วันต่อมา กลางป่าทึบด้านหลังเขตที่พักของศิษย์สายในบนยอดเขาประจิม
ยอดเขาประจิมแม้จะเป็ยอดเขารองของสำนักช่างประดิษฐ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีขนาดเป็รองยอดเขาหลัก ผืนป่าที่หนาทึบด้านหลังเขตที่พักถึงกับสามารถใช้คำว่าทะเลป่ามาบรรยายแทนได้ พื้นที่ในบริเวณใกล้เขตที่พักเป็พื้นที่หลักของยอดเขา ทั้งยังเป็ที่ตั้งของหน้าผาหลอมประดิษฐ์ แต่ส่วนที่เหลือนั้นล้วนเป็ผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวไปเชื่อมกับยอดเขาใกล้เคียง จะเรียกว่าเป็เทือกเขาแนวหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก
ไป๋หยุนเฟยมุ่งหน้าเดินไป จนกระทั่งถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเขตที่พักร่วมสามสิบลี้ก็หยุดเท้าลง
“ที่นี่คงจะไม่มีผู้ใดมาพบเห็นแล้วกระมัง?”
เมื่อหันไปดูโดยรอบ ก็พบว่าทะเลสาบแห่งนี้กว้างราวสองลี้ รอบข้างมีต้นไม้ขึ้นบางตา จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงแผ่ััิญญากวาดสำรวจรอบกายเพื่อให้แน่ใจว่าในรัศมีหลายลี้นี้ไม่มีผู้ใดอยู่
ไป๋หยุนเฟยยืนอยู่บนที่โล่งริมทะเลสาบ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็สะบัดมือขวาเรียกทวนเปลวอัคคีมาไว้ในมือก่อนจะกล่าวกับตนเองว่า “ทีละอย่างก็แล้วกัน...”
ด้วยสายตาเย็นเยียบ หลังจากโคจรพลังิญญาไปทั่วร่างก็ก้าวเท้าอย่างต่อเนื่องจนเกิดเงาร่างติดตาตามเส้นทางการเคลื่อนไหว แล้วไป๋หยุนเฟยก็เริ่มฝึกซ้อมท่าเท้าและเพลงทวนอยู่ภายในป่า
กระบวนท่าต่อกระบวนท่า แต่ละท่วงท่าฉับไวและดุดัน คลื่นความร้อนแผ่ทะลักออกตามแนวที่ทวนกวาดผ่าน อากาศที่ถูกคมทวนแหวกผ่านพัดกระแทกใบไม้จนเกิดเสียงดัง ท่าเท้าเหยียบคลื่นก็พลิ้วไหวพิสดารยิ่งกว่าที่ผ่านมา เื้ัปรากฏเงาร่างติดตาซับซ้อนเรียงราย ร่างไป๋หยุนเฟยโผซ้ายทะยานขวาจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าก้าวต่อไปมันจะเหยียบยันหันเหไปทิศทางใด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ไป๋หยุเฟยจึงชะงักเท้าลง พร้อมกับเสียงแค่นในลำคอทวนเปลวอัคคีก็สาดแสงเจิดจ้าขึ้น แล้วร่างลวงของไป๋หยุนเฟยก็ปรากฏขึ้น เพียงชั่วพริบตาด้านซ้ายขวาของมันก็มีร่างลวงยืนถือทวนอยู่ทั้งสองข้าง
ร่างลวง!
ไป๋หยุนเฟยทั้งสามสะบัดทวนออกพร้อมกัน ท่วงท่าของทั้งสามทะลวงออกโดยพร้อมเพียง ปลายทวนสามเล่มพุ่งตรงเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าขนาดสามคนโอบที่อยู่ตรงหน้า
“ฉึก”
ทวนเปลวอัคคีจมลึกลงในลำต้นโดยปราศจากแรงต้าน แล้วดวงตาของร่างที่อยู่กึ่งกลางก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นพร้อมกับมือขวาที่บิดทวนโดยแรง
“ตูม!!”
บังเกิดเสียงกึกก้องดังสะท้าน จากนั้นเปลวไฟเจิดจ้าก็ครอบคลุมพื้นที่หลายวาจนแทบไม่อาจมองเห็นศูนย์กลาง พลังธาตุไฟแผ่ทะลักออกด้านข้างรอบทิศ จนใบไม้ที่ถูกลมหมุนพัดม้วนเข้าสู่กึ่งกลางถูกแผดเผากลายเป็เถ้าถ่านปลิวละลิ่วไปทั่วบริเวณ
“กร๊อบ...”
