด
"ศิษย์น้องเจี่ยนฮวนพูดถูกแล้ว เป็ข้าที่พิจารณามิถี่ถ้วน หวังว่าสหายกงคงมิถือสา"
กงเฟยหงมิได้ติดใจ "เ้าก็หวังดีต่อข้านั่นแหละ"
เขาและหูจื้อถูกชะตากันนัก รู้จักกันเพียงสามวันก็รู้สึกว่ามีรสนิยมคล้ายกัน มีเื่ให้คุยกันมิจบสิ้น
หูจื้อหันไปมองเจี่ยนฮวนด้วยสายตาแค้นเคือง "ศิษย์น้องเจี่ยนฮวนฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก วันหน้าข้าคงต้องขอคำชี้แนะจากเ้าให้มากเสียหน่อย"
เจี่ยนฮวนโบกมือ "ท่านหูไหลเกรงใจไปแล้ว"
หูจื้อโกรธจนหนวดกระดิก "...ข้ามิได้ชื่อหูไหล!"
เจี่ยนฮวนถือถ้วยกลับไปที่โต๊ะพลางตอบส่งๆ "อืมๆ ได้ๆ"
กงเฟยหงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก "ศิษย์น้องเจี่ยนฮวน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของเ้า"
"คำขอบคุณน่ะมิต้องหรอก แต่ของพวกนี้ที่กินไม่หมด..." เจี่ยนฮวนชี้ไปยังอาหาริญญาที่เหลืออยู่บนโต๊ะ "ข้าขอห่อกลับไปได้หรือไม่?"
กงเฟยหง "..."
ด้านนอกโรงอาหาร เจี่ยนฮวนโบกมือลากงเฟยหง แล้วหิ้วถุงอาหาริญญาวิ่งตรงไปยังหอหลอมศาสตรา
จากการสำรวจตลอดสิบวันที่ผ่านมา เจี่ยนฮวนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ของเสิ่นจี้จือลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สาเหตุที่เขาขัดสนเพียงนี้ ก็เพราะเขามีอาจารย์ที่พึ่งพาไม่ได้อย่างที่สุด นั่นคือเ้ายอดเขาถิงเจี้ยน—กู่ซาน
กู่ซานผู้นี้ชมชอบสุราเลิศรสและรักการต่อสู้เป็ชีวิตจิตใจ ตลอดร้อยปีมานี้เขาสร้างหนี้สินไว้มากมาย นับวันจะมีคนมาทวงหนี้ถึงสำนักอวี้ชิงมิขาดสาย
ตัวกู่ซานนั้นหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทิ้งศิษย์สายตรงที่ขี่กระบี่มิได้และหนีมิพ้นเอาไว้เื้ั
หากปีนั้นกู่ซานมิช่วยชีวิตไว้ เสิ่นจี้จือคงตายตกไปตามบิดามารดาด้วยน้ำมือปีศาจร้ายแล้ว เพื่อทดแทนบุญคุณ เสิ่นจี้จือจึงจำต้องตรากตรำชดใช้หนี้แทน
ยามนี้เสิ่นจี้จือจึงกำลังแบกของหนักและตีเหล็กอยู่ในหอหลอมศาสตราเพื่อหาหินิญญา
ที่หน้าประตูหอหลอมศาสตรา เจี่ยนฮวนชะเง้อหน้ากวักมือเรียกเสิ่นจี้จือที่กำลังแบกเหล็กิญญากองโต "นี่ เสิ่นจี้จือ!"
เสิ่นจี้จือขมวดคิ้วงามได้รูป หลังจากมอบเหล็กิญญาให้ศิษย์น้องที่รอรับอยู่แล้ว เขาก็เดินมาหาเจี่ยนฮวน "มีธุระรึ?"
เจี่ยนฮวนยื่นห่ออาหาริญญาให้เขา
เสิ่นจี้จือ "ข้ามิเอา เ้ากินเองเถิด"
เจี่ยนฮวน "ข้ากินมาแล้ว นี่คือของที่เหลือ"
เสิ่นจี้จือยังคงย้ำคำเดิม "ข้ามิเอา"
เจี่ยนฮวนโกรธจนเส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ
เสิ่นจี้จือก็เป็เช่นนี้ ยอมอดตายเหนื่อยตายแต่จักมิยอมรับความหวังดีจากผู้ใดทั้งสิ้น
นางคิดว่าเขาคงมีอาการขยาดการติดหนี้บุญคุณจึงตั้งใจมิติดค้างน้ำใจใครอีก
เล่ากันว่าปีนั้น มีผู้คนในสำนักอวี้ชิงมากมายอยากช่วยเหลือเขา ทว่าล้วนถูกเสิ่นจี้จือปฏิเสธอย่างเ็า นับแต่นั้นมาจึงมิมีผู้ใดหยิบยื่นไมตรีให้อีก
พูดตามตรง หากมิใช่ว่าสิบวันที่ผ่านมานี้ เขาต้องร่ายอาคมทำความสะอาดให้นางตามคำขอแกมบังคับเช้าเย็น และยังช่วยตัดแบ่งยาปี้กู่ให้นางเป็หกส่วนฟรีๆ นางก็คงมิห่อของเหลือมาฝากหรอก
เจี่ยนฮวนพยายามระงับอารมณ์แล้วถามกลับ "หากข้ามีถุงมิติ เ้าคิดว่าข้าจะหิ้วมาให้เ้ารึ?"