หลังจากเสียงไม้แตกหักดังขึ้น ก็เห็นต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าเอนลงทีละน้อย สุดท้ายจึงได้ยินเสียงต้นไม้กระแทกพื้นดังสนั่นจนพื้นดินสั่นไหวไปชั่วขณะ
หลังจากแสงสีแดงจางหายไปเงาร่างของไป๋หยุนเฟยก็ปรากฏขึ้น ส่วนร่างลวงทั้งสองนั้นหายไปแต่แรกแล้ว ที่เบื้องหน้าของมัน ต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านนั้นลำต้นถูกะเิจากด้านในจนทิ้งรอยไหม้เป็รูกว้างเอาไว้
ไป๋หยุนเฟยมองดูทวนเปลวอัคคีในมืออย่างเงียบงันชั่วครู่ก่อนจะสะบัดมือเก็บเข้าไป จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นจับคางพลางกล่าวว่า “แรงะเิของทวนเปลวอัคคีรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ว่าทุกครั้งที่กระตุ้นให้เกิดะเิก็สูญเสียพลังิญญามากขึ้นเช่นกัน อีกอย่าง... การใช้งานครั้งต่อไปคือราวยี่สิบลมหายใจ ซึ่งต่างจากตอนแรกที่สามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นหลายครั้งติดต่อกันได้”
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ไป๋หยุนเฟยก็ก้าวเท้าเดินไปยังต้นไม้ใหญ่อีกต้น หลังจากพักหายใจชั่วครู่ก็ชักเท้าขวาถอยหลังครึ่งก้าวพร้อมกับรวบกำหมัดขวา พริบตาเดียวแขนขวามันก็เบ่งพองขึ้นเกือบเท่าตัว หลังจากพลังิญญาไหลทะลักสู่แขนขวาอยู่ชั่วอึดใจ ไป๋หยุนเฟยก็ชกออกอย่างฉับพลัน
พลังหมัดแปดสิบเอ็ดทบ!!
“ปึง!”
หมัดอันหนักหน่วงดุดันชกใส่ต้นไม้ใหญ่ แต่กลับมีเพียงเสียงหนักทึบดังขึ้นแ่เบา
แต่พริบตาต่อมา ต้นไม้ใหญ่ก็สั่นไหวระริกก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้น จากนั้นใบไม้นับไม่ถ้วนก็หลุดร่วงลงมาไม่หยุดยั้ง สุดท้ายลำต้นมันก็เอนล้มไปด้านหลังอย่างแช่มช้า เกิดเสียงกระแทกพื้นดังสนั่นพร้อมกับพื้นดินที่สั่นไหวอีกครั้ง
ที่โคนต้นไม้ ไป๋หยุนเฟยมองดูจุดที่กำปั้นชกใส่ ในรัศมีครึ่งวารอบจุดที่ถูกชกล้วนแหลกสลายกลายเป็ผุยผง!!
ไป๋หยุนเฟยรั้งหมัดเก็บกระบวนท่า แขนขวามันสั่นระริกเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ขบฟันแน่นด้วยใบหน้าแดงซ่านราวกับต้องเผชิญความเ็ปสุดทนทาน!
ขณะใช้มือซ้ายกดแขนขวาเอาไว้ ก็ปรากฏแสงสีแดงไหวนเวียนอยู่รอบแขนขวาไม่หยุด กระทั่งผ่านไปชั่วก้านธูป ไป๋หยุนเฟยจึงสะบัดแขนขวาเบาๆ ก่อนจะยกขึ้นมาตรงหน้า จากนั้นจึงขมวดคิ้วกล่าวกับตนเองว่า “คิดไม่ถึง... แม้จะเป็บรรพิญญาระดับต้นยามใช้ออกด้วยพลังหมัดแปดสิบเอ็ดทบก็ยังลำบากกินแรงอยู่เช่นเดิม! ดูท่าแล้วเกรงว่าต้องรอให้บรรลุระดับกลางก่อนจึงจะสามารถใช้ออกได้ตามใจนึก... แต่ด้วยความร้ายกาจของมัน เพียงหมัดเดียวก็คงพอที่จะสยบศัตรูที่มีพลังฝีมือเท่าเทียมกันได้แล้วกระมัง?”
หลังจากชกหมัดขวาออกสองสามครา ไป๋หยุนเฟยก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ทดสอบอย่างต่อไปเถอะ!
หลังจากกำหมัดขวาอีกครั้งก็ชกใส่อากาศธาตุโดยแรง ทว่าครั้งนี้มันกลับไม่ได้ใช้วิชาระลอกคลื่น ไป๋หยุนเฟยเพียงชกออกด้วยท่วงท่าธรรมดา แต่หลังจากที่ชกหมัดขวาออกไป ดวงอาทิตย์บนถุงมือแผดสุริยันก็สาดแสงสีแดงออกก่อนจะหดวาบกลับเข้าไป แล้วลูกไฟก็หลุดออกจากกำปั้นของไป๋หยุนเฟย พุ่งวาบฝ่าอากาศเบื้องหน้าออกไป
“ปัง!”
ลูกไฟพุ่งชนใส่ก้อนหินใหญ่ที่ห่างออกไปห้าสิบกว่าวาก่อนจะแตกกระจายออก แล้วก้อนหินใหญ่สูงหลายวาก็เกิดเสียงดังแกร๊กก่อนจะปรากฏรอยแตกร้าวแผ่กระจายออก
ไป่หยุนเฟยรั้งมุมปากเหยียดยิ้มก่อนจะคลายมือออก จากนั้นนิ้วทั้งห้าเหยียดตรงประกบชิดราวมีดดาบแล้วจึงฟาดฟันออก
แสงสีแดงปรากฎขึ้นเช่นเดิม ดูไม่ออกว่ามันควบคุมเช่นใดคมมีดเปลวเพลิงยาวเชียะเศษก็หลุดจากมือออกไปตัดก้อนหินใหญ่ราวกับผ่านอากาศวางเปล่า จนก้อนหินขนาดมหึมาถูกแยกออกเป็สองส่วน!
คมมีดเปลวเพลิงยังคงพุ่งต่อไป กระทั่งตัดต้นไม้ใหญ่หนาราวเชียะเศษขาดครึ่งไปอีกต้นจึงค่อยสลายไป
หลังจากซัดคมมีดเปลวเพลิงออก ไป๋หยุนเฟยก็ทิ้งแขนขวาลงแนบลำตัวโดยหันฝ่ามือออกด้านนอก ขณะที่สายตาเพ่งมองไป ดวงอาทิตย์ที่อยู่บนถุงมือแผดสุริยันก็วาบแสงขึ้นอีกครั้ง แล้วเปลวไฟก็ลุกพรึ่บห่อหุ้มมือขวามันเอาไว้ก่อนจะถูกดึงดูดไปรวมกันอยู่ที่กลางฝ่ามือ
“เฟี้ยว!”
แล้วลูกไฟขนาดเท่าไข่ไก่ก็พุ่งออกจากฝ่ามือของไป๋หยุนเฟย ได้ยินเสียงเฟี้ยวฟ้าวดังระรัว เพียงชั่วลมหายใจเข้าออกสองครั้ง ลูกไฟสิบกว่าลูกก็ถูกยิงออกไป!
“ปัง! ปัง! ปัง…..”
ที่ห่างไกลออกไปเกิดเสียงดังขึ้นต่อเนื่องถี่ยิบ เพียงพริบตาเดียวก้อนหินใหญ่ที่ถูกฟันขาดเมื่อครู่ซึ่งอยู่ห่างไปราวห้าสิบวาก็ถูกเปลวไฟและกลุ่มควันกลืนกินลงไป
หลังจาก‘ยิง’ต่อเนื่องอยู่ชั่วอึดใจ ลูกไฟก็ถูกยิงออกอย่างต่อเนื่องนับร้อยลูก สุดท้ายไป๋หยุนเฟยก็วาดมือขวาลงเพื่อหยุดยิง
ยามที่ฝุ่นควันจางหายไป หินใหญ่ที่ถูกแยกเป็สองส่วนก็ไม่มีอยู่อีกแล้ว ที่หลงเหลือมีเพียงหลุมไหม้เกรียมกว้างราวห้าวาที่ปรากฏขึ้นแทน...
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยมองดูถุงมือแผดสุริยันที่แสงสีแดงแ่จางลง มันก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
--- ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 ของถุงมือแผดสุริยัน การจู่โจมด้วยลูกไฟ!
การจู่โจมเช่นนี้ที่จริงแล้วทำได้ไม่ยากเย็น ขอเพียงเป็ผู้ฝึกปรือิญญาธาตุไฟก็สามารถใช้วิธีนี้จู่โจมได้ แต่กระนั้น ต่อให้เป็ศิษย์พี่ใหญ่ซ่งหลินแห่งสำนักช่างประดิษฐ์ หากจะให้ทำได้ในระดับเดียวกับไป๋หยุนเฟยเมื่อครู่ ยังไม่อาจทำได้อย่างปลอดโปร่งง่ายดาย แต่ไป๋หยุนเฟยเพียงสะบัดมือก็สามารถทำได้ เรียกได้ว่าง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือโดยแท้
ทดสอบพลังของถุงมือเปลวสุริยันเรียบร้อยแล้ว ไป๋หยุนเฟยก็หันหลังกลับไปยังทะเลสาบที่กว้างใหญ่ หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่จึงสะบัดมือขวา ก้อนอิฐสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นในมือ
“สุดท้าย ก็คือการทดสอบซึ่งสำคัญที่สุด...”