หากเก็บไว้ได้ นางย่อมเก็บไว้กินเองมิดีกว่าหรือ?
อาหาริญญาบูดเสียได้ง่ายกว่าอาหารทั่วไป หากมิเก็บในถุงมิติหรือทำเป็ยาปี้กู่ก็มิอาจเก็บไว้ได้นาน
เสิ่นจี้จือเงียบไป
นั่นก็จริง
แน่นอนว่าเจี่ยนฮวนมิได้ให้เปล่า "อาหาริญญาพวกนี้หากซื้อในโรงอาหารย่อมต้องจ่ายยี่สิบถึงสามสิบหินิญญา ทว่านี่เป็ของเหลือ ข้าคิดเ้าเพียงห้าก้อน จดบัญชีไว้ก็แล้วกัน"
เสิ่นจี้จือนิ่งไปครู่หนึ่ง ทว่าครั้งนี้มิได้ปฏิเสธ
เจี่ยนฮวนส่งของเสร็จก็จากไป ยามค่ำคืนเมื่อวิ่งกลับมาถึงกระท่อมไม้ เสิ่นจี้จือก็กลับมาถึงบ้านแล้ว
นางวิ่งจนเหงื่อท่วมกาย พอเห็นเขาอยู่ก็ร้องเรียก "เสิ่นจี้จือ เร็วเข้า ร่ายอาคมทำความสะอาดให้ข้าที!"
เสิ่นจี้จือกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ข้างเตียง มิรู้ว่ากำลังยุ่งกับสิ่งใด เขาได้ยินเสียงแต่ชูมือขวาขึ้นร่ายอาคมทำความสะอาดส่งมาทางเจี่ยนฮวนอย่างแม่นยำโดยมิก้มมอง
ชั่วพริบตา ความเหนียวเหนอะหนะจากเหงื่อก็มลายหายไป ร่างกายกลับมาสะอาดสะอ้าน เจี่ยนฮวนถอนหายใจอย่างเป็สุขแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเสียงดัง 'ปัง'
เตียงเด้งรับอยู่หลายคราจนโครงสร้างสั่นไหวส่งเสียงครืดคราด
เสิ่นจี้จือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เตียงพังชดใช้สามสิบหินิญญา ห้ามจดบัญชี"
เจี่ยนฮวน "...รับทราบแล้ว"
นางพลิกตัวบนเตียงด้วยความอยากรู้ "เ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่?"
นิ้วเรียวยาวทั้งสิบของเสิ่นจี้จือกำลังผูกเงื่อนเชือกอย่างคล่องแคล่วและงดงาม เขาไม่ได้ตอบคำถาม
เมื่อผูกเงื่อนเสร็จสิ้น เขาจึงปล่อยมือและลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า "สมุดบัญชี เ้าดูเสียสิ"
เมื่อเขาหลีกทางให้ เจี่ยนฮวนจึงได้เห็นภาพรวม
เชือกเส้นหนึ่งผูกติดกับโครงเตียง ส่วนปลายอีกด้านห้อยสมุดเล่มหนึ่งเอาไว้
มันคือสมุดที่สำนักอวี้ชิงแจกให้ศิษย์คนละห้าเล่ม นางเองก็มี
เจี่ยนฮวนเปิดอ่านดู เห็นข้อความที่เขียนไว้ด้วยลายมืออันเปี่ยมด้วยไอสังหารว่า
หนึ่งแสน ลบหนึ่ง (ยาปี้กู่ครึ่งเม็ด) ลบสอง (ค่าที่พักสิบวัน) บวกห้า (อาหาริญญา) ลบหนึ่ง (ค่าสมุดบัญชีครึ่งเล่ม)
ยอดสุทธิวันนี้: หนึ่งแสนกับอีกหนึ่งหินิญญา
เจี่ยนฮวน "..."
